อย่าติคนติดฤทธิ์ เพราะการมีฤทธิ์ เป็นของดี

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. เห็นคนติดฤทธิ์ จงอย่าตำหนิเขา เพราะจิตของบุคคลผู้ยังเข้าไม่ถึงพระอริยเจ้า ย่อมจักติดฤทธิ์เป็นธรรมดา สอบสวนอารมณ์ของจิตให้ดีๆ พวกเจ้าในอดีตก็ติดฤทธิ์อยู่เช่นกัน พอหนักเข้าเห็นทุกข์ ก็เริ่มปล่อยจากการต้องการฤทธิ์ กำลังของฤทธิ์เป็นกำลังของอภิญญา เป็นส่วนหนึ่งของพระธรรม ในหลักสูตรของคำสอนของพระพุทธศาสนานี้ หากมีแล้วใช้ไปในด้าน สัมมาทิฎฐิ ก็เป็นของดี มิใช่ของทราม แต่ถ้าใช้ไปในทางด้าน มิจฉาทิฎฐิ ก็จักเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ จิตมักเหลิงทะนงตนว่าเป็นผู้ประเสริฐ

          ๒. แต่ถ้าอภิญญาสมาบัตินั้นเป็น โลกุตรวิสัย ของผู้ใช้ ก็ย่อมไม่เป็นโทษแก่ตนเองและผู้อื่น อภิญญาเป็นของดี นี่ถ้าหากใช้ให้เป็นก็มีประโยชน์ จึงไม่พึงไปกล่าวตำหนิติเตียนเรื่องฤทธิ์ให้มากนัก เพราะตั้งแต่ เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัตปัตโต เป็นหมวดของอภิญญาทั้งหมด หากพูดตำหนิไปก็ไม่ต่างกับการปรามาสพระธรรม เพราะฉะนั้นจุดนี้ตั้งใจให้ดีๆ พิจารณาคำพูดก่อนจักพูดเรื่องฤทธิ์ทุกครั้ง อย่าสักแต่ว่าพูดโดยมิได้คิด

          ๓. เพราะฉะนั้น การมีฤทธิ์เป็นของดี แต่ดีให้จริงคือดีใน สัมมาทิฎฐิ เป็นที่ตั้ง การฝึกฝนอภิญญา เพราะฉะนั้นคนใดที่ติดฤทธิ์ จักกล่าวว่าไม่ดีก็ไม่ได้ จักต้องคิดว่าเขาติดดี เพียงแต่เวลาคุณหมอคุย ก็พึงให้เขาติดด้วยความเป็น สัมมาทิฎฐิ คือ มีศีลเป็นพื้นฐาน ไม่ไปตำหนิเขา แต่พูดเสริมให้เขาไปในทางที่ถูก ยึดหลักพระตถาคตเจ้าเข้าไว้ ท่านไม่ตำหนิใคร จักกล่าวเสริมแนะนำในสิ่งที่บุคคลนั้นๆ ได้ทำอยู่แล้ว ให้ทำให้ถูกยิ่งๆ ขึ้นไป

          ๔. อย่างคน ๆ หนึ่งนั้น ชอบบริโภคน้ำพริกกะปิอยู่เป็นปกติ เราจักไปเปลี่ยนแปลงเขาไม่ให้บริโภคได้อย่างนั้นหรือ แต่ถ้าแนะนำเขาให้หาผักมาแกล้มด้วยเอาอย่างนั้นมาเสริม ก็ย่อมจักดีกว่าไปบอกเขาให้เลิกกินน้ำพริกกะปิ

          ๕. อย่างคนติดฤทธิ์ก็คือคนติดดี ฤทธิ์เป็นของดีในพระพุทธศาสนา เราก็ไม่จำเป็นต้องคัดค้าน เพียงแต่แนะนำส่งเสริมให้เขาดำเนินอยู่ในศีล จิตเขาก็อยู่ในฌานสมาบัติได้ทรงตัว เป็นการป้อนสังโยชน์ ๓ เพิ่มให้ไม่ขัดใจใคร เชิญตามอัธยาศัย เยี่ยงนี้จักมีประโยชน์มากกว่า

          ๖. อนึ่ง ถ้าจักเตือนเรื่องพระเทวทัต ติดฤทธิ์ ก็พึงย้ำว่า เป็นอภิญญาโลกีย์ คือ ท่านไม่มีศีล ฤทธิ์จึงเสื่อม แต่ในที่นี้ทุกคนไม่อยากให้พบกับความเสื่อม ก็พึงต้องมีศีล อย่างต่ำคือศีล ๕ ให้เป็นปกติ รับรองว่าฤทธิ์หรืออภิญญาสมาบัติก็จักไม่เสื่อม เน้นตรงนี้ให้เข้าใจกันจักดีกว่า

 

คุณไสยไม่มีหมดไปจากโลกนี้ได้หรอก

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. เรื่องคุณไสยไม่มีหมดไปจากโลกนี้ได้หรอก เพราะเป็นกีฬาสมาธิที่คนมี มานะทิฎฐิ คิดว่า ตนเองถ้าทำได้ ผลก็เป็นคนเก่ง เมื่อคิดว่าเก่ง คิดว่าดี อวิชชานี้จึงยากที่จักหมดไปเสียจากโลก นี่เป็นกฎของธรรมดาอีกนั่นแหละ

          ๒. เป็นธรรมดาของคน มิจฉาทิฎฐิ เขาชอบทำกัน อย่าเอาจิตไปจับปฏิกิริยาของพวกนี้ก็แล้วกัน เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน

          ๓. จงอย่าวิตกในเรื่องนี้ เพราะท่านผู้เจริญกรรมฐาน จักไม่มีเทวดาคุมเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ มีทุกคน ถ้าบุคคลผู้เจริญพระกรรมฐานอยู่ใน สัมมาทิฎฐิ (รักษาศีลด้วยในระหว่างเจริญพระกรรมฐาน) อย่างน้อยๆ ก็มีเทวดาคุม ๑ องค์ แต่จักเป็นเทวดาชั้นไหนนั้น สุดแล้วแต่กรรมที่ผูกพันกับท่านแค่ไหน

          ๔. เรื่องคุณไสย จึงเป็นกฎของกรรม ซึ่งต่างคนต่างทำกันเอาไว้ในอดีตทั้งสิ้น เพราะเรื่องกฎของกรรมดีเป็นเรื่องคนชื่นชอบ อย่างอานิสงส์ของการทำบุญ ทุกคนยอมรับแต่กฎของกรรมชั่ว ไม่ใคร่จักมีใครยอมรับ (เมื่อวิบากกรรมที่เกิดขึ้นกับตน) และเข้าใจตามกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย จิตของคนทั่วไปเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จักพูดอะไรเกี่ยวกับกฎของกรรม จักต้องคิดให้ดีเสียก่อน ให้ดูระดับจิตของผู้รับฟังเอาไว้ด้วย

          ๕. บางคนทำบุญไว้กับวัดท่าซุงมาก ขากลับจากวัดถูกคนทำร้าย มักจักคิดว่าทำบุญแล้วไม่ได้ผล พระไม่เห็นจักช่วยคุ้มครอง แต่จริงๆ แล้วเป็นกฎของกรรม ให้ดูตัวอย่างพระโมคคัลลานะ ท่านเป็นอัครสาวกผู้มีฤทธิ์ กฎของกรรมยังพาให้ท่านถูกโจรทุบตามวาระกฎของกรรมนั้นๆ แต่ก็เป็นเพียงเศษผลของกรรมในอดีตเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่าง

          ๖. ท่านดีขนาดไหน ทำบุญมามากหรือไม่ ทำมานานเท่าไหร่ บุญ - บารมีจึงมาเป็นพระอัครสาวกฝ่ายซ้ายได้ ท่านยังหนีกฎของกรรมไม่พ้น แล้วเราๆ ท่านๆ จักหนีพ้นได้อย่างไร ให้เอาเรื่องของท่านเป็นเครื่องเตือนสติ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง และความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย จักได้ไม่ประมาทในชีวิต

          ๗. เรื่องบุคคลที่โดนคุณไสยก็เช่นกัน ล้วนเป็นกฎของกรรมที่ต่างทำกันมาในอดีตทั้งสิ้น ขอให้ใคร่ครวญด้วยปัญญา พิจารณาลงหาตัวธรรมดา หรือกฎของธรรมดาให้ได้ จิตก็จักเป็นสุข

 

ทุกอย่างจักสำเร็จได้ ด้วยกำลังใจของตนเอง

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. บางคนฟังหลวงพ่อเทศน์ตอนเช้า แต่ขาดสติ มิได้เอาจิตกำหนดรู้ตามพระธรรม เลยไม่ทราบว่าท่านเทศน์เรื่องอะไร การฟังเทศน์-ฟังธรรมจะให้เกิดผล ต้องใช้อินทรีย์ ๕ พละ ๕ คือ ศรัทธา - วิริยะ ซึ่งบุคคลผู้นี้มีแต่ขาดสติ จึงทำให้ไม่เกิดสมาธิและปัญญา จึงมีผลดังกล่าว จำอะไรไม่ได้ เหมือนคนยังมีลมหายใจอยู่ แต่ลืมเอาจิตตามรู้กองลม จึงไม่รู้ว่าตลอดเวลามีธรรมเกิด - ดับอยู่กับร่างกายตลอดเวลา เพราะเป็นอย่างนี้ คนเราจึงมากด้วยความประมาท เพราะสาเหตุแห่งการลืมกำหนดรู้การเกิด - ดับนั้น

          ๒. บางคนไปติดขันธ์ ๕ ของท่านฤๅษี แทนที่จะติดพระธรรมที่ท่านสอน จุดนี้ต้องจำกันเอาไว้ให้ดีๆ ถ้าหากจักไม่ติดขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่นได้ จักต้องละขันธ์ ๕ ของตนเองก่อนเป็นสำคัญ มอง อสุภะ และ กายคตา มองทุกข์ให้เห็นตามอริยสัจเข้าไว้ ถ้าขยันจริง ประเดี๋ยวจิตก็วางได้

          ๓. คณะชาวหาดใหญ่ไปขอพรจากพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ (หลวงพ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสี) ในโบสถ์เก่า แล้วต่างคนต่างได้พรที่ต่างกัน เพราะจริต - นิสัยและกรรมของแต่ละคนไม่เสมอกัน เช่น บางคนขอพระนิพพานในชาติปัจจุบัน ทรงให้ใช้ความเพียรแล้วจะสำเร็จได้ทุกอย่าง บางคนอยากได้อภิญญา ทรงให้พรว่า อย่าละความพยายาม ให้ใช้ความเพียรแล้วต่อไป แล้วกำลังใจจะค่อยๆ รวมตัวเข้ามาๆ แล้วจะสำเร็จได้ในที่สุด

          ๔. ทรงตรัสตัวอย่างแค่ ๒ คนที่อธิษฐานขอพร แล้วตรัสถามว่า ถ้าได้พรแล้วพวกเขาไม่ทำตามนั้น จักได้ตามนั้นหรือไม่ (ตอบว่า ย่อมไม่ได้)

          ๕. นั่นซิ ทุกอย่างจักสำเร็จได้ด้วยกำลังใจของตนเอง ประดุจพระตถาคตเจ้ามีอาหารอันโอชะปรุงเสร็จ แล้วยื่นให้ แต่บุคคลผู้รับไม่นำไปบริโภค ก็หาประโยชน์อันใดมิได้

          ๖. แม้เจ้าเองก็ได้พรจากท่าน ที่ว่าทำบุญอย่าหวังผลตอบแทนนะลูก จุดนี้ก็เช่นกัน การไม่หวังผลตอบแทนจากการทำบุญ คือ อารมณ์จิตตัดความโลภอันเป็นอนุสัยละเอียด (โลภขั้นละเอียด) ทำบุญโดยไม่หวังผลตอบแทนเพื่อเกิดเป็นคน เป็นเทวดา เป็นพรหมไม่หวังทรัพย์สินตอบแทนทั้งทางโลกนี้และโลกหน้า ถ้าหากกำลังใจของเจ้าไม่ตัดอารมณ์โลภตามนี้ ความสำเร็จจักเกิดขึ้นตามพรนั้นได้ไหม (ตอบว่า ไม่ได้)

          ๗. จุดนี้ก็เช่นกัน ทุกอย่างที่ทรงตรัสก็จักลุล่วงด้วยความเพียรแห่งตนเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จงอย่าละความเพียร

          ๘. ทรงตรัสแถมว่า จงอย่าดูถูกธุดงค์ เพราะอานิสงส์ของธุดงค์มีมาก เป็นพระธรรมที่ตถาคตเจ้าตรัสสอนไว้ ธรรมทุกหมวดห้ามติ หากเจ้าและคุณหมอเคยนึกล่วงเกินก็จงขึ้นไปกราบขอขมาพระข้างบนเสีย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่