อย่าให้ความเบื่อสิงใจอยู่นาน

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อย่าให้ความเบื่อสิงใจอยู่นาน เพราะอารมณ์นี้มันหดหู่ ทำลายความสุขของจิต พยายามดึงอารมณ์ให้เหนือขึ้นไป คือ ลงตัวสังขารุเบกขาญาณเข้าไว้

          ๒. เบื่อมันทำไม ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นกฎของธรรมดาสภาวะทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่มีอะไรดี-ไม่มีอะไรเลว มันเป็นเรื่องของกฎธรรมดา เกิด - เสื่อม - ดับอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ

          ๓. ถ้าหากจิตเรารู้เท่าทันอริยสัจ ก็ไม่จำเป็นที่จักต้องไปเบื่อมัน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างลงตัวธรรมดาหมด ถ้าหากจักเบื่อ ก็ให้เบื่อกำลังใจของตนเอง

          ๔. นี่เพราะจิตของเราไปยุ่งเอง เพราะฉะนั้นจักต้องหมั่นรักษากำลังใจของตนเองเข้าไว้ มีอะไรเกิดขึ้นให้แก้ไขที่ใจของตนเองเป็นสำคัญ หาเหตุ-หาผลให้พบในจิตของตนเองนั่นแหละ แก้ที่ตรงนั้น แล้วเจ้าจักพบชัยชนะของจิตเป็นลำดับไป

 

การซ้อมตาย

          ก่อนที่จะตายจริงๆ นั้นเป็น มิจฉาทิฎฐิ หรือเปล่า

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเพื่อนของผมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ทุกคนหรือทุกองค์ที่ในขณะนั้น เวลาใกล้จักตาย มีใครบ้างที่คิดว่าตนเองกำลังซ้อมตาย หรือเป็นการลองตายทุกคนทุกองค์ต่างมีความคิดว่า กำลังจะตายจริง ตัดได้หรือไม่ได้ ก็สุดแต่กำลังใจของแต่ละคน

          ๒. ในขณะนั้นไม่มีใครคิดว่ากำลังตายไม่จริง ทุกคนต่างคิดว่ากำลังจะตายจริงๆ จุดนี้แหละที่ผิดกับกำลังใจของเจ้า เพราะในเมื่อเจ้าตั้งใจว่าจะลองตายดู แต่จิตมันยังฝังอยู่ว่าตายไม่จริง วาระนี้ยังไม่ถึงคราว เป็นการลองซ้อมตาย เจ้าก็เลยประมาทยังตายไม่จริง เกิดคิดอย่างนั้นเข้า แต่วาระนั้นเกิดตายขึ้นมาจริง ๆ แล้วเจ้าจักเสียใจ นี่จุดนี้เจ้าคิดผิดไหม เป็น มิจฉาทิฏฐิ ไหม (ก็ยอมรับว่าเป็นมิจฉาทิฎฐิ)

          ๓. มีหรือจักไม่จริง จิตคิดแต่ผลได้ ไม่รู้จักคิดถึงผลเสียบ้างเลย ตถาคตมิได้สอนให้คิดว่าความตายเป็นของไม่จริง ทดลองประมาทกับความตายได้ แต่ความจริงแล้วความตายเป็นของจริง ให้ทุกคนอย่าประมาทกับความตาย อย่าล้อเล่นกับความตาย

          ๔. ให้ดูตัวอย่าง พี่สาวของ...ที่ชอบกินยาตายประท้วงสามีนักเที่ยว เธอประมาทมากเกินไป รู้ว่าสามีจักกลับมาถึงบ้านเวลาไหน เธอก็กินยาในเวลานั้น สามีกลับมาถึงพอเธอไปส่งโรงพยาบาล ล้างท้องได้ทันถึง ๒ ครั้ง แต่เมื่อชะตาถึงฆาต ครั้งล่าสุดเธอก็คิดประท้วงสามีด้วยลีลาเดิม เธอกินยาในเวลานั้น คิดว่าจักอย่างไรสามีก็กลับบ้านมาทัน นำเธอไปล้างท้องเหมือนเช่นเคย แต่เปล่า กฎของกรรมมันบังคับ สามีกลับผิดเวลา เธอเลยต้องสังเวยชีวิต เพราะความประมาทในการประท้วงโดยไม่เข้าท่าของเธอ จุดนี้เจ้าจักเห็นได้ว่า คนคิดว่าไม่ตายหรอก พอเกิดตายขึ้นมาจริงๆ แล้ว ก็ต้องไปสู่อบายภูมิอย่างไม่มีใครช่วยได้ นี่เพราะความคิดเห็นผิดๆ ของตนเองเป็นสำคัญ (เพื่อนผมขอขมาต่อพระองค์ ยอมรับความโง่ของตนเอง)

          ๕. ถ้าเจ้าประมาทคิดโง่ๆ แบบนี้ เจ้าเกิดตายตอนนี้จริงๆ กำลังจิตก็ยังไม่เข้าถึงพระนิพพานได้ จงอย่าหวังในทางลัดให้มากนัก วัดกำลังใจที่ตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการ ดูว่าไปได้แค่ไหน เข้าพระนิพพานได้หรือยัง (ก็รับว่า ยัง)

          ๖. แล้วอารมณ์อยากลองตาย ก็คืออารมณ์อยากตายเร็วนั่นแหละ มันเป็นอารมณ์หยาบของจิต พิจารณาดูให้ดีๆ เถิด

          ๗. สู้มาวางอารมณ์จิตให้พร้อมรับกับความตายในทุกๆ ขณะจิต ในทุกๆ อิริยาบถ ในทุกๆ สถานที่ และรักษากำลังใจตั้งมั่นตัดตรงสู่พระนิพพานเข้าไว้เสมอ จักยังดีเสียกว่า เพราะจักได้ไม่ประมาทในชีวิต

          ๘. ให้ดูตัวอย่างของผู้ที่ได้ลองตายไปได้ หรือไปไม่ได้เพราะเหตุใด คุณหมอไปได้ ท่านพระ...ไปไม่ได้ คุณนอพอ คุณออไปไม่ได้ ทุกท่าน ทุกองค์มีอะไรเป็นสาเหตุ เอาจุดนี้มาศึกษาให้ได้เป็นประโยชน์แก่การวางอารมณ์จิตของตนเอง คุณหมอตัดตรง ท่านพระ....ตัดเหมือนกัน แต่เวลานั้นจิตไม่ได้เกาะพระนิพพาน ซึ่งเวลานี้ท่านหันมาแก้ไขจุดนี้อย่างจริงจังแล้ว ถ้าตายอีกทีท่านไปได้แน่ คุณนอพอห่วงศพ นอนไม่สวย คุณออห่วงศพจะไปไม่ถึงที่รับบริจาค คือ มหาวิทยาลัยสงขลา

          ๙. สรุปลงท้ายถึงสาเหตุที่ยังไปไม่ได้ ๒ แง่ คือ

               ก) ท่านพระ...ไปไม่ได้ เพราะจิตมิได้เกาะพระนิพพานอย่างจริงจัง

               ข) อีก ๒ ท่านห่วงขันธ์ ๕

          เจ้าก็ต้องสรุปลง๒ จุดนี้ นำมาเป็นประโยชน์สอนจิต แก้ไขอารมณ์ไม่ให้เป็นอย่างเขาทั้งหลาย

          ๑๐. วางอารมณ์จิตเสียใหม่ด้วย คิดไว้เสมอตายเมื่อไหร่ - ที่ไหน ให้จิตมีอารมณ์ตัดการจุติอยู่เสมอ รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน

 

เวลาของนักปฏิบัติมีค่ามาก

          จริงๆ แล้วมีแค่ชั่วขณะจิตหนึ่งเท่านั้น

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. นักปฏิบัติธรรมมีเวลาเดียว คือ แค่ชั่วขณะจิตหนึ่งๆ พร้อมตาย - พร้อมดับกิเลส อันเป็นข้าศึกของจิตอยู่เสมอ (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน) ปีใหม่ ปีเก่าไม่สำคัญ รู้อยู่เสมอว่าจักทำอย่างไร ให้ถึงความไม่ประมาทอยู่ตลอดเวลา เวลายิ่งล่วงไป ความตายก็ใกล้เข้ามาทุกที

          ๒. ชีวิตของร่างกายมันเกิดขึ้นแล้ว ก็เดินทางเข้าสู่ความเสื่อมตลอดเวลา ในที่สุดก็ถึงความเป็นอนัตตา ผู้ปฏิบัติจักต้องรู้หนทางโคจรของจิต อย่าปล่อยอารมณ์ตามใจมากเกินไป จุดนี้หมายถึงจิตที่มีกิเลสครอบงำ จักต้องหมั่นดูเอาไว้ หาเหตุหาหาผลให้พบ จุดไหนที่จิตบกพร่องอยู่ โดยมีสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัด มีบารมี ๑๐ เป็นเครื่องช่วย ไม่ทิ้งหลักอริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุเป็นหลักสำคัญ

          ๓. ที่เจ้าว่ายังมีอารมณ์หนักๆ อยู่นั้น เพราะใช้อารมณ์เบื่อมากเกินไป จิตเกาะงานทางโลกมากไป มันเป็นปกติของชาวโลก อุปสรรคของงานมันก็เป็นของธรรมดา หนักใจไปก็ไร้ประโยชน์ ร่างกายอ่อนเพลียก็เป็นธรรมดา สักวันตื่นแล้วอาจลุกไม่ไหว แม้อาจเป็นศพอยู่คาที่ ก็ยังเป็นธรรมดา ให้กำหนดรู้ไว้เสมออยู่อย่างนี้ เห็นความไม่เที่ยงของร่างกายนี้เป็นปกติธรรม จิตจักได้ไม่ดิ้นรน

          ๔. อย่าปล่อยใจให้เบื่ออย่างเดียว ใช้ปัญญาหาเหตุให้พบ แล้วรีบแก้ไขที่ต้นเหตุ หากตายในขณะจิตนั้น จักต้องเสียใจตนเองที่โง่ขาดปัญญา ที่จิตเกาะทุกข์ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทุกข์ เลยจมอยู่กับทุกข์นั้น ๆ เพราะขาดพรหมวิหาร ๔ ๒ ข้อแรก คือ เมตตา-กรุณา เคยสอนไว้แล้วไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ พิจารณาอะไรให้พิจารณาว่า หากมีพรหมวิหาร ๔ จักเป็นเช่นไร และหากไม่มีพรหมวิหาร ๔ จักเป็นอย่างไร หากปฏิบัติตามนั้น จิตก็จะทรงอารมณ์วางเฉยได้ (มุทิตาและอุเบกขาได้) เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดาไปหมด จิตก็เบา

          ๕. จริงๆ แล้ว ในขณะที่จิตหนักก็เพราะนิวรณ์ ๕ กวนจิต ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือ โง่ขาดปัญญาในขณะนั้น หากระงับนิวรณ์ได้ จิตก็ฉลาด จิตมีปัญญา จิตบริสุทธิ์ชั่วคราว จิตเป็นทิพย์ชั่วคราว จิตหลุดพ้นจากกรรมชั่วทั้งมวลชั่วคราว เรียกว่า ปทังควิมุติ วิมุติหรือหลุดพ้นชั่วคราว ทุกอย่างเคยสอนไว้แล้วทั้งสิ้น ต้องหมั่นทบทวนไว้เสมอ มิฉะนั้นจักประมาทเกินไป อย่าลืมผู้ใดที่ประมาทในความตาย ผู้นั้นเท่ากับประมาทในพระธรรมคำสั่งสอนของตถาคตทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

          ๖. คนโง่เท่านั้นที่คิดจักเอาชนะร่างกาย ซึ่งหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เริ่มต้นก็เป็น มิจฉาทิฎฐิแล้ว ยิ่งคิดยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเข้าป่าเข้ารกไป หาดีไม่พบ อย่าลืม ทุกข สัจ ตถาคตสอนให้มีสติกำหนดรู้อยู่เสมอว่ามันเป็นทุกข์ ทุกข์ของกายหากไม่กำหนดก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ และให้รู้ว่าธรรมดามันก็ทุกข์ของมันอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดา ไม่มีใครจักไปขวางมันได้ เพราะมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราจึงบังคับมันไม่ได้ ส่วนสมุทัย ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือตัณหา ๓ นั้นเป็นทุกข์ของใจ ใจเป็นของเรา เราจึงต้องอบรมมันให้ได้ด้วยศีล - สมาธิ - ปัญญา อันเป็นทางที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามลำดับ จนถึงพระนิพาน ต้องหมั่นทบทวนเข้าไว้ด้วยความไม่ประมาทในความตายที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ทุก ๆ ขณะจิต

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่