ตอนที่ ๓ ตอนจบ

ธรรมะและเหตุการณ์บางตอน ที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อ

(พระราชพรหมยาน)




๏ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง “เมื่อกามและกามสัญญาเกิด”

         “ให้พิจารณาว่า ขณะนี้เรากำลังไปเอาทุกข์ของผู้อื่นมาไว้กับใจตน หรือกำลังแบกทุกข์ของผู้อื่น เพราะว่ากายนี้มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ ตัวเราจริงๆ คือ จิตหรือ อทิสมานกาย อารมณ์นี้จึงเป็นอารมณ์ที่เบียดเบียนตนเองโดยตรง หรือขาดเมตตาที่จุดไฟเผาใจตนเอง หากยังมีกามตัณหาและกามสัญญาอยู่ จึงเป็นอารมณ์ยังปรารถนาการเกิดอยู่ต่อไป”

          อุบายกำจัดกามวิตกและกามสัญญา ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า อารมณ์วิหิงสาวิตก หรืออารมณ์ที่เบียดเบียนตนเอง และพยาบาทวิตก หรือ อารมณ์ที่เบียดเบียนผู้อื่น ก็ให้ใช้หลักพิจารณาตามนี้

          ๑. กามวิตกให้เกิดขึ้นกับเราแล้ว

          ๒. กามวิตกเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง

            ๓. กามวิตกเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนผู้อื่น

          ๔. กามวิตกเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

          ๕. กามวิตกทำปัญญาให้ถอยหลังเพราะเป็นนิวรณ์

          ๖. กามวิตกทำให้เกิดความคับแค้น (เป็นทุกข์อย่างยิ่ง)

          ๗. กามวิตกไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน

          คาถามีความลับอยู่ในนั้น เขาไม่บอกกันให้รู้พร่ำเพรื่อ เพราะเคล็ดของคาถามีอยู่ คือ การแก้คาถานั้น ๆ อยู่ที่การว่าถอยหลัง คาถาก็จะคลายตัวได้ ความลับอยู่ตรงนี้

          คาถาความเป็นใหญ่ของโลก คือ

          ๑. อิติ-ติอิ คือ ปิดหน้าและปิดหลัง ไม่สามารถว่าถอยหลังแก้ได้ เป็นของสมเด็จองค์ปัจจุบัน

          ๒. อิติปิโสเดินหน้า และอิติปิโสถอยหลัง (ยันต์เกราะเพชร) เป็นของหลวงปู่โลกอุดร หรือสมเด็จองค์ปัจจุบัน

          ๓. คาถาเปิดถ้ำก็เป็นของสมเด็จองค์ปัจจุบันเช่นกัน

๏ หลวงพ่อมาสอนเรื่อง ให้สนใจสงครามในกายและจิตเรา ดีกว่าสงครามภายนอก

          มีความสำคัญว่า “เรื่องชะตากรรมของโลก มันก็รบกันอยู่อย่างนี้ตลอดกาล สันติภาพของโลกมีที่ไหน สงครามมันมีอยู่คู่โลกตลอดเวลา เพราะความอยากเป็นใหญ่ อยากครองโลก ตัณหามันพร่องอยู่อย่างนั้น จะรบมาก รบน้อย มันก็ต้องรบกันอยู่เป็นประจำ มาดูสงครามในกายและจิตดีกว่า มันเป็นของจริง เพราะต้องรบกับความทุกข์อยู่ทุกวัน จะเรียกว่าทุกเวลาก็ได้ ถ้าหากยกจิตหนีไม่เป็น...พ่อพูดว่า หนีทุกข์นะ ไม่ใช่ต่อสู้ทุกข์...คนหนีทุกข์เป็น ต้องอาศัยพระธรรมเป็นเครื่องหนี หนีด้วยจิต ไม่ใช่หนีด้วยกาย เพราะกายจะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น ทุกข์มันจรเข้ามาหากาย หรือกายมันจะเข้าไปหาทุกข์ทุกวัน-ทุกเวลา ถ้าจิตหนีไม่เป็นก็เกาะทุกข์ไปเรื่อย ๆ ...แค่ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ ทุกข์ภายนอกมันจรเข้ามาหา เห็นโน่น-รู้นี่-จรเข้ามาทางประตูทั้ง ๖ (ทวารทั้ง ๖, อายตนะทั้ง ๖) กระทบเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะเราเปิดประตูรับมันเข้ามา...

          การหนีทุกข์ หากเข้าใจใช้ประตูใจประตูเดียว จะปิดจะเปิดก็อยู่ที่เราฝึกมันได้แค่ไหน ถ้าใจมันวางเฉยเป็น ทุกข์นอกทุกข์ใน ก็ทำอะไรเราไม่ได้ สงครามอย่างนี้สิที่เราควรจะสนใจให้มาก ๆ รบอย่างนี้สิพ้นทุกข์ได้ ชนะแล้วพวกแพ้ตามไม่ทัน เพราะเราไปพระนิพพานได้ ความทุกข์ก็ตามเราไปไม่ได้ (เพราะเราไม่มีกายไม่มีขันธ์แล้ว)

          จำไว้สงครามภายนอก ถ้าหากจำเป็นต้องทำ ก็จงตั้งจิตทำเพื่อชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เท่านั้น เราจะไม่มีความโกรธแค้นอาฆาต-พยาบาท เป็นการส่วนตัว กายเราตั้งใจอุทิศให้พระพุทธเจ้า เราก็ต้องทำเพื่อท่าน จิตเราอุทิศให้พระธรรมคำสั่งสอนของท่าน ก็ต้องทำสงครามภายใน รบกับความทุกข์ให้เป็น”

๏ สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตามาสอนต่อ

          มีจุดสำคัญโดยย่อ ดังนี้

          ก) “กฎของกรรม หลีกเลี่ยงกันไม่พ้นหรอก แต่พุทธคุณ-ธรรมคุณ-สังฆคุณ ทำให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่ก็ไม่ควรจักประมาทเป็นที่รู้อยู่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ตถาคตสรุปลงไว้แค่ จงอย่าประมาทเท่านั้น”

          ข) “การต่อสู้เพื่อจรรโลงงานประกาศพระศาสนา เป็นการเอากายเข้าเสี่ยง การต่อสู้เพื่อมรรคผลนิพพาน เป็นการเอาจิตเข้าแลก เพราะฉะนั้น เผลอเมื่อไร ประการแรกกายจักตาย ประการหลัง ถ้าเผลอจิตก็พลาดจากมรรคผลนิพพาน”

          ค) “พวกเจ้าจงหมั่นเอาจิตคุมกายกันไว้ให้ดี ๆ พยายามอย่าให้กายคุมจิตให้มากนัก ทุกข์กายเกิดจงหมั่นกำหนดรู้ แก้มันไปให้เร็วที่สุด จิตอย่าไปเกาะทุกข์ของกาย จิตหมั่นพิจารณาหาความจริงของกายให้พบ และยอมรับสภาพของกายตามความเป็นจริง โดยอาศัยปัญญาอันเกิดจากสมถะ วิปัสสนาเป็นกำลังใหญ่ เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยของการมีร่างกาย จิตไม่ดิ้นรน ยอมรับสภาพของกายว่ามันเป็นอย่างนั้นอยู่เป็นปกติ เราคือจิตจักไม่สนใจในมัน ช่วยแค่ระงับทุกข์ชั่วคราว คิดไว้เสมอว่า ตายเมื่อไหร่เราจักเลิกคบมัน จิตตั้งมั่นอยู่แต่พระนิพพานจุดเดียว นาน ๆ ไปจิตจักคุมกายอยู่ คือ ชินในทุกข์ของกาย และวางเฉยได้ ไม่ทุกข์กับกายอีก จิตก็ทำหน้าที่เจริญสมณะธรรมไปได้ตลอดเวลา ไม่ว่าตอนนั้นกายจะทุกข์หรือสุขก็ตาม อารมณ์จิตที่แยกออกมาได้ กายส่วนกาย จิตส่วนจิตนี่แหละทำให้จิตคุมกายได้ เป็นอารมณ์สังขารุเบกขาญาณอย่างแท้จริง แม้ในวาระแรก ๆ นี้จักเป็นของใหม่อยู่ รบทั้งสงครามประกาศพระพุทธศาสนา รบทั้งสมครามภายในจิต ก็ต้องระมัดระวังตัวทั้งกายทั้งจิต ขอให้ทำกันไปเถิด อย่าละความเพียร ผลสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้แน่ ”

          ง) “มีอะไรเกิดขึ้น ก็จงอย่าตกใจกันเกินควร ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมว่า มันเป็นธรรมดา ตั้งสติกำหนดรู้ให้ดี ๆ ก็แล้วกัน”

๏ หลวงพ่อมาสอน วิธีแก้ปากเสีย (วจีกรรม ๔)

          โดยให้หลักไว้ดังนี้ โรคปากเสีย คือ โรคชอบต่อกรรม เมื่อถูกกระทบทางทวารทั้ง ๖ (ประตูทั้ง ๖, อายตนะ ๖) เพราะอุเบกขาหรือวางเฉยไม่เป็น เบรกจึงแตกอยู่เป็นปกติ มีผลทำให้กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ไม่เต็มสักที

          ก) พยายามคิดเสียก่อนจึงค่อยพูด

          ข) หรือพยายามคิดอยู่ตลอดเวลาที่ฟังคนอื่นเขาพูด

          ค) พยายามดึงจิต อย่าให้ไหวไปตามคำพูดของผู้อื่น (โดยฟังอย่างเดียว ห้ามปรุงแต่ธรรมนั้น ๆ)

          ง)  พยายามฟังแล้วกรองเอาสาระจากคำพูดนั้น ๆ ของเขาว่ามีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ (ด้วยปัญญา)

          จ) เวลาคนอื่นเขาพูด จะยาวหรือสั้น ปล่อยให้เขาพูดให้จบก่อน เราใช้ความคิดฟังไปแล้ว จะรู้ว่า คำพูดนั้น ๆ มีสาระหรือไม่มีสาระ ควรพูดหรือไม่ควรพูดต่อ หรือควรวาง ควรตัด ก็รู้ได้ด้วยความคิด ไม่ใช่ประโยคไหนมากระทบหูแล้ว กูอยากจะพูดก็ว่าไปเรื่อย ๆ โดยไร้ความคิดพิจารณา

          ฉ) หากทำตาม ๕ ข้อแรกแล้ว คิดอยากจะพูดบ้างก็ให้พิจารณาว่า พูดแล้วเป็นคุณหรือเป็นโทษ, มีสาระหรือไม่มีสาระ, ยิ่งเป็นสาระธรรมในพระพุทธศาสนายิ่งสำคัญ จะต้องมั่นใจเสียก่อนว่าเป็นความจริง ไม่ผิดศีล-ไม่ผิดพระวินัย –ไม่ผิดพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ผิดก็พูดได้ สรุปว่าต้องนิสสัมมะ กรณัง เสยโย หรือใคร่ครวญด้วยปัญญาเสียก่อนจึงค่อยพูด เพราะแม้จะเป็นความจริง แต่พูดแล้วคนฟังไม่เชื่อ-ไม่ศรัทธา ก็ไร้ประโยชน์ที่จะพูด

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาแนะนำต่อ และสั่งสอนต่อ

          มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

          ก) “สังขารุเบกขาญาณเป็นธรรมเบื้องสูง ของผู้ถึงจุดสุดยอดแห่งมรรคผลนิพพาน ขอให้พวกเจ้าหมั่นซ้อมหมั่นปฏิบัติเข้าไว้ วางอุเบกขาให้ถูกลักษณะของมัชฌิมาปฏิปทา โดยอาศัยศีลเป็นพื้นฐานที่ตั้งของสมาธิและปัญญา ตัวสังขารุเบกขาญาณก็จักเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หมั่นอัตนา โจทยัตตานัง สอบจิต-สอบกาย-สอบวาจาเข้าไว้ว่า คิดเช่นนี้ ทำเช่นนี้ พูดเช่นนี้ มันผิดหรือถูกในหลักธรรมที่ตถาคตได้สั่งสอนมา พิจารณาให้มาก ๆ ถ้าผิดก็จงอย่าทำเป็นอันขาด ถ้าถูกก็จงรีบทำด้วยความมั่นใจ ขยัน-พากเพียรเข้าไว้ มรรคผลที่ได้จากการกระทำของตนเองนั้น เป็นของแท้ ดีกว่าฟังคนอื่นพูดหรือเล่าว่า เขาทำเช่นนั้นได้ผลเช่นนี้ ”

          ข) “มาเถิดเจ้าเข้ามาสู่หลักปฏิบัติธรรม อันเข้าสู่โลกุตรธรรมเบื้องสูงอย่างแท้จริง ตั้งใจไปเลย ทิ้งทวนของชีวิตเสี้ยวที่เหลือนี้ให้แก่พระธรรม ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จงหมั่นคุมสติ กำหนดรู้กิริยาของกาย-วาจา-ใจ ให้แน่วแน่มั่นคงอานาปานัสสติกับคำภาวนา อย่าทิ้งเป็นอันขาด ใครจักพูดอะไร ขอให้มีสติฟังให้ดี ๆ พิจารณาเข้าอิงพระธรรมคำสั่งสอน กลั่นกรองหาสาระให้ได้ แล้วเวลาที่จักพูด ก็จงคิดพิจารณาให้ดีว่ามีสาระหรือไม่ ถ้าไม่มีจงอย่าพูด อย่าทำเช่นนั้นเป็นอันขาด”

          ค) สำหรับคุณหมอเองก็อย่าเผลอ ความดีใดที่ได้แล้ว ก็จงหมั่นรักษาความดีนั้น ความชั่วใดที่ยังไม่ค้นพบในจิต ก็จงหมั่นค้นหา พยายามเอาความดีแห่งพระธรรมคำสั่งสอนเข้าลบล้างความชั่วแห่งจิตให้ลดน้อยถอยลงไป อย่าติ-อย่าเตือนคนอื่นเสียจนเพลินไป จนลืมเตือนตนเองเสียล่ะ

๏ หลวงพ่อมาสอนลูกสาวของท่าน เรื่อง การเดิน นั่ง นอน ยืน อย่างไรในพระพุทธศาสนา จึงจะมีผลดี

          ในการปฏิบัติพระกรรมฐาน ขอสรุปย่อ ๆ ว่า

          ก) การเดิน ให้ทอดสายตาไปข้างหน้าหนึ่งแอก หรือประมาณ ๓ เมตร, กำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก (อานาปา) พร้อมภาวนาไปด้วย (พุธ-โธ นิพพาน ตามที่ใจตนเองต้องการหรือเคยชิน) หากใจจับภาพพระไปได้ด้วยก็ยิ่งดี

          ข) การนั่ง ในพระพุทธศาสนา คือ นั่งพับเพียบ หรือขัดสมาธิ (จิตก็จับอานาปาและภาวนาและภาพพระ หรือจะพิจารณาก็สุดแต่ใจต้องการในขณะนั้น)

          ค) นอน ให้นอนตะแคงขวา (สีหไสยาสน์) จิตก็ทำงานแบบข้อ ก และ ข

          ง) ยืน ยืนสำรวมมือทั้งสองไขว้อยู่ข้างหน้าอย่างสุภาพ จิตก็ทำงานข้อ ก และ ข

          ท่านให้หมั่นศึกษา-ทำความเข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอน แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดมรรค-ผล จึงจะได้ดี

          สรุปว่า หลวงพ่อท่านสอนอิริยาบถบรรพ ว่าล้วนเป็นทุกข์เป็นตัวอริยสัจอย่างแท้จริง หากผู้ใดเข้าใจแล้ว การยืน-เดิน-นั่ง-นอน ล้วนเป็นพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น เอาทุกอย่างที่เข้ามากระทบทางทวารทั้ง ๖ (อายตนะ ๖) มาพิจารณาด้วยปัญญาให้เป็นกรรมฐานได้ทุกขณะจิต เช่น การมีขันธ์ ๕ หรือร่างกายเป็นภาระที่หนักยิ่ง, ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์, เป็นโทษ , เป็นภัยใหญ่ในโลก, โลกไม่เที่ยง, โลกเป็นทุกข์ และที่สุดแห่งโลกล้วนเป็นอนัตตาทั้งสิ้น คือไม่มีอะไรเหลือ เป็นต้น ไม่ปล่อยให้จิตว่างจากกรรมฐานเป็นอันขาด

หลวงพ่อมาเน้นเรื่องการปฏิบัติ

          มีความสำคัญโดยย่อว่า

          ก) “พยายามให้จิตอยู่กับพระกรรมฐานให้มากที่สุด จะภาวนาหรือวิปัสสนาก็ได้ อย่าฝืนความต้องการของจิต ต้องรู้ว่ามันจะพัก (สมถะ) หรือ เพียร (วิปัสสนา) แต่ให้ระวังอันหนึ่งคือจิตเฉย ขณะนั้นจิตจะไม่จับอะไรเลย ต้องรู้ว่าจิตต้องการสงบลูกเดียว อาการนี้จะอยู่ได้ไม่นาน มันหยุดเครื่อง ประเดี๋ยวมันก็วิ่งใหม่ตามปกติจิตของมัน”

          ข) “จำไว้อย่าทำ (ปฏิบัติ) แบบเครียด ๆ ผลได้จะน้อย ผลเสียจะมาก ให้ทำแบบสบาย ๆ กำหนดจิตรู้ตลอดเวลาว่า อยู่ในกรรมฐานบทไหน อยู่ในอารมณ์ใด”

          ค) “จำไว้พระกรรมฐาน อย่าให้หลุดออกไปจากจิต ตั้งใจไว้ว่า ตายเป็นตาย ขอทำพระกรรมฐานให้เกิดผลให้ได้ ละความตั้งใจเมื่อไหร่ ถือว่าเสียสัจจะที่ให้ไว้กับพระพุทธองค์ (อิมาหัง ภควา ฯ)”

          ง) “การนอนหลับมาก ก็เท่ากับว่าประมาทมาก ปฏิบัติธรรมได้น้อย อย่าติดนอน อย่าติดกิน (รสอาหาร) อย่าติดการท่องเที่ยว สรุปว่าอย่าติดในกามคุณ ๕ นั่นเอง”

          จ) “ขอให้ปฏิบัติกันจริง ๆ อย่ากลัวตายในขณะปฏิบัติธรรมนั้น ๆ และจงอย่าสงสัยในธรรมทั้งปวง ให้ใช้ความเพียรในการปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ธรรมนั้น ๆ อย่าทิ้งอิทธิบาท ๔ ก็แล้วกัน

สมเด็จองค์ปฐม เมตตาสอน เรื่องกฎของกรรม

          มีความสำคัญโดยย่อว่า

          ก) “จงหมั่นพยายามสำรวจอารมณ์จิตให้พบ ค้นหากิเลสแห่งความโกรธ-โลภ-หลง ให้พบ กฎของกรรม ขอให้ยอมรับนับถือย่างจริงใจ

          ในอดีตชาติ พวกเจ้าก็ล้วนทำกรรมนี้กันมาก่อนทั้งสิ้น วาระนี้พวกเจ้าล้วนทำเพื่อกิจในพุทธศาสนา เศษกรรมอันเป็นผลบาปเล่นงานพวกเจ้าได้แค่ผิวเผินของร่างกายเท่านั้น ถ้าจักดูผลของกรรมจริง ๆ พวกเจ้าก็จักล้วนแต่ต้องตกตายตามกันทั้งสิ้น”

          ข) “อะไรจักเกิดแก่ร่างกาย ขอให้อย่าพึงได้ตระหนก หรือวิตกกังวลให้มาก อันตรายร้ายแรงใหญ่หลวงนั้นไม่มี ขอให้หมั่นตัดอารมณ์วิตกจริตเหล่านี้ทิ้งไป เพราะนั่นไม่ใช่อารมณ์แห่งพระกรรมฐาน มิใช่อารมณ์ที่จักนำพวกเจ้าเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้”

          ค) “นิพพะ แปลว่า ดับ อารมณ์จิตจักต้องดับจากกิเลสทั้งปวง โกรธ-โลภ-หลงไม่คงคั่งค้างอยู่ในจิต อารมณ์วิตกจริต ก็คือ อารมณ์หลง หลงอยู่ในความทุกข์อันขุ่นข้องหมองใจ เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจักต้องหมั่นระงับอารมณ์เหล่านี้ทิ้งไป พยายามสร้างอารมณ์สังขารุเบกขาญาณให้เกิด จักวางเฉยในร่างกายได้ในที่สุด”

          ง) “กฎของกรรมใด ๆ เกิดกับร่างกายก็จงยอมรับ ไม่มีใครทำเราหรอก เราทำของเราเองทั้งสิ้น กำหนดจิตให้รู้ กำหนดจิตให้เห็นด้วยตาปัญญาทั้งปวง ความสงบจักเกิดแก่จิตของพวกเจ้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ขอให้ใช้วิปัสสนาพิจารณาให้มาก ๆ แล้วผลแห่งมรรคธรรมจักเกิดขึ้นในปฏิปทาที่พวกเจ้าหมั่นเพียรอยู่นี้ อย่าท้อถอย หรือขุ่นข้องขัดเคือง อารมณ์จิตจักไม่เป็นสมาธิ ความขาดทุนจักมาเยือน ทั้งขึ้น ทั้งล่อง ต้องพยายามเข้านะ ชำระจิตให้ได้ทุก ๆ วินาที หมั่นทำบ่อย ๆ แล้วความสำเร็จจักปรากฏแก่พวกเจ้าเอง”

          จ) “กายสังขารทุกข์-อย่าฝืน ให้พยายามระงับให้เร็วที่สุด อย่าแบกทุกข์ของกายสังขาร จิตสังขารทุกข์-จักต้องหมั่นฝืน รู้และกำหนดเห็นทุกข์นั้น ๆ หมั่นเอากรรมฐานแก้จริต ๖ มาใช้ ก็จักแก้ทุกข์แห่งจิตสังขารได้”

๏ ปกิณกะธรรม

          ๑. ตัวธรรมปัจจุบันอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้าก็รู้อยู่ในธรรมปัจจุบัน หายใจออกก็รู้อยู่ในธรรมปัจจุบัน หากจิตรู้อยู่ในอารมณ์ธรรมปัจจุบันตลอด ธรรมในอดีต ธรรมในอนาคตก็เข้ามาแทรกอารมณ์ปัจจุบันไม่ได้ หรืออารมณ์ ๒ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น อุเบกขาหรือตัวสังขารุเบกขาญาณจึงเกิดขึ้นได้ที่ตรงนี้เอง

          ๒. นินทาสโมสร หรือโลกธรรม ๘ เกิดขึ้นเป็นธรรม ตามกฎของกรรม ซึ่งต่างคนต่างก็ทำเอาไว้เองในอดีต มีอยู่มาก (ไม่เขียนเพราะไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ผู้อ่าน)

          สรุปว่าโลกธรรม ๘ เป็นกฎของกรรม ซึ่งเป็นอริยสัจละเอียดหรืออริยสัจขั้นสูง และเป็นไตรลักษณ์ ใครไปสนใจ-ไปยึด-ไปเกาะ ก็ล้วนเป็นทุกข์ จึงต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นว่าเป็นของธรรมดาของชาวโลก จุดนี้สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสรับรองว่า “ถูกต้องแล้วจงหมั่นศึกษากรรมให้ครบวงจรเถิด กายกรรม ๓, วจีกรรม ๔, มโนกรรม ๓ ทุกกรรมบถมีผลส่งให้เกิดทุกข์ได้ ๓ ประการ เมื่อตนเองทำเหตุให้เกิดแล้ว ทรงให้หลักแยกว่าเป็นกรรมในอดีต หรือเป็นกรรมปัจจุบันให้ผลดังนี้

          ก) “ให้ตรวจสอบดูว่า ในปัจจุบันชาติเราทำกรรมนี้มาก่อนหรือเปล่า แยกเป็นกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม หากไม่มีก็แสดงว่า เราเคยก่อกรรมนี้ไว้ในอดีตชาติแน่นอน”

          ข) สำหรับกรรมปัจจุบัน ให้ผลทันตาเห็นอย่างหนึ่ง ให้ผลในอดีตอีกอย่างหนึ่ง เช่น คนกินยาพิษและตายลงในขณะนั้น เป็นกรรมให้ผลทันตาเห็น หากเราไปด่าเขาไว้เมื่อวานนี้ บุคคลนั้นเขารู้เข้า ก็มาด่าเราตอบในวันนี้ ก็เป็นกรรมที่เราเคยทำไว้ในชาติปัจจุบัน หากเราคิดชั่ว จิตในขณะนั้นก็มีไฟกิเลสสุมเผาจิตเรา เป็นผลในปัจจุบัน หากเราคิดดีจิตในขณะนั้น ก็มีอารมณ์สุขเป็นผลในปัจจุบัน”

          ค) “ส่วนกรรมที่ทำในชาตินี้ แต่ให้ผลของกรรมในชาติต่อไป กล่าวคือผู้ละเมิดศีล ๕ กรรมที่ทำในชาติปัจจุบัน บางคนยังมีบุญกุศลเก่าหนุนเนื่องอยู่ (กุศลกรรมกำลังให้ผลเขาอยู่) ก็ยังไม่ปรากฏผลของกรรม ให้เห็นในชาติปัจจุบัน พอหมดอายุขัยจิตวิญญาณก็ไปสู่อบายภูมิ ๔ ตามกรรมนั้น ๆ คือ ไปรับผลของกรรมในอนาคตนั่นเอง จุดนี้คนมืด คนบาป ย่อมมองไม่เห็น และไม่เชื่อในกฎของกรรมข้อนี้ ไม่เชื่อว่านรก-สวรรค์-พรหม-นิพพานมีจริง ต่อเมื่อร่างกายตาย จิตวิญญาณไปสู่อบายภูมิ ๔ แล้ว ก็สายเกินไปที่จักกลับมาเรียนรู้กฎของกรรมได้

๏ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง ปกติธรรมนั้นเป็นไฉน

          มีความสำคัญว่า

          ก) “ขอให้พวกเจ้าหาความเป็นปกติให้พบ พบแล้วให้วางในปกตินั้น ๆ จิตจักได้เบาบาง สบายจากอารมณ์กระทบทั้งปวง จงหมั่นเพียรขยันปฏิบัติสมณธรรมให้มาก ๆ คำนินทาและสรรเสริญ ใด ๆ เกิดกับพวกเจ้า ขอจงมองเห็นไตรลักษณ์ที่เกิด-ดับแห่งโลกธรรมนั้นว่า เป็นปกติของโลก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป หาสาระธรรมอันใดมิได้ จงหมั่นตระหนักถึงกฎของกรรมเข้าไว้ ไม่ต่อกรรมไปในกาย-วาจา-ใจ ของตนอีก กฎของกรรมเที่ยงเสมอ ใครทำใครได้ กรรมใครกรรมมัน อย่าเอาแต่ท่องจำ รู้แล้วต้องหมั่นนำมาปฏิบัติให้เกิดผลด้วย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ความจริงของชีวิตมันเป็นอย่างนี้ จงอย่าประมาทก็แล้วกัน”

          ข) “ถ้าจิตไหวเมื่อไหร่ ก็จงรู้ว่าจิตเราไม่เป็นปกติสุขในพระกรรมฐาน หมายความว่าเราไม่ยอมรับในความเป็นปกติที่ไหวอยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันคือปกติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เคลื่อนอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ จักเป็น พรหมโลก เทวโลก มนุษโลก อบายภูมิ ๔ เคลื่อนอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ”

          ค) “พวกเจ้าปรารถนาความไม่เคลื่อนก็มีจุดเดียว คือ พระนิพพาน บุคคลที่จักศึกษาเพื่อเป็น อเสขะบุคคล (พระอรหันต์) ในพระพุทธศาสนา จักต้องฝึกจิตไม่ให้เคลื่อน ไม่ให้ไหวไปในความปกติของโลกทั้งปวง โดยอาศัยศีล-สมาธิ-ปัญญาแห่งพระพุทธศาสนาของตถาคต เป็นเสาหลักปักเข็มตอกตรึง จิตเอาไว้ ถ้ามั่นคงศึกษาในธรรมปฏิบัติมากเพียงใด มรรคผลนิพพานก็จักเกิดมากเพียงนั้น ขอให้ตั้งใจกันเอาไว้ให้ดี ๆ”

๏ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่องมรณานุสติ

          ทรงตรัสถามว่า “พวกเจ้ากลัวตายหรือไม่” ตอบ “ย่อมยังมีความกลัวอยู่บ้างพระพุทธเจ้าข้า” ทรงตรัสว่า “มันเป็นธรรมดาที่จิตยังมีกำลังใจไม่กล้าแข็ง ผู้ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ (บุคคลที่ยังมีหน้าที่ต้องตัดกิเลสอยู่) ย่อมมีความกลัวตายเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น มีสติระลึกนึกถึงมรณานัสสติให้มาก ๆ กำหนดรู้ลมหายใจ ภาวนาวิปัสสนาให้รู้สภาวะของการตายด้วยลมหายใจให้มาก ๆ หนักเข้า ๆ จิตจักยอมรับและวางอารมณ์กลัวตายได้ในที่สุด จงอย่าคิดว่าจะตายเมื่อแก่ จักตายเอาเมื่อวันข้างหน้ามาถึง พวกเจ้าจงหมั่นคิดเอาไว้เสมอ ๆ ว่า ความตายจักมีอยู่ในวันนี้ เพลานี้ เดี๋ยวนี้ ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออก ความตายมาจ่อประตูรับอยู่ทุก ๆ ขณะจิต ที่ลม หายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ถ้าคิดได้อย่างนี้ จิตก็จักวางร่างกายได้ในที่สุด”

๏ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง “ธรรมเป็นปัจจัตตัง”

          (อังคารที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๓๖) มีความสำคัญว่า

          ก) “ขอให้สนใจในธรรมปฏิบัติให้มาก ๆ รู้อารมณ์จิตให้จงหนัก รู้ได้ละได้ที่ตนเอง อย่าไปเที่ยวละอารมณ์จิตของผู้อื่น ไม่มีประโยชน์ ให้ละอารมณ์จิตที่มีกิเลสของตน ๆ ให้ได้เสียก่อน ใช้พระกรรมฐานบังคับกาย-วาจา-ใจ ให้อยู่ในโอวาทธรรมให้ได้เสียก่อน อย่าเพิ่งไปสอนผู้อื่น สอนตัวเองเข้าไว้แล้วยังไม่รู้จักจำ จักเที่ยวไปสอนผู้อื่นให้รู้จักจำได้อย่างไร”

          ข) “จงกำหนดจิตรู้ไว้ อารมณ์ของเราเองยังดีไม่พอ ยังคบกับความชั่วอันเป็นอกุศลไว้มากมาย จักแบ่งความดีไปให้คนอื่นได้อย่างไร แบ่งไปแบ่งมาไม่สักแต่จักแบ่งให้แต่ความดี พูดไปว่าไป เขามีอารมณ์ไม่พอใจรับ เราเองนั่นแหละจักเกิดอารมณ์แบ่งความเลวไปให้เขาด้วย อย่างนี้ไม่ดีแน่ ธรรมเป็นปัจจัตตัง รู้ได้เห็นได้ด้วยตนเอง แต่ต้องให้รู้จริง เห็นจริง จึงจักแบ่งให้คนอื่นได้ แต่ต้องเลือกคนรับ เขารับไม่ได้ ภาชนะก้นรั่ว ใส่ให้อย่างไรก็รั่วไม่เป็นผล เสียของเสียเวลา เอาเวลานั้น ๆ มาเติมความดีแห่งอารมณ์พระกรรมฐานของตน ให้เต็มดีกว่า จิตจักได้มีความสุข ไม่ขัดเคืองใด ๆ กับผู้อื่น อย่าคิดว่าเรารู้จักต้องให้ผู้อื่นรู้เช่นเราทำนั้น ก็เท่ากับว่าพวกเจ้านั้นหลงตัวเอง”

          ค) “อย่าลืม ตถาคตตรัส ผู้ใดเป็นบัณฑิต ผู้นั้นย่อมถ่อมตนว่าโง่เขลาอยู่เสมอ แต่ผู้ใดที่โง่เขลา ก็มักจักอวดอ้างตนเองเป็นบัณฑิตอยู่เสมอ บัณฑิตที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา ก็คือ พระที่เพียบพร้อมไปด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา เต็มครบถ้วนบริบูรณ์นั่นคือพระอรหันต์ สาวกบุคคลผู้เต็มไปด้วยความดี ความถ่อมตน ไม่มีการอวดรู้ อวดฉลาด มีแต่ถ่อมตน ถนอมจิตตนอย่างผู้สิ้นความเร่าร้อนในกิเลสทั้งปวงนั่นเอง ขอให้พวกเจ้าจงจำเอาไว้และนำไปปฏิบัติให้ดี ๆ”

          ง) “คอยดู คอยแลแต่จิตของตนเอง อย่าไปคอยดูคอยแลจิตของคนอื่น กรรมเป็นปัจจัตตัง การก่อเหตุแห่งกรรมไม่เหมือนกัน ผลของกรรมจึงต่างกัน อย่าไปยุ่งกับกรรมของใคร ขอให้ทำหน้าที่ตามภาระที่รับมอบหมายกันไว้ให้ดี ๆ”

๏ หลวงปู่บุดดา เมตตามาสอนเรื่อง “การวางเฉย”

          (๒๙ มกราคม ๒๕๓๖)

          ลูกในอดีตของท่าน ถามท่านว่า หากมีคนเขามุ่งประทุษร้าย ควรจะปล่อยวางเฉย ๆ ได้ไหม ท่านเมตตาสอนให้มีความสำคัญดังนี้

          ก. “เฉยอย่างนั้นคนโง่น่ะสิ บางอย่างต้องต่อสู้ แก้ได้ต้องแก้ไป ไม่ใช่เขาให้ไปตาย ก็ยอมไปตาย สิ่งที่ให้วางเฉย ก็คือกิเลสที่มากระทบอายตนะ ๖ คือ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ ตัวธรรมล้วน ๆ คือ ไม่ปรุงแต่งในธรรมที่เข้ามากระทบสัมผัสนั้น ๆ อย่างใครเขาจะคิดร้ายก็ช่างเขา แต่ถ้าถึงขั้นเอาไม้หวดตีเราเข้าแล้ว ถ้าเรารู้จักเมตตาตัวเองก็ต้องหลบสิ เพราะถ้าให้เขาตีกายเรา จิตเราอาศัยมันอยู่ก็ต้องเจ็บไปด้วย แต่ถ้าเขาคิด ยังไม่ได้ทำก็กรรมของเขา ถ้าเขาทำเราแล้วเราหลบ เราแก้ไขไม่ได้ต่อกร ก็กรรมของเขาอีกนั่นแหละ คนละกรรมกันอย่าไปยุ่งให้จิตวุ่นวาย กรรมใครกรรมมันนะอย่าลืม ใครเขาอยากจะตี ให้เขาตีไปก็แล้วกัน เราหลบได้ เราหลบ หลบอยู่ในธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีตัวไม่มีตน หลบพ้นนะลูก ถ้าหลบไม่พ้นก็ให้รับอย่างพระโมคคัลลานะ รับอย่างคนฉลาดอย่ารับอย่างโง่ ๆ รับแล้วไปนิพพาน คือ รับด้วยจิตผ่องใสบริสุทธิ์ ไม่ใช่รับด้วยความขัดข้องหมองใจ จิตไม่บริสุทธิ์การไปของจิตก็บริสุทธิ์ไม่ได้ อย่ารับอย่างคนโง่ เพราะมีอบายภูมิ ๔ เป็นที่ไป”

          ข) “เรามันประกาศตัวเป็นลูกพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องเชื่อท่านซี เชื่อพระพุทธ-พระธรรม-พระอริยสงฆ์ ท่านว่าอย่างไร เราก็ว่าอย่างนั้นจึงจะได้ดี จึงจะไปนิพพานได้ตามท่าน”

๏ หลวงปู่บุดดา เมตตาสอนเรื่อง อิริยาบถ ๔

          (มีผู้สงสัยว่า ใจปฏิบัติธรรมได้อย่างต่อเนื่อง-เป็นสุข-เพลิดเพลินอยู่ในธรรม แต่กายที่นั่งอยู่ต้องขยับหลายครั้ง) ท่านสอนว่า

          ก) “กายสังขารมันมีอยู่จะไม่ขยับได้อย่างไร จิตสังขารสิอย่าเคลื่อน เพลิดเพลินในธรรมเข้าไว้ กายสังขารปวด-เมื่อย-ขบ ก็ต้องเคลื่อนเป็นธรรมดา อย่าฝืนทุกข์ของกายสังขาร นั่งนาน ๆ ง่อยมันจะกินเอา ยืนนาน ๆ ตะคริวมันจะกินขาแข้งเอา เดินนาน ๆ ก็เมื่อยหมดกำลังเอา นอนนาน ๆ อัมพาตจะกินเอา อย่าทำกรรมฐานแบบโง่ ๆ อย่างนั้นนะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอน การฝืนกายสังขารนั้น เป็นการเบียดเบียนตนเอง บรรลุมรรคผลได้ยาก สู้ครบอิริยาบถ ๔ ไม่ได้ แล้วมิใช่ครบอิริยาบถ ๔ แบบโง่ ๆ นะ มรรคผล นิพพาน ก็ไม่ได้เหมือนกัน มัชฌิมา ทางสายกลางเท่านั้นที่จะบรรลุได้ บรรลุพอดี ในทางสายกลาง บรรลุธรรมที่ปัจจุบัน จะบรรลุระดับไหน ก็ต้องทางสายกลางในธรรมปัจจุบันพอดี ๆ เหมือนคนหุงข้าว ถ้าไม่พอดีมันจะสุกไหม แล้วเวลามันสุก มันก็สุกอยู่ในธรรมปัจจุบัน คือ พอดีสุกนั่นแหละ ธรรมะก็เช่นกัน บรรลุได้ในปัจจุบัน เอาความพอดีเป็นที่ตั้ง”

          ข) “ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ขอให้จิตอยู่ในความสงบ อยู่ในอารมณ์พระกรรมฐาน แยกกายสังขารให้เป็น แยกจิตสังขารให้เป็น วางเฉยให้อยู่ในอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ คือ ทุกข์กายต้องระงับ แต่จิตไม่เกาะติดอยู่กับมัน ยอมรับสภาวะทุกข์ของกายโดยดุษฎี บอกมันไว้เสมอ ๆ ว่า มึงตายเมื่อไหร่ กูสบายเมื่อนั้น สำหรับจิตสังขาร เรามีเอาไว้ปฏิบัติธรรม คนฉลาดที่เจริญพระกรรมฐานเป็น เขาเจริญตามแบบพระพุทธเจ้า แบบพระธรรม แบบพระอริยสงฆ์ จิตสังขารจะกระทบเข้ากับอะไรตลอด ๒๔ ช.ม. หรือทุก ๆ ขณะจิตที่กระทบ จะเป็นสัตว์-คน-วัตถุธาตุ หรือ พรหม-เทวดา-นิพพาน-อาบายภูมิ ๔ เขาจะพิจารณาหรือสัมผัสเป็นพระกรรมฐานหมด แล้วใช้ปัญญาแยกออกได้ว่า สาระที่กระทบนี้เป็นธรรมใด ๆ เช่น มนุษธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกียธรรม หรือ โลกุตระธรรม คนฉลาดเจริญกรรมฐานเป็น เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทบจิตหมดนั้นเป็นธรรม นี่แหละจงจำไว้ นักเจริญกรรมฐาน จะต้องอยู่ในธรรมอย่างนี้ตลอดเวลา ทำให้ชินจนแยกแยะออกได้ว่า สาระธรรมใดควรเก็บ สาระธรรมใดควรละ อันนี้ทำแล้วจิตติดสมมุติ อันนี้ทำแล้วจิตพ้นสมมุติ พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญพระกรรมฐานเพื่อวิมุตติ คือ หลุดพ้นจากกิเลส เพื่อเข้าถึงแดนอมตะ นฤพานจุดเดียวนะ จำเอาไว้”

          ค) “อยู่กับธรรมปัจจุบันให้มาก ๆ จึงจะอยู่ในทางสายกลางหรือทางพอดี ๆ ของพระพุทธเจ้า เมตตาตัวเองให้มาก ๆ นะ”

๏ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๖มีผู้ไม่ประสงค์ดีมาก่อกวนการปฏิบัติธรรมของพวกเราอยู่อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เฝ้าหลวงพ่อในตอนกลางคืน สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตามาให้กำลังใจ และสอนเรื่อง ธรรมพรตปรามาส

          ก) “กำหนดจิตให้บริสุทธิ์ อย่าให้มีความขุ่นเคือง อาฆาตพยาบาท ขอให้มั่นใจปฏิบัติตามคำสั่งและคำสอนของตถาคต กำหนดจิตตั้งมั่นให้อภัยทานแก่บุคคลทุก ๆ คน ที่ไม่ประสงค์ดี หรือกล่าวคำตำหนิให้ร้ายพวกเจ้า พวกเจ้าจักต้องหมั่นทรงพรหมวิหาร ๔ ให้ชัดเจนขึ้นในจิต อย่าตำหนิกรรม อย่าต่อกรรม ให้หมั่นตัดกรรมด้วยสติปัญญาอยู่เนือง ๆ การอึดอัดขัดข้องจิตย่อมมีอยู่บ้างในบางขณะเป็นธรรมดา เพราะระดับจิตของพวกเจ้ายังไม่มั่นคงในพรหมวิหารทั้ง ๔  ประการ แต่ขอให้ใช้ขันติ อดทน อดกลั้น ข่มใจ ระงับโทสะจริต และวิตกจริตเข้าไว้ พยายามจับอานาปานัสสติเข้าไว้มาก ๆ ควบกสิณภาพพระเข้าไว้ และพยายามระลึกนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก พินิจพิจารณาไปว่า เราก็ต้องตาย เขาก็ต้องตาย เขาตายด้วยจิตมุ่งร้ายทำลายคน จักไปสู่แดนใดก็เรื่องของเขา แต่จิตของเรามุ่งมั่น มรรค ผล นิพพาน การตายถ้าหากตายด้วยความอึดอัดขัดข้องแห่งจิต ก็จักไปไม่ถึงพระนิพพาน”

          ข) “เพราะฉะนั้น จงหมั่นโจทย์จิต ถามจิตอยู่เสมอ ๆ ว่าตายแล้วจะไปไหน อย่าลืมตัว การอาฆาตเคียดแค้นพยาบาทไม่ใช่หนทางที่จะไปพระนิพพานได้ ขอให้พวกเจ้าหมั่นชำระจิตเพื่อกิจพระพุทธศาสนาที่รอพวกเจ้าอยู่ในวันข้างหน้า ภาระใด ๆ อันเป็นหน้าที่ ก็จงรับทำไว้ อย่าให้บกพร่อง”

            ค) “การกอปรกิจในพระพุทธศาสนา มุ่งหวังการหลุดพ้นจากห้วงวัฏฏสงสารเป็นสำคัญ ละได้ซึ่งกิเลส โมหะ โทสะ โลภะ เท่านั้นจึงจะไปได้ ตั้งใจเข้าไว้ อย่าสะสมความเลวของตนเอง และอย่าสะสมความเลวของผู้อื่น หมั่นถามจิตเข้าไว้ว่า พอใจความเลวของตนเอง และพอใจความเลวของผู้อื่น แล้วจิตเจ้าจักไปไหน มิเท่ากับพอใจลงอบายภูมิ ๔ หรือ”

          ง) อนึ่ง ธรรมพรตปรามาส ขอจงอย่าให้เกิดแก่จิตของเจ้า ธรรมใดที่รู้แล้ว แต่ธรรมนั้นยังไม่เกิดแก่เจ้า ก็จงอย่าสงสัย อารมณ์สงสัยนั้นเป็นนิวรณ์ ซึ่งเป็นกิเลสหยาบ อันทำปัญญาให้ถอยหลัง ขอให้รอคอยผลของธรรมที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าด้วยจิตสงบเถิด ธรรมะของตถาคตต้องหยุด จึงจักเห็นความเคลื่อนไหวทั้งปวง กิเลสอาสวะจักสิ้นได้ก็ต้องหยุดดู แล้วหมั่นเพียรละด้วยความสงบ จึงจักสำเร็จได้อย่างแท้จริง”

๏ หลวงปู่บุดดามาสอนลูกสาวของท่าน เรื่อง “อายตนะ”

(๒๙ มกราคม ๒๕๓๖)

          ๑. ตา มันทำหน้าที่ดู ก็ให้มันทำหน้าที่ไป จิตไม่ปรุงแต่งธรรม มันก็รู้อยู่แต่ปัจจุบัน จิตสงบไม่รู้เรื่อง

              หู ได้ยิน ก็ได้ยินไปตามหน้าที่ จิตไม่ปรุงแต่ธรรม มันก็รู้ได้ยินอยู่แต่ปัจจุบัน จิตก็สงบไม่มีเรื่อง

              จมูก ได้กลิ่น ก็ได้กลิ่นไปตามหน้าที่ จิตไม่ปรุงแต่งธรรม มันได้กลิ่นได้รู้อยู่แต่ปัจจุบัน จิตก็สงบ ไม่มีเรื่อง

              ลิ้น ได้ลิ้มรสตามหน้าที่ จิตไม่ปรุงแต่ธรรม มันได้ลิ้มรสแต่ปัจจุบัน จิตก็สงบ ไม่มีเรื่อง

              กาย ได้สัมผัส ก็ได้สัมผัสตามหน้าที่ จิตไม่ปรุงแต่งธรรม มันได้สัมผัสทุกข์-สุข รู้อยู่แต่ปัจจุบัน จิตก็สงบไม่มีเรื่อง

              ใจ หรือจิตสังขาร ได้สัมผัสธรรมารมณ์ตามหน้าที่ จิตไม่ปรุงแต่ธรรม กระทบสัมผัสทุกข์-สุข-ไม่ทุกข์ไม่สุข จิตมันรู้อยู่แต่ในธรรมปัจจุบัน จิตก็สงบ ไม่มีเรื่อง

          ๒. “อายตนะ ๖ ต่างทำหน้าที่ของมันไปในธรรมปัจจุบัน ถ้าหากคุมอายตนะจิตได้ตัวเดียว การปรุงแต่งธรรมไปในอดีตกับอนาคตก็ไม่มี ตัวธรรมแท้ ๆ เกิดขึ้น สัมผัสอยู่ภายนอกและภายใน มีแต่ปัจจุบันธรรม สุข-ทุกข์ ดี-เลว ไม่สุข-ไม่ทุกข์ ไม่ดี-ไม่เลว มันก็เกิดอยู่แต่ในอารมณ์ธรรมปัจจุบันนี้ ถ้าใครรู้จักสงบระงับอารมณ์ให้อยู่แต่ในธรรมปัจจุบันนี้ไซร้แล้ว จิตจักเป็นสุขได้อย่างแท้จริง”

          ๓. “อายตนะจิตตัวเดียว มันชอบปรุงแต่งธรรมดี-เลว ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ตามนิสัยเคยชินของโลกียชน มันร้อนเหมือนไฟไหม้ป่า ป่าอะไร? ก็ป่ากายป่าใจนี่แหละ เอ็งจงอย่าเอาไฟไปสุมจิตนะ ไม่ว่าจิตตนเองหรือจิตผู้อื่น  หมั่นศึกษาไฟ ๓ กองเข้าไว้ จะโมหะ โทสะ ราคะก็ดี ล้วนเป็นไฟไหม้ป่าที่ร้อนแรงทั้งสิ้น ลักษณะของไฟจะอย่างไรก็มีความร้อน เผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุณไปได้”

          ๔. “ไอ้คนเรานี้ มันก็แปลกชอบเอาลมปากเผากัน เอาไฟกิเลส โมหะ โทสะ ราคะ เผากัน เผาตนเอง เผากายเผาใจตนเองยังไม่พอ ชอบเผื่อแผ่ไปเผาชาวบ้านชาวช่องเขาด้วย เผาจิตเผากายของเขา มันสนุกหรืออย่างไร วิสัยโลก ชอบนินทา-สรรเสริญ ไฟร้อน-ไฟเย็น ก็เผาได้เผาดี”

          ๕. “ใครจะมาเป็นลูกพระพุทธเจ้าแล้วต้องหัดดับไฟ มิใช่เที่ยวไปจุดไฟลนก้นใครต่อใคร หรือจุดไฟเผาตนเอง ใช้ไม่ได้ เราต้องการเป็นคนพ้นวิสัยโลก คนในโลกชอบจุดไฟ วิสัยลูกพระพุทธเจ้าใฝ่โลกุตรธรรม ต้องหมั่นดับไฟ ๓ กองนี้เข้าไว้ จะทำอะไรก็ต้องคิดถอยหน้า ถอยหลัง ว่าทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ คิดอย่างนี้ มันเบียดเบียนตนเองหรือเบียดเบียนผู้อื่นหรือเปล่า คิดถอยหน้า ถอยหลังไป ถ้าไม่เบียดเบียน ไม่เป็นการเอาไฟไปสุมก้นใคร ก้นกูก็ไม่เอา ก็ทำไปได้เลย ถ้าไม่ใช่เป็นการหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตนเองและคนอื่น”

          ๖.“อย่างเอ็งนี่ต้องระวังให้มาก ๆ ใกล้พระอริยเจ้าหลาย ๆ องค์ จิตของท่านไม่ร้อนแล้ว เอ็งมันชอบจุดไฟเผาตนเอง แล้วพาลไปจ่อคบเพลิงคบไฟใกล้ท่านทั้งหลายเข้าให้อีก คุณภาพของไฟมันเผาไหม้อยู่ดี มีความร้อนอยู่ดี ใกล้กายใครก็ร้อน ใกล้จิตใครก็ร้อน พระอริยเจ้าท่านไม่ร้อนกับเอ็งไปด้วย ระวังเข้าไว้ ประเดี๋ยวเอ็งนั่นแหละจะแย่”

          ๗. “จำไว้นะ หมั่นดับไฟในอายตนะจิตตัวเดียว ไฟอื่น ๆ ที่เข้ามาทางตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย ก็ไม่มีความหมาย เชื้อไฟแท้ ๆ มันอยู่ที่อายตนะจิตตัวเดียว มันจะไฟเย็น-ไฟร้อน เผาเราไปสวรรค์-นรก ก็ตรงอายตนะจิตนี่แหละ หมั่นศึกษาจริต ๖ และเอาพระกรรมฐานควบคุมอายตนะจิตเอาไว้ให้ดี ๆ นะ”

๏ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเสริมต่อ ดังนี้

          ก) “เอาเวลาเรียนรู้จิตสังขารกับกายสังขารให้เป็นธรรมให้มาก จักปฏิบัติธรรมได้มีผลก็ที่ตรงนี้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ตถาคตสอนแค่กายกับจิตเท่านั้น มรรคผลเกิดได้ก็ที่กายกับจิตของตนเอง เห็นธรรมภายนอก ก็จงน้อมเข้าสู่ภายใน ใช้อายตนะ ๖ ทำหน้าที่ให้เป็น โดยมีศีล-สมาธิ-ปัญญา เป็นพื้นฐานกลั่นกรองธรรม อันเพื่อโลกุตระนั้น ๆ”

          ข) “หมั่นขอขมาพระรัตนตรัยเข้าไว้มาก ๆ นะ การที่มีจิตสงสัยในธรรม ก็เป็นการปรามาสพระรัตนตรัย การปรามาสของพวกเจ้านี้ มิใช่แต่เพียงชาตินี้ ชาติก่อน ๆ มาก็ปรามาสเช่นกัน จิตจึงมีความดื้อ แสวงหาโลกุตรธรรมได้ยากกว่าคนอื่น มีมานะกิเลสสูง มีความปรารถนาจะตรัสรู้ด้วยตนเองมาก่อน แนวทางกรรมที่ก่อเอาไว้ด้วยตนเอง จึงมาขวางมรรค ขวางผล ที่จักมาต้องการในชาติปัจจุบัน เพราะฉะนั้น จงหมั่นขึ้นมากราบขอขมาพระรัตนตรัยให้เป็นประจำ”

หลวงปู่บุดดามาสอนลูกสาวของท่านต่อ เรื่อง อกาลิโก

          (๓๑ มกราคม ๒๕๓๖) มีความว่า

          ๑) “เวลาภายนอกนั้นต้องรู้ อกาลิโกนั้นเป็นเวลาภายใน การไม่มีกาลเวลาก็คือ การใช้จิตปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่ตลอดเวลา ลูกพระพุทธเจ้าต้องมีสติกำหนดรู้ทั้งภายนอก-ภายใน มิฉะนั้นจะชนะตัวหลงไม่ได้ ตัดอวิชชาไม่ได้”

          ๒) “อกาลิโกให้ถูกทาง เพราะกายสังขารมันเป็นสมบัติของโลก มันก็ต้องอิงโลกอยู่ จะมาฝืนไม่ให้มันไม่หลับไม่ตื่นได้อย่างไร มันต้องพักต้องทำงานตามประสาโลก จิตสังขารต่างหากที่เราจะเอาธรรมปฏิบัติเป็นอกาลิโก ตื่นได้ตลอดเวลา จะพักในสมถะภาวนาจะเพียรในวิปัสสนาภาวนา ก็เรียกว่าตื่น ตื่นอยู่ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ต้องแยกกันให้ถูก”

          ๓) “กายกับจิตอย่าเอาไปตีกัน กายให้มันพอดีกับโลก จิตให้มันพอดีกับธรรม จึงจะไปกันได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้า ๒ อย่างนี้พอดีเมื่อไหร่ ก็บรรลุธรรมอรหัตผลได้ไม่ยาก ข้าไม่พูด พระโสดา-พระสกิทาคา-พระอนาคา หรอก ข้าพูดพระอรหันต์เลย เพราะถ้าทำได้ก็เป็นได้, สักกายะนิโรธกับจิตนิโรธไงล่ะ หาตัวพอดีของกายให้เจอ หาตัวพอดีของจิตให้เจอ เจอแล้วทำให้ได้จะมีความสุข สุขอยู่ในปัจจุบันธรรมของกายและจิตนั่นเอง”

          ๔) “การหาความพอดีของกาย ก็ต้องดูว่าปัจจุบันกายนี้สัมผัสอะไรอยู่ หมายถึงอายตนะสัมผัส คำว่า พอดี หมายถึง เห็นสิ่งที่สัมผัสนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจ-มีความปรารถนาไม่สมหวัง เป็นต้น เกิดก็พอดี แก่ก็พอดี เจ็บก็พอดี ตายก็พอดี พลัดพรากก็พอดี เห็นพอดีหมด อยู่ในขณะกายประสบธรรมปัจจุบัน จิตก็เช่นกัน สัมผัสธรรมารมณ์ใด ๆ ก็ให้รู้อยู่ในธรรมปัจจุบัน พอดีเขาด่า เขานินทาก็พอดี เขาสรรเสริญก็พอดี เรายอมรับในธรรมปัจจุบัน ถ้าไม่พอดีก็ไม่เจอ เพราะพอดีมันถึงได้เจอ เมื่อเจอแล้วเราก็วางเฉยว่ามันเป็นธรรมดา หลีกเลี่ยงกันไม่พ้น”

          ๕) “เราอยากจะไปพระนิพพาน ก็ต้องทำไม่ให้มันมีเรื่อง เราต้องทำให้เป็นคนหมดเรื่อง เมื่อหมดเรื่องก็หมดพอดี การมีเรื่องเป็นสมุทัย ไม่พอดี เพราะมีทุกข์ แต่หมดเรื่องเป็นนิโรธ เพราะพอดีไม่มีทุกข์ เอ็งเข้าใจไหม เข้าใจแล้วก็ต้องพยายามปฏิบัติเข้านะต้องเป็นคนพอดีให้ได้ จำไว้กายสังขารมันย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา แต่ธรรมะไม่เหนื่อย จิตสังขารไม่เหนื่อย”

          เมื่อลูกสาวในอดีตของหลวงปู่บุดดา นึกถึงเรื่องการเอากายสังขารปฏิบัติงานทางโลก เอาจิตสังขารปฏิบัติงานทางธรรมไปด้วย พิจารณาไปถึงท่านผู้มีอภิญญา ๖ ท่านสามารถใช้จิตบังคับกายให้ไปไหนมาไหนได้ตามชอบใจ ในชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ชักจะสงสัย หลวงปู่ท่านก็เมตตามาสอนว่า “ก็จิตเหนือโลกแล้ว มีกำลังสมาธิเหนือกายแล้ว จึงจะสามารถบังคับกายได้ แต่ในบุคคลที่จิตยังไม่พ้นโลก แม้รู้ว่าจิตมีกำลังบังคับกายได้ แต่เมื่อสมาธิจิตยังไม่กล้าแข็งเพียงพอการที่จะให้กายพ้นโลกก็ยาก เพราะฉะนั้น ต้องรู้จักแยกแยะ กายเรื่องของโลก จิตเรื่องของธรรม จิตยังไม่พ้นโลก กายจะพ้นโลกได้อย่างไร อัตกิลมถานุโยค พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้อย่างนี้แหละ ให้รู้จักความพอดีของกายและจิต และ พระอริยเจ้าก็ต้องอยู่ในความพอดีนี้ไปตลอด เพราะกายสังขารมันยังไม่พัง แต่พระอรหันต์ท่านสบาย เพราะมีอารมณ์สังขารุเบกขาญาณเสียแล้ว อะไร ๆ มันก็พอดีหมด”

สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตาสอน เรื่อง การปรามาสพระรัตนตรัย, กรรมบถ ๑๐ และพรหมวิหาร ๔

          ๑) “การปรามาสพระรัตนตรัยนั้น ใช่ว่าจักมีแต่วจีกรรมที่กล่าวออกมาเป็นวาจาไม่ หรือแม้แต่การคิดสงสัยพระธรรมคำสั่งสอนอยู่ในจิต ก็จัดเป็นมโนกรรม เป็นการปรามาสเช่นกัน และถ้าหากมีการแสดงออกทางกาย อาทิเช่น เหยียบย่ำทำลายพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ เช่น ตัดเศียรพระ แปลงพระธรรมไปเป็นอื่นผิดแผกไปจากคำสอนตถาคต ตลอดจนประทุษร้ายร่างกายพระอริยสงฆ์ นับเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยทั้งสิ้น”

          ๒) “ขอพวกเจ้าจงอย่าประมาทเยี่ยงนี้ ปรารถนาจักเข้าสู่พระนิพพาน จักต้องหมั่นขอขมาพระรัตนตรัยไว้ให้มาก ๆ กรรมบถ ๑๐ นี้ ครอบคลุมไปทั่วทั้ง อดีตชาติ-ปัจจุบันชาติ และอนาคตชาติ ต้องหมั่นกำหนดชำระอกุศลกรรมบถให้หมดไปจาก กาย-วาจา-ใจ คิดพิจารณาถอยหน้าถอยหลังในการพูด การคิดเอาไว้ให้ดี ๆ เพราะจักผูกมิตรหรือสร้างศัตรูได้ก็ตรงนี้ จิตจักมีสุขหรือทุกข์ก็ที่ตรงนี้ หากพวกเจ้าสามารถควบคุมกรรมบถ ๑๐ ได้อย่างสมบูรณ์ ความไม่ทุกข์ไม่สุขก็จักพึงมีได้ไม่ยาก การปรามาสพระรัตนตรัยก็จักไม่มี”

          ๓) “เวลานี้ขอให้พวกเจ้าจงหมั่นรักษากาย และรักษาจิตให้อยู่ในอารมณ์พระกรรมฐาน คือ อยู่ในความดีของพระธรรมคำสั่งสองของตถาคต อย่าพึงเบียดเบียนกายและจิตของตนเอง อย่าพึงเบียดเบียนกายและจิตของผู้อื่น จงอย่าเบียดเบียนกายและจิตของตนเองและผู้อื่น การเจริญสมณธรรมให้ได้ผลอย่างแท้จริงนั้น พรหมวิหาร ๔ จักต้องเต็ม เต็มที่กายและจิตของตนเอง ใช้ให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เต็มไม่ได้ ของไม่ยากนักหรอก ถ้าหากจักใช้ปัญญาพิจารณาพรหมวิหาร ๔ อย่างถ่องแท้”

          ๔) “ขอให้พวกเจ้าจงหมั่นระวังกาย-วาจา-ใจของตนเองเอาไว้ให้ดี ๆ การทำร้ายตนเองก็เกิดจากกรรมบถทั้ง ๑๐ นั่นแหละ จักทำ-จักคิด-จักพูดอะไรก็ไม่พ้นตัว เพราะขึ้นชื่อว่ากรรมนั้นเที่ยงเสมอ ถ้าเป็นอกุศลกรรมบถก็ก่อทุกข์แก่กายแก่จิตตลอดเวลา ถ้าเป็นกุศลกรรมบถก็ก่อสุขแก่กายแก่จิต บางขณะบุคคลผู้ปรารถนาจักไปนิพพาน การควบคุมกาย-วาจา-ใจเพื่อความสงบ เพื่อวิมุติจุดเดียวเท่านั้น อกุศลกรรมบถจักต้องไม่เกิดแก่บุคคลผู้นั้น กุศลกรรมบถย่อมมีอยู่ในขอบเขตแห่งพระกรรมฐาน แต่จิตมิได้ยึดติดในกรรมบถนั้น ๆ พร้อมที่จักทำความดีเพื่อสั่งสมบารมี และก็พร้อมที่จักละวางไปในคราวเดียวกัน” (ทำดี แต่จงอย่าติดดี)

          ๕) “การประกอบกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นการเมตตา-กรุณาตนเองและผู้อื่น การพร้อมที่จะกระทำความดีเพื่อสั่งสมบารมี จักด้วยสงเคราะห์ตนเอง หรือผู้อื่น ทางด้านกาย-วาจา-ก็ดี ก็จัดได้ว่าเป็นมุฑิตา ยินดีในความดีที่ทำเพื่อตนเองและผู้อื่น (มีจิตอ่อนโยน) และการพร้อมที่จะละ-วางไปในคราวเดียวกัน คือ อุเบกขาบารมี”

          ๖) “การละวางจักเกิดขึ้นได้แก่จิตไม่ยากเย็นนัก ถ้าหากพวกเจ้าถือเอาอารมณ์ในธรรมปัจจุบันเป็นหลัก และไม่หลงลืมความตายเป็นสำคัญ ทุกอย่างก็จักลงตัวได้ไม่ยากนัก ธรรมเป็นปัจจัตตังใครทำใครได้ ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก ทำได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่พวกเจ้าจะปฏิบัติกันเอาเอง ด้วยความเพียรทั้งสิ้น

          ๗) “ขอย้ำอีกครั้ง ถ้าหากขาดเมตตากรุณาตนเอง และจงอย่าปรามาสพระรัตนตรัยแม้แต่มโนกรรม เพราะการทำเช่นนั้นคือ การปิดกั้นมรรคผลนิพพานไม่ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

          ๘) “นิวรณ์ทั้ง ๕ ข้อ ข้อสงสัยในธรรมนี้มีโทษหนักที่สุด และมีผลกั้นความดีมากที่สุด ขอให้พวกเจ้าจงอย่าคิด อย่าพูด อย่าทำเป็นอันขาด หมั่นชำระความเลวของจิตทิ้งไปให้ได้นะ”

สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง อย่าฝืนเวทนาของจิต และโลกธรรม ๘

          ๑) “เหตุการณ์คืนนี้ก็เป็นปกติ จงบำเพ็ญจิตให้อยู่ในธรรมตามวิสัยที่พึงจักต้องการเถิด จิตอยากคิดก็ให้คิด จิตอยากพักก็ให้พัก อย่าฝืนเวทนาของจิต หากฝืนเวทนามรรคผลเกิดได้ยาก เพราะจิตมีสภาพดิ้นรน เมื่อสภาพจิตอยู่ในอารมณ์ใด ๆ มันก็อยากจักอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ ตามความต้องการ เพราะฉะนั้น จงอย่าฝืนเวทนาให้กำหนดสติ-สัมปชัญญะ ตามรู้เวทนานั้น ๆ แล้วใช้เวทนานั้นให้เป็นประโยชน์ ให้เป็นสาระธรรม อย่างนี้จึงพึงเรียกได้ว่า เรียนรู้จิตเวทนาได้จริง”

          ๒) “การรู้เท่าทันสภาวะของจิตนั้น เป็นการศึกษาธรรมะที่เข้ามากระทบอารมณ์อย่างแท้จริง สภาพจิตไม่เคยอยู่นิ่ง พระอรหันต์ท่านก็มีอารมณ์ มิใช่หัวตอจักได้ไร้ความรู้สึกในธรรมารมณ์ที่เข้ามากระทบสัมผัส หากแต่จิตของท่านวางธรรมารมณ์ที่เข้ามากระทบนั้น ๆ ให้ลงตัวธรรมดา เป็นอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ ท่านมองเห็นว่าคำสรรเสริญหรือว่านินทา โลกธรรม ๘ กระทบ ท่านได้ก็เพราะท่านยังมีร่างกายให้เขาด่า นินทา และสรรเสริญ ถ้าหากไม่มีร่างกายเสียอย่างเดียว การถูกด่าถูกว่าก็จักไม่มี สุดท้ายก็เลยวางเฉยในร่างกาย เพราะเขาด่าร่างกาย ท่านเป็นผู้มีอารมณ์สงบจากกิเลสระงับแล้ว เขาด่าท่านได้แค่ร่างกาย จิตของท่านหาได้ถูกเขาด่าไม่ ช่างมันเสียแล้ว คือ ช่างเรื่องของร่ายกายมัน เป็นอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ”

          ๓) “ท่านคิดอยู่เสมอ ๆ ว่า ไม่ช้าไม่นานร่างกายของคนด่าก็ตาย คนถูกด่าก็ตาย แต่คนที่ด่านั้นมีความโกรธท่วมอยู่ในจิตเต็มกำลัง พอร่างกายตายไปแล้ว เชื้อความโกรธจักนำเขาเหล่านั้นตกลงไปสู่อบายภูมิ ๔ อย่างมิต้องสงสัย แต่คนถูกด่าทำใจได้เยี่ยงพระ พระอรหันต์ท่านก็จบกิจไปพระนิพพานได้ทุกราย เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเจ้าจงคิดพิจารณาถึงคำนินทาและสรรเสริญว่าเป็นเพราะเราโง่ที่หลงติดในร่างกาย คิดว่าเป็นเราเป็นของเรา อวิชชามันบังหน้าบังตา จึงทำให้หลงผิดคิดว่า การมีร่างกายนั้นเป็นของดี เมื่อเกิดมาแล้วอย่างโง่ ๆ ก็ต้องตกเป็นเหยื่อของโลกธรรม ๘ อันมีสรรเสริญและนินทา เป็นต้น กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุเกิดเพราะความปรารถนาในภพชาติมิมีที่สิ้นสุด เหตุเกิดเพราะชาติใดที่เกิดแล้ว การจักไม่ทำกรรมดี-เลว ทำเหตุให้เกิดกรรมแห่งโลกธรรม ๘ นั้นไม่มีเลย จากการเกิดนับครั้งอสงไขยกัปนับไม่ถ้วน ผลมันจึงตามตอบสนองตามกรรมเพราะมีร่างกายดังกล่าวมาแล้ว”

          ๔) “การมุ่งหวังจักไปพระนิพพานมีจุดหนึ่ง คือ รู้จิตว่านั่นแหละคือตัวตนของเราแท้ ๆ รู้เวทนาของจิต คือ รู้จริต หรือรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีธรรมารมณ์มากระทบทุก ๆ ครั้ง การดัดจิตก็คือ รู้ระงับอารมณ์ที่เป็นจริตทั้ง ๖ อย่าง ด้วยพระกรรมฐานแก้จริตอันศึกษากันมาแล้ว”

          ๕) “อีกจุดหนึ่ง คือ รู้กายว่านั้นแหละ คือ เปลือกแห่งกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรม ที่เราสร้างขึ้นมาอย่างผิด ๆ แล้วยังยึดติดว่า ร่างกายอันประกอบด้วยธาตุ ๔ เป็นอาการ ๓๒ นี้ว่าเป็นเรา เป็นของเรา การศึกษาร่างกายก็เพื่อให้รู้เท่าทันสภาพของร่างกายว่า จักยึดอะไรในร่างกายนี้มาเป็นเรานั้นไม่ได้เลย”

สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอน เรื่อง หากเกิดอารมณ์อยากตำหนิธรรมหรือสงสัยในธรรม ควรจะทำอย่างไร

          ๑) “ผิดแล้วมาขอขมานั้นยังใช้ไม่ได้ เหมือนคนเป็นโรคร้าย ปล่อยให้ลุกลามจนย่ำแย่แล้วมาหาหมอให้ช่วยรักษา หมอย่อมรักษาให้หายได้ยาก ต้องใช้เวลา ต้องเสียเงินทอง ทรัพย์สิน และสุขภาพ ทางที่ถูกต้องหาทางป้องกัน เช่น โรคอหิวาต์ระบาด จักต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์ เป็นต้น”

          ๒) “ในทางธรรมก็เช่นกัน เมื่อมีอารมณ์สงสัยในธรรม หรืออยากจักตำหนิธรรม ก็ต้องหมั่นรีบระงับเสียก่อน โดยใช้ยาขนานใหญ่ คือ อานาปานัสสติเข้าระงับ แล้วใช้มรณานัสสติเข้าตัด บอกแก่จิตตนเองว่า เจ้ากำลังจักล้มตายในไม่กี่วินาทีนี้แล้ว จักมัวแต่สงสัยในธรรมหรือตำหนิธรรมจักมีประโยชน์อันใด คนที่ปรามาสพระรัตนตรัยนั้น ตายแล้วลงนรกทุกรายนะ ห้ามปรามมันไว้ก่อนที่อารมณ์นั้นจักลุกลามออกไป ทางกายและวาจา ต้องอาศัยสติ-สัมปชัญญะให้รู้ทันอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน คิดไปตำหนิธรรมหรือปรามาสคุณพระรัตนตรัย อย่าปราณีปราศรัยอารมณ์นี้เป็นอันขาด เพราะเป็นอารมณ์อันตรายอย่างยิ่ง ทำกันให้ได้นะ ถ้าทำไม่ได้พวกเจ้าก็เอาดีกันไม่ได้”

๏ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอน เรื่องคุณเรื่องโทษของอาหาร

          ๑) “เรื่องคุณ เรื่องโทษของอาหาร ก็ต้องพิจารณา สุสานคนตายหรือป่าช้ามนุษย์ คนยังพากันรังเกียจ แต่สุสานฝังศพสรรพสัตว์ซึ่งอยู่ในกายตน คนกลับยินดีมีความชมชอบ ไม่นึกถึงบุญถึงคุณของสัตว์ที่อุทิศกายสังขารให้เป็นทาน แล้วมิหนำใจจิตของปุถุชนคนหนา ยังปรารถนาให้ชีวิตสัตว์ย่อยยับลงมาเป็นอาหารของตน เสียอีก อนาถหนอโลกทั้งโลกจึงได้ชื่อว่ามีการเบียดเบียนกันอยู่เป็นนิจ เบียดเบียนทั้งกาย-วาจา-ใจไม่หยุดหย่อน”

          ๒) “พวกเจ้าปรารถนาจักไปนิพพาน จงอย่ายินดีในรูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส-ธรรมารมณ์ เห็นทุกอย่างอยู่ในธรรม เห็นเป็นสภาวะเกิด-ดับ เสื่อมสลายไปในที่สุด หมั่นสร้างความเบียดเบียนมิให้เกิดแก่กาย วาจา ใจ ของตน ๆ เป็นสำคัญเบื้องต้นก่อน” “ศีล-สมาธิ-ปัญญาของตถาคตมีไว้เพื่อป้องกันความเบียดเบียนซึ่งตนเอง ไม่ให้มีเกิดขึ้นในกาย-วาจา-ใจของตนเองก่อน ธรรมปฏิบัติเมื่อประสบผลสำเร็จของมรรคผลธรรมอันเกิดขึ้นแก่ตนเองแล้วจึงจักเป็นของแท้ จิตจักรู้ได้ด้วยตนเองก็ตนนั้นหมดสิ้นความเบียดเบียนตนเองแล้ว ตั้งแต่พระโสดาบันก็มีศีลบริสุทธิ์ตามกำลังของตน สกิทาคามีก็เช่นกัน หมดความเบียดเบียนกายของตนเอง และกายของบุคคลผู้อื่นไปได้ส่วนหนึ่งตามกำลังของศีลรักษา เมื่อถึงอนาคามีความเบียดเบียนในระดับจิตก็จักน้อยลงตามกำลังของสมาธิที่ตนเพียรรักษาไว้ จุดนี้ตถาคตขอเน้นให้เห็นถึงการปล่อยวางสมาธิของพวกเจ้า ความเผลอเรอที่ปล่อยพระกรรมฐานให้หลุดออกไปจากจิต แม้เพียงแต่ชั่วขณะจิตหนึ่ง ซึ่งทำให้นิวรณ์เข้ามาแทรกได้ คือ ความสงสัยในธรรม คือ การตำหนิกรรมเข้ามาแทรกในจิตแทน นี่แหละคือการเบียดเบียนจิตของตนเองอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังมีการกล่าวออกไปเป็นวาจา ส่งผลให้ไปเบียดเบียนจิตของผู้อื่นให้เกิดนิวรณ์แทรกได้เช่นกัน”

          ๓) “เพราะฉะนั้น การทำสมาธิจิตของพระอนาคามี จักต้องมุ่งหมั่นตัดอารมณ์สงสัยในธรรมและตำหนิธรรม ปรามาสพระรัตนตรัย ให้หมดสิ้นไปจากจิตอย่างสิ้นเชิง และถ้าหากวันใดสมาธิจิตรักษาเต็มกำลังแล้ว วันนั้นพระอนาคามีผลก็จักเกิดแก่พวกเจ้าได้อย่างไม่ยากเย็น แล้วจักรู้ได้ทันทีว่า จิตนั้นเลิกเบียดเบียนตนเองแล้ว หมดทั้งอารมณ์พอใจและไม่พอใจในสาระธรรมของโลก ยังเหลืออยู่แต่ความพอใจในทางธรรม คือ รูปฌาน-อรูปฌาน-มานะ-อุทธัจจะ-อวิชชา สังโยชน์ ๕ ประการสุดท้าย ซึ่งเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ ตถาคตจักยังไม่กล่าวมาในขณะนี้ เพราะระดับจิตของพวกเจ้ายังจักเจริญไปไม่ถึง พูดเท่านี้ก็สงสัยไปเท่านั้น มิมีประโยชน์อันใดที่จักกล่าวแล้วชวนให้สงสัยในธรรมเกิด”

สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง ไตรลักษณ์และอวิชชา

      (๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖)

          ๑) “ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะไม่เที่ยงทั้ง ๓ ประการ และกฎของไตรลักษณ์นี้มีอยู่ในไตรภพจบจักรวาลอีกด้วย พรหมโลก, เทวโลก, มนุษย์โลก, อบายภูมิ ๔ ต่างก็ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์-เกิด-เสื่อม-ดับทั้งสิ้น เป็นกรรมของจิตที่ยังมีอวิชชาเข้าครอบงำ ที่ต้องเที่ยวหลงไปตามภพตามภูมิต่าง ๆ หมุนวนกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

          ๒) “อวิชชา แปลว่าความโง่ ความไม่รู้ มืดบอด มองไม่เห็นกฎไตรลักษณ์ ที่หมุนวนสืบเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ จุดเริ่มจากปภัสราพรหม จุติลงมาเป็นมนุษย์โลก จิตดวงเดียวนี้ปรุงแต่งดีเลว แล้วก่อให้เกิดมโนกรรม-วจีกรรม-กายกรรม ให้มนุษย์กอปรกรรมอกุศลและกุศลอย่างลุ่มหลงมัวเมาในกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-อกุศลกรรม ถ้าสรรพสัตว์ใดมืดบอดหนัก ก็จักกอปรกรรมอันเป็นอกุศลนำจิตตนหลังธาตุขันธ์แตกดับแล้ว โคจรลงสู่มหานรกขุมต่าง ๆ ตามกรรมที่ได้ทำเอาไว้เอง สภาพนรกที่ระอุไปด้วยเปลวไฟ หอกทิ่ม เหลนตำตลอดทั่ว ทั้งขันธจิตให้ทุกข์ทรมานหมกไหม้เนิ่นนานนับกัปกัลป์ไม่ถ้วน แต่สภาวะนรกก็ไม่เที่ยง เมื่อหมดกรรมจากขุมหนึ่ง ก็เสื่อมดับจากขุมนั้นไปเกิดต่ออีกขุมต่อ ๆ ไป ดวงจิตนั้นเคลื่อนไปเรื่อย ๆ ตามกฎไตรลักษณ์ในสภาวะนรก เกิดเสื่อมดับจนกระทั่งหมดสภาวะกรรมของนรก ขึ้นมาเกิดเป็น เปรต ก็เสื่อมดับต่อไป จากแต่ละชั้นของเปรต เกิดเสื่อมดับต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเป็น อสุรกาย เป็นอสุรกายก็เกิดเสื่อมดับไปตามกรรมเหมือนกัน จนกระทั่งมาเกิดเป็น สัตว์เดียรัจฉาน ในแต่ละชนิดตามกฎของกรรม เกิดแล้วก็เสื่อม ก็ดับไปในแต่ละชนิดของสัตว์เดียรัจฉานนั้น จนกระทั่งมาเกิดเป็น คน ก็ตกอยู่ในห้วงกฎไตรลักษณ์เช่นกัน คือ เกิด เสื่อม ดับ ในวาระที่เกิดเป็นคนนี้ ก็จักมีโอกาสประกอบกรรมดี-กรรมชั่ว ได้มากกว่าภพชาติอื่นใด แต่ก็มีโอกาสหลงมากกว่าภพอื่นใด ความถือตัวถือตนมีอยู่ในคนนี่แหละ มากที่สุดยิ่งกว่าภพชาติอื่น การลงนรก-ขึ้นสวรรค์ ก็มาจากคนนี่แหละที่เป็นจุดสำคัญ เพราะมีโอกาสพบพระธรรมคำสั่งสอนของตถาคต มีคุณสมบัติปฏิบัติธรรมได้ตามคำสั่งสอนของตถาคต การเกิดในมนุษยชาติเท่านั้นที่มีโอกาสสั่งสมบารมี ๑๐ ทัศ หรือ บารมี ๓๐ ทัศ  จนเต็มกำลังของจิตดวงเดียวนี้ได้ มนุษยชาติเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการปฏิบัติกรรม จักไปสายไหนใน ๓ ทางที่กฎแห่งกรรมนั้นได้วางเอาไว้ ”

          สายที่ ๑        ไปพรหมโลก-เทวโลก-มนุษย์โลก เป็นสายแห่งการทำจิตให้เป็นกุศล

          สายที่ ๒          ไปอบายภูมิ ๔ มีสัตว์นรก-เปรต-อสุรกาย-สัตว์เดียรัจฉาน เป็นสายแห่งการทำจิตให้เป็นอกุศล

          สายที่ ๓        อีกสายหนึ่งมุ่งไปพระนิพพานจุดเดียว เป็นสายแห่งการทำจิต ให้เป็นอัพยากฤต คือ ปฏิบัติธรรมจนจิตละจากความชั่ว-ดีได้ แล้ว มีอารมณ์เป็นอุเบกขารมณ์ หรืออุเบกขาญาณ หรือสังขารุเบกขาญาณ

          ๓) “ดังนั้น ความเป็นมนุษยชาตินั้นมีค่า ต้องรู้จักใช้ค่าของความเป็นมนุษยชาติให้เป็น อย่าใช้อวิชชา ความโง่มืดบอดมาบดบังจิต สิ่งใดอันเป็นธรรมวินัยอันตถาคตตรัสให้กระทำ ก็จงหมั่นเพียรทำ จักสามารถลบล้างอวิชชาให้ลดน้อยถดถอยลงไป และถ้าไม่ละความเพียร มีความตั้งใจแน่วแน่ อวิชชาก็จักถูกลบล้างหมดสิ้นไปจากจิตได้ในที่สุด สิ่งใดที่ตถาคตบัญญัติไว้ห้ามทำเป็นกรรมอกุศลที่มาบดบังจิตไว้ ก็จงหมั่นละ ตัดระงับอารมณ์ความคิด อย่าให้ฟุ้งซ่านไปในธรรมอันเป็นอกุศลนั้น ๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะนำมาคิดให้จิตเศร้าหมอง”

          ๔) “การพิจารณาให้เห็นโทษอันแจ่มแจ้งของอกุศลกรรมนั้น ควรทำ แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็สมควรสลัดกรรมอันเป็นอกุศลนั้นให้หลุดออกไปจากจิต ฟอกล้างมโนกรรม-กายกรรม-วจีกรรมให้สะอาดออกจากกรรมอันเป็นอกุศลนั้น ๆ อย่างเข้มแข็ง อย่าท้อแท้หรือพ่ายแพ้แก่ความชั่ว เรามีโอกาสมาเป็นคนแล้ว จักกลับมาสู่อบายภูมิ ๔ ด้วยกรรมอันเป็นอกุศลอีกหรือ ขอให้พวกเจ้าใช้ปัญญาพิจารณาตามนี้ให้เป็น”

          ๕) “เมื่อมีกรรมดีด้วยอานิสงส์ของทานหรือของศีล หากดับจากความเป็นมนุษย์ ไม่กลับมาเป็นมนุษย์ใหม่ตามจิตต้องการ ก็จักไปเกิดเสวยสุขอยู่บนเทวโลก บนเทวโลกนั้นเกิดเป็นเทวดา-นางฟ้าก็ยังมีเสื่อมดับ หมดบุญหากมีบาปก็จักพุ่งหลาวลงนรกไป ถ้ามีบุญเหลืออยู่บ้างด้วยอำนาจของทานและศีล ก็ยังมีโอกาสลงมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ การเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ถ้ามีโอกาสพบพระพุทธศาสนา ก็จัดมีการบำเพ็ญบารมีกันมาเรื่อย ๆ จักว่าไปถึงขั้นตอนของบารมีธรรมพระโสดาบัน ๓ ระดับ เมื่อธาตุขันธ์แตกดับไปเกิดเป็นพรหม-เทวดา-นางฟ้า ๗ ชาติ ๓ ชาติ ๑ ชาติ สลับกลับลงมาเป็นมนุษย์ ๗ ชาติ ๓ ชาติ ๑ ชาติ เช่นกัน เกิดเสื่อมดับอยู่อย่างนั้น จนกว่าจักเข้าถึงพระนิพพาน การไปเป็นพรหมก็เช่นกัน มีเกิด มีเสื่อม มีดับอยู่ตลอดเช่นกัน พรหมสุธาวาส ก็เช่นกัน เมื่อเกิดแล้วบำเพ็ญบุญต่อที่นั่นบารมีเต็มเมื่อไหร่ ก็เสื่อมจากพรหมเคลื่อนสู่พระนิพพานอันเป็นแดนอมตะ ไม่เกิดไม่ตายอีกต่อไป”

          ๖) “ที่ตรัสมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้เจ้าเห็นกฎไตรลักษณ์ ที่ครอบคลุมอยู่ทั่วไตรภพจบจักรวาล เห็นการไหลวนของดวงจิตที่มีอวิชชาความโง่มาบดบังจิต พวกเจ้าปรารถนาจะไปพระนิพพาน จงหมั่นพิจารณากฎไตรลักษณ์นี้เถิด”

          ๗) “รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส-ธรรมารมณ์ ก็ล้วนตกในห้วงกฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น อิริยาบถ ๔ คือ กายสัมผัสก็เช่นกัน ยืน บนพื้นราบ-บนเนิน-ที่ร้อน-ที่เย็น ยืนนานได้ไหม มันเมื่อย มันก็เสื่อมจากการยืน การเดิน ก็เช่นกัน เมื่อเกิดการเดินแล้ว ก็เสื่อมจากการเดิน ต้องดับจากการเดิน  การนั่งบนเก้าอี้ กายสัมผัสอ่อนนุ่มบ้าง แข็งบ้าง เย็นร้อน นั่งนานก็ไม่ได้ เมื่อย เสื่อมแล้วก็ดับจากการนั่ง นอน ก็เช่นกัน กายสัมผัสที่นอนอันอ่อนนุ่มบ้าง-แข็งบ้าง เย็น-ร้อน นอนนานก็ไม่ได้เมื่อย เสื่อมแล้วก็ต้องดับจากการนอน อิริยาบถ ๔ คือ กายสัมผัส คือไตรลักษณ์ เกิด-เสื่อม-ดับอยู่ในทุก ๆ ขณะ การบริหารร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ จึงได้ชื่อว่าบริหารทุกข์ เพราะหาความเที่ยงในอิริยาบถนั้น ๆ ไม่ได้ หาไตรลักษณ์ ไม่ต้องไปหานอกกายนอกจิต หมั่นหาไตรลักษณ์ในกาย และจิตของตนให้พบ ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ก็อยู่ในกฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น หาในกายในจิตของตน แล้วจักเข้าใจกฎไตรลักษณ์ภายในนี้อย่างแท้จริง”

          ๘) “การจบกิจในพระพุทธศาสนาก็คือ การหาไตรลักษณ์ในกายและจิตให้พบ ยอมรับนับถือในความไม่เที่ยงของมันว่าเป็นของเที่ยง เป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้น แล้วหมั่นชำระจิตให้เลิกลุ่มหลงธาตุขันธ์ อันเป็นอาการ ๓๒ นี้ ชำระจิตจนหลุดพ้นจากสภาวะอยากเกิด-เสื่อม-ดับ อันมีอยู่ตลอดไตรภพจบจักรวาลนี้อย่างแน่วแน่ มุ่งมรรคผลธรรมปฏิบัติ อันเพียบพร้อมไปด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา ไปยังพระนิพพานจุดเดียว นิพพานเกิดได้ก็ที่ขณะจิตแห่งความแน่วแน่ตั้งมั่นว่า เราจักไม่ประมาณในธรรม เอาเวลาในขณะปัจจุบันนี้ กอปรแต่กรรมอันมุ่งไปพระนิพพานจุดเดียว ให้เป็นเอกัตคตารมณ์ จุดอื่นเราไม่ต้องการ ตรวจศีล-สมาธิ-ปัญญาให้พร้อมอยู่ในธรรมอันเพื่อนิพพานนั้นอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง กายหรือธาตุขันธ์ของเราอยู่กับการเกิดดับทุก ๆ ขณะจิต อย่ามัวเมาว่าเราจักไม่ตาย ในเมื่อธาตุขันธ์เกิด-ดับอยู่ทุกขณะจิตเยี่ยงนี้”

          ๙) “การปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น อันมิใช่แนวทางปฏิบัติมรรคผลเพื่อนิพพานนั้น หากใช้เวลาเกินกว่าหนึ่งวินาที ก็เท่ากับประมาทในความเกิดดับมากขึ้นเท่านั้นตถาคตตรัสแจงมานี้เพื่อเตือนพวกเจ้าจงอย่าได้ประมาทในการเกิดดับทุกขณะจิตนี้จุดเดียวถ้าหากพวกเจ้าทำได้ลดความประมาทและเรียนรู้ศึกษาเกิดดับจนยอมรับนับถือในความเที่ยงของมันแล้วความมัวเมาฟุ้งซ่านออกไปนอกเหนือจากอารมณ์รักพระนิพพานก็จักไม่มี ประมาทไม่ได้ เพราะจิตของพวกเจ้าจักต้องแข่งกับความเกิดดับของธาตุขันธ์อยู่ตลอดเวลา”

          ๑๐) “พระอรหันต์ท่านยอมรับความเกิดดับของธาตุขันธ์จิตท่านไม่เคยลืมเกิดดับของธาตุขันธ์ อารมณ์รักพระนิพพานเกาะจิตอยู่ตลอดทุกๆขณะจิตควบคู่ไปกับการวางเฉยในการเกิดดับของธาตุขันธ์ ผู้ยอมรับและวางเฉยเป็นสังขารุเบกขาญาณ ความประมาทจึงไม่มีในดวงจิตอันมั่นคงไปด้วยบารมี ๑๐ หรือ ๓๐ ทัศทุก ๆ ประการ จิตท่านจึงหยั่งลงดินแดนอมตะ พระนิพพานไม่เกิดไม่ตายตั้งแต่นั้นมา สังโยชน์ ๑๐ ที่ยึดติดในกายหรือธาตุขันธ์ก็ขาดสะบั้นลง เห็นสภาวธรรมเกิดดับหรือกฎไตรลักษณ์นั้นเป็นธรรมดาอันหาสิ่งใดจักมายึดถือเป็นสาระแก่นสารไม่ได้ขอให้พวกเจ้าเข้าใจ และหมั่นศึกษาธรรมเกิดดับนี้ให้แจ้งกันเถิด”

          ๑๑) “การปฏิบัติธรรม ไม่ว่ากระทบ รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส-ธรรมารมณ์ ล้วนเป็นธรรมทั้งสิ้น ธรรมใดที่มากระทบธาตุขันธ์ ให้พวกเจ้าได้รับสัมผัสทางด้านกาย-วาจา-ใจ ก็ล้วนเป็นธรรม มรรคผล นิพพาน มุ่งตัดกรรม มิใช่ต่อกรรม ขอให้พิจารณากันให้ดี ๆ”

          ๑๒) “ท่านฤๅษีหัวหน้าทีมของพวกเจ้า ลาพุทธภูมิเพื่อเข้าสู่พระนิพพานในชาตินี้ เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายก็เร่งบารมีตาม ตถาคตและพระทั้งหลายที่เคยผูกพันโดยกรรมก็จักตามสงเคราะห์ ในส่วนที่สงเคราะห์ได้ ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก ทำได้พวกเจ้าก็เข้าสู่พระนิพพานได้ แต่ถ้าหากทำไม่ได้เพราะตัวสงสัยในธรรมมาขวางกั้น ก็ต้องเกิดดับเป็นพรหม เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ สลับกันไปอีกอย่างละ ๗ ชาติ, ๓ ชาติ, ๑ ชาติเอาหรือไม่เอาก็หมั่นศึกษาเกิด-ดับเข้านะ ให้รู้ว่าเกิดดับนั้นเป็นทุกข์ นิพพานเท่านั้นที่ไม่เกิด-ไม่ดับ เป็นสุข ตัดความสงสัยในธรรมทั้งไป จักได้พบมรรคผลนิพพานรวดเร็วเข้า”

          ลูกหลวงพ่อท่านหนึ่งนิมิตเห็นนักบวชหลายรูป ถูกมัดมือไพล่หลัง ถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา ถูกหอกแหลม ๆ ต้อนให้ไปรวมกลุ่มอยู่ที่จุดเบื้องหน้าอย่างน่ากลัว แล้วก็ตื่น หลวงพ่อเมตตามาสอน เรื่อง กฎของกรรมของนักบวชเหล่านั้น (๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖)

          ๑) “อันนี้เป็นพุทธนิมิต-เป็นธรรมนิมิต ที่พระท่านบอกให้พวกเอ็งรู้ อันนี้แหละคือกฎของกรรม นักบวชเหล่านี้มีกรรมอันเป็นอกุศลเข้าผูกมัดจิตไว้ เมื่อใดกายแตกดับ จิตก็ถูกกรรมผูกมัดให้ตกลงไปเป็นเหยื่อของอบายภูมิ กรรมมันเที่ยง  ยิ่งอยู่ในคราบผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ยิ่งมีกรรมหนักยิ่งกว่าฆราวาสเป็นธรรมดา เป็นร้อยเท่าคูณทวี ผ้ากาสาวพัสตร์เขามีไว้ให้บวชเพื่อบรรลุซึ่งมรรคผลนิพพาน เป็นเครื่องแบบนักเรียน ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าท่าน เมื่อบวชเข้ามาแล้วแต่งเครื่องแบบ ไม่ว่าเณรก็ดี พระก็ดี ไม่ศึกษาธรรมะของพุทธองค์ท่านก็บาปหนักโขอยู่แล้ว บวชเปลืองผ้าเหลือง ใช้ของสงฆ์อยู่แต่เช้ายันค่ำคืนยันรุ่ง เป็นหนี้สงฆ์เพราะไม่ยอมเป็นสงฆ์อย่างสมบูรณ์ แล้วยิ่งมากอปรกรรมหนัก ล้มล้างพระพุทธศาสนาเข้าให้อีก จะว่าลาภสักการะเข้ามาบังตา-บังใจก็ได้ ดูอย่างกปิลภิกขุ ยังหมกไหม้อยู่ในอเวจีมหานรกอยู่เท่าทุกวันนี้ หรือท่านเทวทัตเป็นตัวอย่าง”

          ๒) “กรรมของพระบวก ๑๐๐ คูณ ๑๐๐ เสมอต้นเสมอปลาย ถ้าทำดีได้ ก็ได้ดีอย่างหนัก ได้ดีในที่นี้หมายถึงตั้งใจศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้า มรรคผลที่ได้ก็เป็นของดีอย่างหนัก ดีที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ ได้ธรรมพ้นโลก มรรคผลนิพพานคือโลกุตระธรรม มโนมยิทธินี่แหละลูก เป็นวิชชาพ้นโลกได้ทั้งทางลัดและทางตรงอย่างบางคนบารมีธรรมยังอ่อน พ่อก็สอนให้แค่เกาะพระ-เกาะนิพพาน โดยตัดสังโยชน์ ๓ ข้อต้นให้ได้เสียก่อน บางคนผลไม่ได้ เอาแค่มรรคก็ยังดี แต่พอจะตายคือรู้ว่าไม่รอดแน่ ก็จับภาพมโนมยิทธิวิ่งทางลัด พุ่งปราดเข้าถึงพระนิพพานได้เลย แต่ถ้าทางตรงก็เดินช้าหน่อย อย่างเอ็งที่พระท่าน-หลวงปู่-หลวงพ่อหลายองค์ท่านมาสงเคราะห์ ก็ค่อย ๆ ศึกษาธรรม แกะ ๆ คลำ ๆ กันไปตามทางที่ท่านให้มา อันนี้เป็นธรรมของแท้ ถ้าพวกเอ็งไม่ถอยเสียก่อนก็ได้ดีได้”

          ๓) “จำไว้นะ อย่าประมาทลมหายใจ อย่าประมาทเกิด-ดับในกายและจิต ตามที่พระท่านสอนไว้เป็นอันขาด ยังไงทำอะไรก็ตั้งใจไว้ว่า ถ้าตายก็จะไปพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น, ที่อื่นเราไม่ไป”

          ขอสรุปว่า พระพุทธเจ้าส่วนใหญ่เป็นสมเด็จองค์ปฐม และองค์ปัจจุบัน ทรงเมตตามาสอนให้เกือบทุกวัน และมีหลวงพ่อฤๅษี, หลวงปู่ต่าง ๆ หลาย ๆ องค์ ก็เมตตามาสอนให้กับกลุ่มของพวกเราให้เกือบทุกวันเช่นกัน ที่เขียนมานี้ก็เลือกเอาแต่บางตอนที่เห็นว่าควรจะเขียน เพราะมีสาระ-มีแก่นสาร เป็นธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น จึงต้องขอจบไว้เพียงแค่นี้ 

๏ วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖

          เป็นวันสุดท้าย คือ ครบ ๑๐๐ วัน สมเด็จพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ท่านมาเป็นประธานพิธี ซึ่งมีรายละเอียดอยู่มาก ผมขออนุญาตไม่เขียน เพราะมีผู้เขียนลงในธัมมวิโมกข์ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๓๖ อยู่แล้ว และเวลาก็ผ่านไปถึง ๑๑ ปีกว่าแล้ว หากท่านใดยังสนใจ ก็สามารถจะหาอ่านดูได้ ผมขอเน้นแต่เฉพาะพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์, ของหลวงพ่อฤๅษี และหลวงปู่ต่าง ๆ โดยเฉพาะของหลวงปู่บุดดา ซึ่งท่านไม่สามารถจะหาอ่านได้ที่ไหน ผมและคณะไม่เสียแรงและเสียเวลาเปล่า ในการอยู่เฝ้าหลวงพ่อท่านมาครบ ๑๐๐ คืน เพราะได้รับพระธรรมคำสั่งสอนมาอย่างมากมาย สุดจะประมาณได้

          คุณค่าของพระธรรมอันไม่เกิด-ไม่ดับ เป็นอมตะธรรมตลอดกาล จะหาสิ่งใด ๆ ในโลกมาเปรียบเทียบได้นั้นไม่มี พระพุทธองค์และหลวงพ่อท่านเร่งรัดให้ผมและคณะปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดมรรคผลตามเวลาที่ท่านกำหนดไว้ ๑๐๐ วัน แต่พื้นฐานธรรมของพวกเรายังอ่อนอยู่ จึงไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเป้าหมายนั้น ๆ ได้ พระองค์ก็ทรงเมตตามาให้กำลังใจ ไม่ให้ท้อแท้ ไม่ให้เสียกำลังใจ ให้พยายามปฏิบัติต่อไป โดยให้เดินสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ทรงเน้นเรื่องจงอย่าละความเพียรเสียอย่างเดียว พระองค์ทรงรับรองว่าทุกคนสามารถจะพ้นทุกข์ได้ในชาตินี้ ขอความโชคดีทั้งทางโลกและทางธรรม จงเกิดแก่ผู้อ่านทุกท่านเทอญ


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่