ธรรมในโลกเที่ยงมีไหม

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ทรงตรัสถามว่า ธรรมในโลกเที่ยงมีไหม (ตอบว่า ไม่มี)

          ๒. ทรงตรัสว่า มีความเที่ยงในโลกก็คือธรรมไม่เที่ยงนั้นเป็นปกติธรรมเช่น ขันธโลกของคน ซึ่งมีความแปรปรวนอยู่เป็นปกติธรรมตามนั้น เราไม่อยากเจ็บ ไม่อยากป่วย แต่มันก็ต้องเจ็บ ต้องป่วยอยู่ตามธรรมนั้น ธาตุ ๔ ที่ประชุมกันขึ้นมาเป็นร่างกายนี้ มันก็ต้องมีการแปรปรวนอยู่เป็นธรรมดา การเจ็บป่วยก็เพราะกรรมปาณาติบาตอันตนทำไว้เองแต่ในอดีตหนหลัง บางท่านไม่เจ็บ ไม่ป่วยเพราะกรรมปาณาติบาตน้อย อย่างท่านพระสีวลีในกัปนี้ แต่ท่านก็เป็นโรคธาตุ ๔ พร่องอยู่เป็นนิจ ให้เป็นภาระที่ต้องรักษาทุกวันเหมือนกัน คือ โรคชิคัจฉาปรมาโรคา (โรคหิว) จึงจักเห็นได้ว่า ทุกคนที่มีร่างกายหนีโรคกันไปไม่พ้น ตั้งแต่พระบรมศาสดาลงมายันยาจกเข็ญใจ มีโรคเนื่องด้วยกายเหมือนกันหมด (ดังนั้น อโรคยาปรมาราภา การไม่มีโรคทางร่างกายจึงไม่มีใครหนีพ้น เพราะเป็นสัจธรรม ทรงหมายถึงโรคทางใจเป็นสำคัญ)

          ๓. เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นกรรมเหล่านี้ใครทำ เราต่างเป็นผู้กระทำเอาไว้เอง กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุที่ทำให้เกิดกรรมตัวนี้ คือ จิตของตนมีความทะยานอยาก อยากในการมีร่างกาย นิวรณ์ ๕ คือ กิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง จิตโง่หลงผิดคิดอยากในการมีร่างกาย กามคุณ ๕ จึงเกิดขึ้นได้ตามอายตนะสัมผัส จิตติดในสัมผัสอันเป็นกามคุณนั้นๆ รูปดี เสียงดี รสดี กลิ่นดี สัมผัสระหว่างเพศดี จุดนี้เป็นเหตุให้จิตมีกามเป็นเครื่องนำโคจรจุติหาภพหาชาติไม่มีที่สิ้นสุด และขณะเดียวกัน รูปไม่ดี รสไม่ดี กลิ่นไม่ดี เสียงไม่ดี สัมผัสระหว่างเพศไม่ดี จุดนี้เป็นเหตุให้จิตมีปฏิฆะ เป็นเครื่องนำโคจรจุติหาภพหาชาติไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

          ๔. ถีนมิทธะ เกิดขึ้นก็เนื่องด้วยร่างกายเช่นกัน นั่นเป็นธรรมเบื้องสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง จึงยังไม่ขอกล่าวให้ละเอียดในที่นี้ อุทธัจจะอารมณ์ฟุ้งก็เช่นกัน ความสงสัย (วิจิกิจฉา) ในธรรมก็เช่นกัน จักยังไม่กล่าวในที่นี้ จะเอาแค่นิวรณ์เบื้องต้น ๒ ข้อเป็นเกณฑ์ที่พวกเจ้าจักต้องพิจารณา พยายามนำจิตให้หลุดจากนิวรณ์ (กามคุณ ๕) คือหลุดจากราคะและปฏิฆะ อันเป็นตัวนำจิตให้ต้องจุตินั้น

          ๕. และเป็นการถูกต้อง ที่เจ้าคิดว่า การสอนให้พิจารณาพรหมวิหาร ๔ ควบกับอายตนะสัมผัสภายในและภายนอก ก็คือการสอนเทียบเทียงกับมหาสติปัฏฐานสูตร ว่ากันตั้งแต่อานาปาบรรพ, กายบรรพ การรู้ทุกๆ อายตนะสัมผัส ก็รวมหมายถึงรู้อิริยาบถบรรพไปด้วย และรู้เวทนาบรรพ คือ สัมผัสภายในทั้งหมด ไม่ว่าอะไรเกิดแก่ร่างกาย จิตจักต้องรู้ธรรมนั้น รู้สัมผัสภายนอก เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ก็รู้ด้วย

          ๖. การเห็นปกติธรรมในธรรม คือจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน เมื่อรู้ทั้งธรรมภายในและธรรมภายนอก รู้อย่างมีสติสัมปชัญญะพร้อม ก็เป็น ธรรมานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน สอนไปสอนมาก็วนอยู่ตรงนี้ เป็นกรรมฐาน ๔๐ ด้วย เป็นมหาสติปัฏฐานสูตรด้วย ก็ธรรมอันเดียวกันนั่นแหละ

          ๗. ทำได้หรือยัง (ตอบว่ายังทำไม่ได้) ก็ใช่ เพราะถ้าทำได้ครบและตลอดเวลา พวกเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ เลยไม่ต้องสอนกันอีก นี่แหละทำกันยังไม่จบ ก็ต้องสอนกันอยู่ต่อไปจนกว่าจักจบ แต่ถ้าผู้รับฟังแล้วไม่นำไปปฏิบัติ ผู้สอนก็จักไม่สอนอีก เพราะสอนเท่าไหร่ก็ไม่มีผล อย่าลืมนะฟังแล้วจำ จำแล้วนำไปปฏิบัติด้วย

 

ทำไมพระอรหันต์คิดถึงความตายแล้วจิตเป็นสุข

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. เพราะท่านเห็นว่านั้นเป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เพราะเป็นวันที่ท่านได้ทิ้งขันธ์ ๕ อันเต็มไปด้วยภาระและความทุกข์นี้ลงได้อย่างเด็ดขาด ท่านมีความสุขที่สุดในชีวิต เมื่อจิตท่านได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานอย่างแท้จริง จุดนี้นี่แหละพระอรหันต์ท่านจึงไม่กลัวตาย

          ๒. คนธรรมดาเห็นความตายแล้วลนลาน แต่พระอรหันต์ท่านเห็นความตายแล้วจิตเป็นสุข คำว่าดิ้นรนของจิตนั้นไม่มี เพราะท่านรู้ว่าความตายสำหรับร่างกายนั้นเป็นของจริง และตายชาตินี้เป็นครั้งสุดท้าย ท่านจึงมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงความตาย ท่านควบ อุปสมานุสสติกรรมฐานอยู่ในจุดเดียวนั้น รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก ควบด้วยในขณะนั้นๆ (รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน) ดุจพุทธพจน์ที่องค์สมเด็จปัจจุบัน ได้ตรัสกับพระอานนท์ในพุทธันดรนี้ว่า อานันทะ ดูกรอานนท์ เธอคิดถึงความตายยังห่างมากเกินไป ตถาคตคิดถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก เข้าใจหรือยัง

 

อารมณ์สันโดษจริง ๆ นั้นเป็นอย่างไร

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. คำว่าสันโดษนี้ ยังคนให้เข้าใจความหมายพลาดไปเป็นอันมาก มักจักเข้าใจว่าการอยู่ในที่สงบตามลำพัง ปราศจากคนพูดหรือสิ่งกระทบรบกวนเป็นสันโดษ นั่นเป็นเพียงกายวิเวก แต่จุดมุ่งหมายจริง ๆ ของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ที่ได้อบรมให้พระสาวกรู้จักคำว่าสันโดษนั้น คือ วิเวกทั้งกาย วาจา ใจ

          ๒. การมีศีลคุมกายให้วิเวก ไม่ว่าอยู่ในถิ่นที่ทุรกันดาร ถิ่นที่เจริญรุ่งเรืองด้วยบ้านและผู้คนร้านค้า อาคารใหญ่โต ถิ่นที่ลับตาคนเช่นป่าเขาลำเนาไพร ในถ้ำ ในคูหา กายของพระสาวกจักสงบ ไม่มีการล่วงละเมิดศีล ไม่ทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายผู้อื่น ไม่ว่าคนหรือสัตว์ วัตถุธาตุต่าง ๆ ด้วยเหตุแห่งการละเมิดศีลนั้น นี่คือกายสันโดษเป็นลำดับต้น ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง พระสาวกย่อมมีกายวิเวกเป็นปกติ

          ๓. ลำดับกลาง คือ วจีวิเวกนี่วาจาสันโดษ คำพูดในที่นี้คือ สงบทั้งทางปากและเสียงพูดทางใจด้วย คือ ไม่ละเมิดทั้งวจีกรรม ๔ สถาน ในกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ คือ สงบจากการไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดนินทา และไม่พูดเพ้อเจ้อ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ไม่ว่าจักอยู่คนเดียวหรืออยู่ในที่สาธารณะชน ในหมู่สัตว์ที่ไม่มีคน พระสาวกที่รักสันโดษ จักสงบปากคำ อันเป็นวจีวิเวกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจักเป็นยามหลับหรือยามตื่น วจีกรรมจักไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น คน สัตว์ วัตถุธาตุต่างๆ เป็นอันขาด

          ๔. สงบในอันดับสูงสุด คือ จิตสันโดษ อารมณ์วิเวกโดยแท้ ไม่ต่อกรรมกับอารมณ์เลวร้ายที่เข้ามากระทบทั้งปวง เห็นธรรมดาในธรรมดา จนจิตชินในธรรมดานั้น ๆ อยู่เป็นปกติ จิตสันโดษแม้ไปอยู่ในหมู่คนมาก ก็เห็นธรรมดาในหมู่คนมากนั้น คนไม่มีศีลก็เป็นคนไม่มีศีลอยู่ตามปกติ คนไม่มีธรรมก็ไม่มีการประพฤติธรรมอยู่ตามปกติ เห็นหมดตลอดในธรรมทั้ง ๓ ประการ คือ อกุศล กุศล อัพยากฤต เป็นปกติธรรมจิตก็สงบ ไม่มีอารมณ์ดิ้นรนหรือฝืนกฎของธรรมดา นี่แหละคือจิตสันโดษสงบได้จริง ๆ จักต้องพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่