ธัมมวิจยะเรื่องสันโดษ

 

          ๑. การสนทนาธรรม คุยๆ กันแล้วหากไม่พึงจดบันทึกไว้ด้วย ก็ลืมได้บางคนไม่กี่นาทีก็ลืมได้ ลืมดี ให้ถามตนเองว่าที่คุย ๆ กันมานั้นมีอะไรบ้าง เมื่อกลับถึงบ้านจำได้หรือเปล่า ถ้ายังจำได้ ก็ไม่ใช่ความจำเสื่อม หากจำไม่ได้แสดงว่าโรคความจำเสื่อมเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

          ๒. โรคความจำเสื่อม ไม่จำเป็นจะต้องมีอาการปวดหัวด้วยเสมอไป และการปวดหัวก็มิใช่จะต้องเป็นโรคประสาทเสมอไปสาเหตุจากโรคหวัด - โพรงจมูกอักเสบ - เครียดก็ปวดหัวได้ ความดันเลือดสูงหรือเปลี่ยนแปลงกะทันหันก็เป็นได้ เป็นต้น

          ๓. บางคนที่มีอรูปฌานในตน ชอบทรงอารมณ์ อากิญจัญญายตนญาณ คือ เห็นโลกทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ จิตปล่อยวางหมด มีปัญหาอะไรเข้ามากระทบ ก็ปล่อยวางหมด ไม่ใช้อริยสัจ คือ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ คือ หนีปัญหาไม่คิดสู้ปัญหา ซึ่งไม่ใช่วิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องทางพุทธศาสนา คือ มีเรื่องอะไรเข้ามาก็วางเฉย ช่างมัน โดยไม่คิดพิจารณา ใช้อารมณ์ตัดให้ลืมไปเลย ทำบ่อยๆ เลยชินกลายเป็นฌานในการลืม ซึ่งคิดว่าดีแต่จริง ๆ ไม่ดี เพราะไม่ได้สร้างปัญญาให้เกิด หนีปัญหาหลบเข้าไปอยู่ในอรูปฌานลูกเดียว

          ๔. หลักที่พระพุทธองค์ให้ไว้คือ กิเลสของคนอื่นไม่ต้องแก้ เพราะแก้ไม่ได้ ให้แก้กิเลสของเรา เหตุการณ์บางอย่างเป็นวิสัยกฎของกรรมแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของคนภายนอก ก็ไม่ต้องแก้ ให้พิจารณาให้เห็นเป็นธรรมดา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่พ้นกฎของกรรม ไม่พ้นกฎของธรรมดาไปได้ ถ้าพิจารณาให้ลงตัวได้ จิตก็จักเป็นสุขมาก มิใช่คิดแล้วฝืนธรรมดา จิตยังสงบไม่ลง ก็ยังไม่ใช่สันโดษอย่างแท้จริง

          ๕. พระองค์ให้ดูตัวอย่างพระสันโดษ ที่ท่านแสดงธรรมนี้ได้อย่างชัดเจน ก็คือ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ท่านแสดงธรรมสันโดษไปทั่วทุกๆ สถานที่ ทุกๆ บุคคล และทุกๆ เหตุการณ์ ท่านมีความพอดีหมด ทั้งกาย - วจี - จิตวิเวกอยู่ในธรรมนี้เป็นปกติ ซึ่งก็คือตัวมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง

          ๖. การสนทนาธรรมกัน จึงมีประโยชน์สุดประมาณ หากรู้จัก และเข้าใจเรื่องอารมณ์สันโดษได้ตามความเป็นจริง ธรรมทั้งหมดที่ทรงตรัสสอนนั้นมีความพิสดาร มีความละเอียดลึกซึ้งอยู่ในธรรมมาก ขอให้ทุกคนสนใจในการสนทนาธรรมกัน ซึ่งล้วนเป็นธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นหรือพ้นทุกข์ทั้งสิ้น ทุกคนล้วนมีเวลาเหลือน้อย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง อาจตายได้ในขณะจิตเดียว หากประมาทในความตาย นิพพานสมบัติหรือทางไปพระนิพพานก็อุดตันในบุคคลผู้นั้น แค่รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานได้แล้วโดยไม่ยาก อยู่ที่ความเพียรของเราเท่านั้น จุดนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ กรรมใครกรรมมัน เพราะที่พึ่งอันสุดท้ายก็คือจิตหรือตัวเราเอง

 

ครูภายนอกกับครูภายใน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัส สอนเรื่องนี้ไว้มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ครูภายใน คือ อายตนะภายใน มีตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย และใจ ครูภายนอก คือ อายตนะภายนอก มีรูป - เสียง - กลิ่น - รส - สัมผัส และธรรมารมณ์

          ๒. เมื่อครูภายนอกและครูภายในกระทบกัน ย่อมเกิดเป็นพระธรรมได้ ทั้ง อกุศลาธรรมา - กุสลาธรรมา และอัพยากตาธรรมา คือ ธรรมที่อกุศล (บาป) ธรรมที่เป็นกุศล (บุญ) และธรรมที่เป็นกลาง ๆ (ไม่เป็นทั้งบุญและบาป)

          ๓. ให้มีสติกำหนดรู้อารมณ์จิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา เป็นการสอบอารมณ์จิตของตนเอง ได้ผลอย่างไร อารมณ์ใจจักบอกแก่พวกเจ้าเอง มองให้ดี อย่าลำเอียงเข้าข้างกิเลสก็แล้วกัน สอบตกก็รู้ว่าสอบตก สอบได้ก็จงรู้ว่าสอบได้ สอบคาบเส้นเกือบได้ เกือบตกก็ต้องรู้ อย่าใช้คำว่าไม่รู้ เพราะอย่างนั้นไม่ใช่นักปฏิบัติพระกรรมฐาน

          ๔. และอย่าปล่อยอารมณ์ให้เพลิดเพลินไปกับงานทางโลกเกินไป นั่นเป็นเพียงทำไปตามหน้าที่ซึ่งยังมีร่างกายก็ทำไป คิดเรื่องงานเท่าที่จำเป็นจักต้องคิด พยายามใช้จิตมาทำงานทางธรรมให้มาก ตัวนี้จักต้องมีสติ-สัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นจิตมันก็จักมีอารมณ์เกาะงานตามความเคยชิน

          ๕. ถ้าแยกจิตออกจากงานทางธรรมได้ ก็เข้าหลักของการปฏิบัติพระกรรมฐานได้อย่างแท้จริง คือ การแยกกาย แยกเวทนา (อันเป็นเรื่องของกายหรือกายสังขาร) และแยกจิต แยกธรรม (อันเป็นเรื่องของจิต หรือจิตสังขาร) อันเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติของมหาสติปัฏฐานนั่นเอง ถ้าทำได้อย่างนั้น จิตจักเบา มีอารมณ์โปร่งใสตลอดทั้งวัน

 

อารมณ์นี้สำคัญมาก คิดอย่างไรก็ไปตามนั้น

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การปฏิบัติธรรมอย่าทำแบบรวบรัดส่งเดช จักต้องรู้จุดหมายปลายทางของอริยสัจด้วย เพราะทุกอย่างมีเหตุมีผลรองรับอยู่ในตัวเสร็จ อย่าทำแบบผักชีโรยหน้า การเจริญสมถะวิปัสสนาก็เช่นกัน ต้องตั้งใจภาวนา ตั้งใจคิดให้จบลงเป็นตอนๆ เกาะหลักอริยสัจเข้าไว้ จิตก็จักสงบลงเป็นระยะๆ มีเวลาก็คิดยาว ไม่มีเวลาก็คิดสั้นๆ สรุปลงในอริยสัจเสมอ ๆ

          ๒. พยายามหาสนามบินลงทุกครั้ง อย่าปล่อยให้เครื่องบินมันค้างอยู่บนอากาศ ส่วนใหญ่พอความคิดของวิปัสสนาขาดตอน ก็ขาดตอนไปเลย คือ ลืมไปเลยว่าตะกี้คิดอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่ หรือไม่ก็ปล่อยให้เครื่องดับ เครื่องบินก็ตกไปเสียแล้ว กู้ไม่ขึ้น อย่างนี้เป็นต้น

          ๓. เมื่อจิตทำงานทางธรรมได้ไม่สม่ำเสมอ เพราะจิตขาดสันตติธรรมนั่นเอง คือ จิตขี้เกียจติดตามความดี แต่จิตกลับขยันติดตามความชั่วมีมาก ไม่ยอมปล่อยวางอดีต มีอารมณ์ขี้เก็บ (ของดีไม่ - ของเหม็น ๆ ชอบ) หรือเก็บขี้

          ๔. การปฏิบัติทำทีเดียวถึงกันหมด มิใช่จักอานาปาพอเริ่มคล่องก็ทิ้งไปจับอิริยาบถ พอเริ่มคล่องก็ทิ้งไป จับนวสี เป็นการทำทิ้งทำขว้าง เหมือนคนเปลี่ยนงานอยู่เรื่อย ทำอะไรไม่เสร็จสักที

          ๕. อารมณ์นี้สำคัญมาก คิดอย่างไรก็ไปตามนั้นหากเป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย ก็ต้องมีสติกำหนดรู้อารมณ์ของตนไว้เสมอว่า รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ก็เข้าสู่พระนิพพานได้แบบง่ายๆ เหตุก็เพราะจิตมีสภาพจำ เมื่อให้เขารู้อะไร เขาก็เร็วไปตามนั้น เพราะจิตไม่มีเวลา เป็น อกาลิโก ความตายนั้นเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ก่อนตายก็ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย อาจตายได้ทุกๆ ขณะจิต ผู้ไม่ประมาทในความตาย จึงซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ ด้วยอุบายสั้นๆ ว่า รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ซ้อมจนจิตเป็นฌาน เอาจิตเข้าสู่พระนิพพานได้ ทุกๆ ขณะจิตเช่นกัน

          ๖. เพราะฉะนั้น จงอย่าประมาทในอารมณ์ ธรรมใดที่ไม่ใช่เพื่อมรรคผลนิพพาน ก็จงหมั่นตัดสลัดทิ้งไปจากอารมณ์ขณะจิตของธรรมปัจจุบัน

          (หมายเหตุ ผู้ใดที่เลี้ยงสัตว์ จิตย่อมรักสัตว์ที่ตนเลี้ยงเป็นธรรมดา จงอย่าประมาทในอารมณ์ เพราะก่อนตายจิตเกาะอะไรก็ไปตามนั้น จิตเกาะสัตว์ที่เลี้ยงก็ไปเกิดเป็นสัตว์ที่เลี้ยง ประมาทที่จุดนี้ ต้องปิดนรกหรืออบายภูมิ ๔ ให้ได้ก่อน)

 

เพราะอะไรถึงป่วย

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ทรงตรัสถามว่า เพราะอะไรถึงป่วย (ตอบว่า เพราะธาตุ ๔ ที่เข้ามาประชุมกันเป็นร่างกายไม่เที่ยง จึงป่วย)

          ๒. ถูกเหมือนกัน แต่ถูกไม่หมดจด ตัวที่ทำให้ป่วยจริง ๆ คือ กฎของกรรมที่ละเมิดศีล และกรรมบถ ๑๐ ประการต่างหากล่ะ ใครเป็นคนทำกรรมนั้น ก็ตัวเราเองย่อมเป็นผู้กระทำกรรมนั้นไว้ในอดีต จึงไม่ควรจักโทษใครว่าทำให้เราป่วย

          ๓. เพราะอาศัยความโง่ในกาลก่อน ไม่รู้จักทำแต่กรรมดี มีจิตหลงผิดคิดว่า อกุศลกรรมเป็นของดี จึงทำไปตามนั้น ร่างกายไม่ดียังหลงคิดว่าดี ไม่ทรงตัวยังหลงคิดว่าทรงตัว มัวเมาร่างกายตลอดทั้งคืน เมาตั้งแต่วันเกิดยันวันตาย เพราะไปหลงอยู่ในร่างกาย ที่กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-อกุศลกรรมสร้างขึ้น

          ๔. เมื่อกฎของกรรมมาถึงก็หนีไม่พ้น สำหรับผู้มีร่างกายจำจักต้องรับ แต่ผู้ฉลาดเอาทุกข์ของร่างกายมาพิจารณาเป็นกรรมฐาน สร้างนิพพิทาญาณให้เกิดกับจิต

          ๕. การเห็นทุกข์ของการเกิดมีร่างกาย ก็เข้าสู่อริยสัจ ในที่สุดจิตเกิดปัญญาเห็นตัวธรรมดา จิตก็ไม่ทุกข์ตามกาย มีอารมณ์ช่างมัน คือ ช่างเรื่องของร่างกายมัน และตัวอารมณ์ สังขารุเบกขาญาณที่แท้จริงเกิด

          ๖. ที่ยังทำกันไม่ได้ เพราะเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นแก่ร่างกาย ก็ขาดความอดทนอดบ่นไม่ได้ ซึ่งเป็นอารมณ์ปฏิฆะ ขาดพรหมวิหาร ๔ สองข้อแรก คือ เมตตาและกรุณา แทนที่จักเอาเวทนามาใช้ให้เป็นประโยชน์ กลับทำให้มันเป็นโทษขึ้นมาซ้ำซ้อนเสียอีก ให้พิจารณาเข้าหาสัจธรรม ๕ มีเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย เป็นของธรรมดา ขอจงอย่าประมาทในชีวิตก็แล้วกัน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่