(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนมีนาคม ๒๕๔๐)

ปกิณกะธรรม




          พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมในเดือนนี้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ เข้ามาประชุมกันเท่านั้น อย่าไปคิดการมุ่งหวังอยู่รอดปลอดภัยของร่างกาย ให้หวังความอยู่รอดปลอดภัยของจิต กล่าวคือ จิตที่ละความกังวลได้แล้วจากร่างกายนั่นแหละ เป็นความปลอดภัยของจิต ร่างกายที่เห็นอยู่นี้สักเพียงแต่ว่ารูปเท่านั้น ไม่ช้าไม่นานรูปนี้ก็หมดไป ตายไป สลายไป หากจิตยังกำหนดตัดรูปไม่ได้ เมื่อร่างกายนี้มันพังแล้ว จิตก็จักแสวงหาภพหาชาติ เป็นแดนเกิดต่อไป รูปเก่าดับไป รูปใหม่เกิดมา ก็ทุกข์เหมือนเก่า คือ เกิดแล้วก็แก่ ก็เจ็บ มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวัง แล้วก็มีความตายไปในที่สุด แล้วจิตที่ยังตัดรูปไม่ได้ การเกิดมากเท่าไหร่ก็พบกับความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น พิจารณาให้ดีๆ รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น อย่าท้อแท้

          ๒. ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา จุดนี้จักต้องย้ำและพิจารณาให้หนัก จักได้ไม่มีความหวั่นไหวเมื่อมรณะภัยมาถึงร่างกาย การให้รู้การเกิดการดับของร่างกาย เห็นธาตุ เห็นสิ่งปฏิกูลของร่างกาย ก็เพื่อให้จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาที่มีร่างกาย เกิดขึ้นอย่างนี้ เสื่อมอยู่อย่างนี้ แล้วในที่สุดก็ดับไปอย่างนี้ ขันธ์ ๕ อายตนะสัมผัสเกิด-เสื่อม-ดับอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ด้วยตาปัญญาตามความเป็นจริง จิตไม่ต้องไปปรุงแต่ตามสังขาร จักเห็นได้ว่ามันเกิดแล้วมันก็ดับๆ อยู่ตลอดเวลา ให้จิตอยู่เฉยๆ ตามรู้ ก็จักเห็นสภาวะของขันธ์ ๕ ได้ตามความเป็นจริง การจักทำงานอะไรก็ช่าง ให้จิตคอยดูอารมณ์ของจิต ของตนเองอยู่ ทุก ๆ ขณะจิต แล้วในที่สุดจิตก็จักเข้มแข็งขึ้นมาตามลำดับ คำว่าไม่เผลอก็จักเกิดขึ้นได้ที่ตรงนี้ แล้วคำว่าจบกิจในพระพุทธศาสนาก็จักเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

          ๓. เรื่องของร่างกายมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีใครเป็นที่พึ่งของใครได้ในแง่ของรางกายไปได้ตลอดกาล ตลอดสมัย เพราะในที่สุดก็ต้องแก่ - ต้องเจ็บ - ต้องตายกันทั้งสิ้น อย่าไปหวังพึ่งอันใดกับร่างกาย ให้พิจารณาร่างกายของตนเองให้ดี แล้วจักเข้าใจตามความเป็นจริงว่า แม้แต่ร่างกายของตัวเราเองก็ยังหวังพึ่งอันใดมิได้ พิจารณาไปเถอะจักพบว่าร่างกายที่อาศัยอยู่นี้พังแน่นอน แม้โลกนี้ทั้งโลกก็จักพังหมดไม่มีอะไรเหลือ ให้พิจารณาตามความเป็นจริง จักเห็นความยึดถืออะไรไม่ได้เลย

          ๔. คนเรียนมาก รู้มาก มิใช่ว่าจักตัดกิเลสได้มากหรอกนะเจ้า เพราะการเรียน การรู้คือการจำวิชาต่างๆ ด้วยสัญญา ยังมิใช่ปัญญา คือ การคิด - พิจารณาใคร่ครวญเรื่องของร่างกายหรือขันธ์ ๕ ไปตามความเป็นจริง แล้วละปล่อย - วาง ตัดได้ซึ่งกิเลสนั่นแหละ จึงจักปฏิบัติได้จริง ถ้าได้แต่ความรู้ จำเอาไปพูด เอาไปคุยนั่นยังไม่ใช่ของจริง รู้ตามปริยัติ หรือผู้เรียนพระไตรปิฎก รู้มากแต่ไม่นำไปปฏิบัติเอาแต่ความรู้ไปพูด ก็ไม่เกิดผลประโยชน์กับจิตของตนแม้แต่นิดเดียว และการรู้มากโดยไม่ปฏิบัตินี้แหละทำให้บุคคลผู้นั้นมีมานะกิเลสมาก การรู้นั้นเป็นของดี แต่ต้องนำการรู้นั้นไปปฏิบัติให้เกิดในกาย - วาจา - ใจของตนด้วยจึงจักเป็นของจริง

          ๕. เรื่องสุขภาพร่างกายพึงระมัดระวังเอาไว้บ้าง เพราะชีวิตยังไม่สิ้น จิตยังจักต้องอาศัยร่างกายนี้อยู่เพื่อประกอบความดี เพื่อยังจิตให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้ ในขณะที่ยังมีร่างกายนี้อยู่ก็พึงไม่เบียดเบียนร่างกายของตนเองด้วย และไม่มัวเมาในความสุข ความทุกข์อันเกิดขึ้นแก่ร่างกายของตนเองหรือ สุข-ทุกข์ของบุคคลอื่นด้วย พร้อมกันนั้นจักต้องไม่มีความประมาทในชีวิต เห็นความตายอันจักเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ขณะจิตของร่างกายตนเองและของผู้อื่นด้วย โจทย์จิตตนเองไว้เสมอ เตรียมพร้อมที่จักวางทุกสิ่ง - ลด - ละเพื่อจุดสุดท้ายของชีวิตเข้ามาถึงร่างกาย อย่าให้จิตติดกังวลแม้แต่นิดหนึ่งในสิ่งหนึ่งสิ่งใด จิตตั้งมั่นอยู่ที่เดียวคือพระนิพพาน จุดนั่นแหละเจ้าจักได้ที่พึ่งของจิตอย่างแท้จริง ไม่ต้องไปเกิดไปตายที่ไหนอีก

          ๖. ร่างกายนี้เมื่อวิญญาณไปปราศแล้ว (จิตวิญญาณออกจากร่างกายแล้ว) ก็เสมือนหนึ่งท่อนไม้ที่ถูกทบถมลงสู่พื้นปฐพี บุคคลใดจักให้จิตเป็นสุข ก็จงพิจารณาร่างกายอันยังมีลมหายใจอยู่นี้ ให้มีความรู้สึกเสมือนซากศพอยู่ตลอดเวลา (แต่จิตไม่เศร้าหมอง) เพราะโดยนับแล้วร่างกายนี้ทำการสลายตัว ทรุดโทรมไปสู่ความตายทุก ๆ ขณะจิต แต่ที่ยังเห็นอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยสันตติที่สืบเนื่องต่อกันไม่ขาดสาย บุคคลใดเห็นความเกิดตายของร่างกายอยู่อย่างนี้ บุคคลนั้นย่อมจักมีความไม่ประมาทในชีวิต และพยายามทรงจิตอยู่ในความดี จงสังวรไว้ว่า การมีร่างกายอยู่นี้เป็นการอยู่กับความตายทุก ๆ ขณะจิต ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย อย่าคิดไปว่าเบื้องหน้าในอนาคตเราจึงจักตาย ให้รู้สึกไว้เสมอว่าเราอาจจักตายเดี๋ยวนี้เข้าไว้เสมอ เพราะคนที่ตายก็ตายอยู่ในขณะจิตนี้ คือในปัจจุบันธรรมเท่านั้น

          ๗. การจักปฏิบัติแก้กิเลสจุดไหน ให้ระวังกิเลสจุดนั้นจักเล่นงานอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องศึกษากันให้มาก และอย่าท้อถอยต่ออุปสรรค ให้ยกบารมี ๑๐ ขึ้นมาเป็นกำลังใจ เพียรปฏิบัติเพื่อลด - ละ - ตัดกิเลสเหล่านั้นไป นั่นแหละจึงจักพ้นไปได้ อดทนให้มากกับภัยจากภายนอกที่เข้ามากระทบจิตใจ หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม จงมีความวางเฉยเข้าไว้เสมอ อย่าไปต่อกรรมให้มันยืดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด อย่าไปแก้ปัญหาที่ผู้อื่น ให้แก้ที่ตนเองเสมอ แล้วจิตจักรู้หนทางให้หลุดพ้นออกจากความทุกข์ของจิตได้

          ๘. เรื่องการทำความดี อุปสรรคย่อมมีมากเป็นธรรมดา แต่จงอย่าหวั่นไหวให้เห็นเป็นเรื่องโลกธรรม โดยเฉพาะคำนินทากับสรรเสริญ ซึ่งมิได้ช่วยให้เราเลวเราดีไปตามนั้น เราจักเลวหรือดีก็อยู่ที่ผลของการปฏิบัติธรรมของเราเอง ให้จิตหันมาสนใจเตรียมพร้อมรับสภาวะของการตายอยู่เสมอ อย่าไปสนใจกับเรื่องภายนอกให้มากนัก ทุกอย่างเหมือนกับละครฉากหนึ่ง ละครของโลกมีโศก - มีทุกข์ สุขปน ในที่สุดทุกคนต่างก็ไม่พ้นความตาย มันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ให้จิตกำหนดรู้เท่าทันเข้าไว้เสมอ เรื่องการละซึ่งกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม จิตเราเท่านั้นเป็นผู้รู้ว่าละได้มากน้อยแค่ไหน ให้ระวังอย่าให้กิเลสมันหลอกเรา ตรงที่เรายังละไม่ได้จริง แต่จิตหลงคิดว่าได้แล้ว ให้ระมัดระวังจุดนี้เอาไว้ให้ดี

          ๙. ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกนี้ไปได้ก็จริงอยู่ แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ปัจจัย ๔ ก็เป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต คนมีที่ดิน ก็จงอย่าคิดขายเสียหมด ถ้าไม่จำเป็นมากก็จงอย่าเพิ่งขาย เพราะหลังจากนี้ไปอีก ๓ - ๔ ปี คนมีที่ดินจักเป็นเศรษฐีจากราคาที่ดิน จักมีค่ามากคำว่าเตรียมการอยู่ในระดับของคฤหัสถ์นั้นพึงมีได้ เป็นการไม่ประมาทในชีวิต แต่จิตพร้อมที่จักละ - วางในสมบัติของโลกก็ได้ทันที เพราะรู้อยู่กับจิตเสมอว่า แม้ร่างกายที่เราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวนี้เป็นสมบัติของโลกที่เราหวงแหนเป็นที่สุด เราก็พร้อมที่จักละ - วางมันได้ทันทีเมื่อความตายมาถึง ขอให้พวกเจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต ทั้งยามมีชีวิตอยู่และหาไม่ได้ในชีวิตแล้ว พิจารณาจุดนี้เข้าไว้ให้ดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าสะสมจนเกินความพอดีในปัจจัย ๔ ก็แล้วกัน เอาแค่มีไว้ใช้ในยามฉุกเฉินด้วยความไม่ประมาทก็แล้วกัน

          ๑๐. ร่างกายมันไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงเกิดขึ้นชั่วคราว - ตั้งอยู่และดับไป ร่างกายของใครก็ตาม เกิดขึ้นมาแล้วไม่ตายไม่มี ให้ทำจิตให้ยอมรับนับถือความตายให้มั่นคง ตายนั้นตายแน่ไม่มีใครหนีพ้น จิตจึงต้องซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ตายแล้วจิตเราก็ไปพระนิพพาน จึงไม่ควรกลัวความตาย จงอย่าประมาทในชีวิตก็แล้วกัน ดังนั้นให้พิจารณามรณานุสสติควบอุปสมานุสสติให้มาก กรรมฐานบทนี้ทิ้งไม่ได้ ทิ้งเมื่อไหร่ลืมตัวเมื่อนั้น ประมาทเมื่อนั้น และอารมณ์จิตจักเลวเมื่อนั้นด้วย

          ๑๑. ให้ดูร่างกายที่ไม่เป็นแก่นสาร และหาความเที่ยงไม่ได้ นอกจากจักต้องหายา - หาอาหาร - หาเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยให้แล้ว ยังเป็นเหตุให้เกิดกระทบอารมณ์ทั้งหลาย พอใจบ้าง - ไม่พอใจบ้าง ทำให้จิตขาดความสงบ ต้นเหตุล้วนเกิดขึ้นจากการมีร่างกายเป็นเหตุ ดังนั้น การจักละได้ซึ่งร่างกาย ต้องมองเห็นโทษของการมีร่างกายเอาไว้ด้วย

          ๑๒. ให้พิจารณาโทษของอายตนะภายนอก ทำให้เกิดอารมณ์ติดรูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัส - ธรรมารมณ์ แล้วให้เห็นโทษของการติดอายตนะภายใน ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย - ใจ เห็นอารมณ์พอใจและไม่พอใจ ชวนให้เกิดอยู่ร่ำไป พยายามละให้ได้ปล่อยวางให้ได้ ใช้ปัญญาหยั่งลึกลงไป แล้วจึงจักออกจากรูป - นามได้

          ๑๓. ชีวิตล่วงไป ๆ ความตายก็ใกล้เข้ามา ขอจงอย่ามีความประมาทในชีวิต คิดเอาไว้เสมอว่าความตายจักเข้ามาถึงในขณะจิตนี้ไว้ตลอดเวลา แล้วดูความโกรธ - โลภ - หลงน้อยลงหรือไม่ ในเมื่อร่างกายนี้จักตายแล้ว จักไปมัวนั่งโกรธ - โลภ - หลง เพื่อประโยชน์อะไร จิตนั้นรู้แสนรู้ว่าไฟภายใน ๓ กอง หรือ ขี้ ๓ กองนี้มันไม่มีอะไรดี แต่จิตก็ยังหวงขี้ ๓ กองนี้อยู่ ไม่ยอมละ - ปล่อย - วาง เพราะขาดปัญญา หากไฟ ๓ กองนี้ยังมีอยู่กับจิต จิตนั้นก็โง่ทุกที มันทำปัญญาให้ถอยหลังอยู่เสมอ หรือโง่ทุกครั้งที่ไฟลุก หากยังผ่านจุดนี้ไม่ได้ก็คงยังต้องเกิด - ตายกันอีกต่อไปไม่รู้จบ วิธีปฏิบัติเพื่อละปล่อยวางอารมณ์ทั้ง ๓ นี้ ก็รู้อยู่คือ ทาน - ศีล - ภาวนา หรือ ศีล - สมาธ ิ- ปัญญา แต่ขาดความเพียร ที่พึ่งอันสุดท้ายอยู่ที่ตัวเราเอง หากเราไม่พยายามก็ไม่มีใครจักช่วยเราได้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงผู้ชี้แนะทางปฏิบัติให้เท่านั้น เราจักต้องเพียรปฏิบัติด้วยตนเอง จึงจักมีผล กรรมใครกรรมมันทั้งสิ้น

          ๑๔. ร่างกายนี้ไม่เที่ยง ให้เห็นความตายอยู่เป็นปกติ ทุกชีวิตเหมือนกันหมด มีเกิดเป็นเบื้องต้น มีเสื่อมเป็นท่ามกลาง มีความตายเป็นที่สุด พยายามฟอกจิตอย่าให้ยึดถือร่างกายของตนเองหรือของใคร ๆ ทั้งหมด ให้จิตมีสติตั้งมั่นเข้าไว้ ให้รู้เข้าไว้แล้วจิตจักเป็นสุข พิจารณาจุดนี้ให้มาก ๆ แล้วจักวางภาระที่หนักใจอยู่ในเวลานี้ลงไปได้มาก คนทำกรรมมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น ทำดีก็ตาย ทำไม่ดีก็ตาย แต่ให้มีสติระลึกไว้เสมอว่า เราจักทำเพื่อพระนิพพานเอาไว้เสมอ จักได้ไม่ตั้งจิตไปไหนอื่น ซึ่งจัดเป็นความเลวของจิต รู้แล้วให้รีบกลับมาสู่หนทางของศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยไว รักษาอารมณ์เพื่อพระนิพพานเข้าไว้ให้ได้เสมอ

          ๑๕. ให้มองเห็นกายในกายอยู่เนือง ๆ เช่น เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ปอด หัวใจ พังพืด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารเก่า อาหารใหม่ น้ำเลือด น้ำเหลือ น้ำหนอง เปลวมัน มันข้น น้ำมูก ไขข้อ เยื่อในกระดูก น้ำตา น้ำลายต่าง ๆ เหล่านี้ มองให้คล่อง เห็นได้ชัด แล้วจักเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายของตนเองและผู้อื่น คลายความกังวลในร่างกายของตนเองและผู้อื่นลงได้ มีแต่ทางนี้สายเดียวเท่านั้นที่จักหลุดพ้นไปได้ การปฏิบัติละขันธ์ ๕ ก็จักต้องพิจารณาขันธ์ ๕ อย่างจริงจัง จักต้องรักษากำลังใจ ทำให้การพิจารณาขันธ์ ๕ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป โดยใช้บารมี ๑๐ ช่วย มีวิริยะ ขันติ สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีเป็นตัวคุมเป็นสำคัญ

          ๑๖. นอกจากพิจารณาเรื่องของร่างกายแล้ว ให้พิจารณาจิตใจของตนเองด้วย ร่างกายสักเพียงแต่ว่าร่างกาย จิตใจก็สักเพียงแต่ว่าจิตใจ ทำงานร่วมกันแต่คนละอย่าง ไม่ใช่อย่างเดียวกัน พิจารณาแยกกันตรงนี้ให้ดี โดยใช้หลักของมหาสติปัฏฐาน ๔ มีสติกำหนดรู้อยู่กับ กาย เวทนา จิต และ ธรรม ๒ ตัวแรกเป็นเรื่องของกายหรือกายสังขาร ๒ ตัวหลังเป็นเรื่องของจิต หรือเจตสิก (อารมณ์ของจิต) หรือจิตสังขาร ทั้งกายและจิตต่างก็ไม่เที่ยง เกิดดับ ๆ อยู่ตลอดเวลาเป็นสันตติ ผู้รู้ หรือ ผู้ไปรู้เรื่องของกายและอารมณ์ของจิต คือตัวเรา (ใจ) เป็นผู้รู้สันตติภายนอก (กายสังขาร) กับสันตติภายใน (จิตสังขาร หรืออารมณ์ของจิต หรือ เจตสิก) ผู้รู้คือใจ

          ๑๗. ร่างกายไม่มีแก่นสารอันควรที่จักยึดมั่นถือมั่น ตามความรู้สึกก็จริงอยู่ แต่เมื่อพวกเจ้ายังมีกิเลสอยู่ เมื่อพิจารณาไล่อารมณ์ที่ยังมีกิเลสอยู่ ไล่ไปไล่มาก็ยังไปติดอยู่กับร่างกายอยู่ดี เลยทำให้รู้สึกท้อใจ เพราะขาดปัญญาบารมี จึงไม่รู้จักปลดความเกาะติดในร่างกายให้ได้ ความจริงก็คือยังอ่อนการพิจารณาร่างกาย และยังอ่อนการพิจารณาอารมณ์ ให้สอบให้ลึก ๆ จักพบต้นเหตุของการเกาะติด อย่าทิ้งอริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุก็แล้วกัน การพิจารณาจงมุ่งเน้นดูร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ ว่ามันมีอะไรดีบ้าง มันใช่เราหรือไม่ ตายแล้วเอามันไปได้ไหม เรายังปรารถนาร่างกายอย่างนี้อีกหรือไม่ อยากให้ร่างกายมันทรงตัวไหม ยังอยากจักมีร่างกายอยู่อีกไหม ถามให้จิตมันตอบ แล้วพิจารณาอารมณ์เกาะติด จิตยังโลภอะไรอยู่หรือไม่ จิตยังหลงติดอันใดอยู่หรือไม่ จิตยังโกรธไม่พอใจอะไรอยู่หรือไม่ สอบเข้าไปให้ได้ความจริงนั่นแหละจึงจักตัด ละ วางได้

          ๑๘. ทำจิตให้เหมือนดูหนังดูละคร ผ่านไปแล้วก็ผ่านเลย หรือ ทำจิตให้เหมือนกระจกเงา อะไรผ่านเข้ามาก็เห็นหมด แต่เมื่อเลยไปแล้วกระจกเงาก็ไม่ได้ยึดภาพเหล่านั้นไว้เลย จำไว้จงเป็นเพียงผู้ดู ที่แล้วๆ มาพวกเจ้าลงไปแสดงร่วมกับเขาด้วย จึงเป็นการขาดทุนอย่างยิ่ง อยู่ในโลกไม่มีใครพ้นจากโลกธรรม ๘ ไปได้ พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ทุกองค์ก็ดี ยังถูกนินทาใส่ร้ายป้ายสี แล้วพวกเจ้าเป็นใคร ทำไมจักไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี ให้มองเห็นว่ามันเป็นธรรมดาของชาวโลก จิตก็จักปล่อยวางโลกธรรมนี้ลงได้ และให้รู้กฎของกรรม ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมอย่าไปตำหนิใครว่าเลวหรือชั่ว นั้นเป็นเพราะอกุศลเข้าครอบงำ จิตเขาเห็นดีอย่างนั้น จึงทำไปตามอำนาจของกรรมที่เป็นอกุศลกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ ใครทำอย่างไรย่อมได้อย่างนั้น หากพวกเจ้ามิได้เคยสร้างกรรมเหล่านี้ไว้ก่อนในอดีต วิบากกรรมนั้นจักเกิดกับพวกเจ้านั้นเป็นไปไม่ได้ ขอให้อดทน ไม่ช้ากฎของกรรมก็ย่อมจักคลายตัวไปเอง โลกเสื่อมมากเท่าไหร่ ทุกข์ก็มากขึ้นเท่านั้น แต่อย่าพึงห่วงวิตกกังวลให้มาก รักษาอารมณ์จิตให้เป็นสุขอยู่ในปัจจุบันดีกว่า เตรียมพร้อมด้วยความไม่ประมาท ซ้อมตายเอาไว้เสมอ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน พลาดท่าขึ้นมาจักได้ทิ้งร่างกายไปพระนิพพานได้ทันท่วงที

          ๑๙. ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ให้จิตทำความรู้เช่นนี้เอาไว้เสมอ แล้วให้พิจารณาไปสิ่งภายนอก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็ไม่ใช่ของเราเช่นกัน มันเป็นเพียง สภาวะธรรม จักยึดถืออันใดให้เที่ยงได้โลกธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ เกิดแล้วก็ดับ เอาอะไรจีรังยั่งยืนไม่ได้ ให้ตรวจสอบจิตของตนเองดู เกาะติดข้อไหนมากที่สุดก็จงเพียรละซึ่งข้อนั้น อนึ่งทุกคนในเวลานี้นั้น ล้วนแต่มีกรรมที่เป็นอกุศลเข้ามาเล่นงาน ขอให้อดทนเข้าไว้จนกว่ากฎของกรรมจักถึงเวลาคลายตัวลงไปเอง

          ๒๐. อย่าเพ่งโทษบุคคลผู้อื่น ให้ดูแต่อารมณ์จิตของตนเอง ใครดี ใครชั่วก็เรื่องของเขา ดูอารมณ์จิตของตนเอง อย่าไปดี ไปชั่วกับชาวบ้านเขา จิตของเรายังเอาดีไม่ได้ จักไปให้คนอื่นเขาดีได้อย่างไร อย่าลืม ความดีที่สูงสุดคือพระนิพพาน ฆราวาสยังมีลมหายใจอยู่ยังเอาดีไม่ได้ แล้วยังไปว่าคนอื่นเขาว่าเลว นั่นแสดงว่าเราก็ไปเลวตามเขา อย่าลืม คนดีเขาไม่ด่าคน ไม่เสียดสีคน ไม่นินทาคน อย่าไปห่วงใครว่าทำให้อารมณ์ใจของเรามันเลว ตัวเราจิตเรามันไม่ดีเอง ที่ไปเก็บเอาคำสรรเสริญคำนินทานั้นมายึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา ลองทำให้จริง ๆ ซิ พิจารณาร่างกายไปตามความเป็นจริง ให้จิตมันมีสติระลึกได้อยู่เสมออะไรที่จักมาเป็นเรา เป็นของเรานั้นไม่มี ที่ไปหลงยึดอยู่ก็เพราะความโง่นั่นเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่