พระธรรม

ในเดือน...ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๒๑. การดูร่างกายตนเองให้เป็นธรรม การสังเกตเห็นร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อม ก็จงทำใจให้ยอมรับนับถือว่าเป็นกฎของธรรมดา จิตใจจักได้ไม่หวั่นไหวไปกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเห็นปกติธรรมว่ามันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง ร่างกายเสื่อมโทรม ย่อมเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ ป้องกันไม่ได้ หากแต่ช่วยบรรเทาทุกขเวทนาได้ แยกจิต-แยกกาย-แยกเวทนาออกมาเสีย ด้วยการพิจารณาธรรมตามความเป็นจริง ร่างกายมันเป็นอย่างนี้เอง ให้สบายใจ-อย่าวุ่นวาย-อย่าร้อนใจ ร่างกายเกิดแล้วก็ดับ อารมณ์เกิดแล้วก็ดับ อย่ายึดถืออะไรเอามาเป็นแก่นสารให้เห็นเป็นธรรมดาที่สุด แล้วจิตจักมีความสุข ด้วยการปล่อยวางขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จงอย่าท้อถอย ให้ทำความเพียรเอาไว้เพื่อความหลุดพ้นในชาติปัจจุบัน ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน

          ๒๒. อย่ากังวลใจกับการทำงาน ให้สร้างความสบายใจในการทำงาน งานออกมาจักได้ดี การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ให้ทำไปเรื่อย ๆ แล้วพิจารณาตามความเป็นจริง การทำงานทำโดยไม่ต้องหยุดพักย่อมไม่ได้ การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ถ้าทำโดยไม่หยุดเลย ก็จักเครียดมากจนเกินไป เพราะฉะนั้น จงรู้จักการผ่อนสั้น-ผ่อนยาว จิตจักได้เป็นสุข แล้วบารมีของคนก็ไม่เท่ากัน มาเปรียบเทียบเข้าจักลำบากใจมาก จงดูแบบอย่างได้ ตามได้ แต่อย่าเครียด และจงอย่าตั้งความหวังไว้ว่าจักได้อย่างท่าน จิตคิดอย่างนั้นก็เป็นกามตัณหา ให้ทำตามไปโดยไม่ตั้งใจอยาก แต่รักษากำลังใจ ทำไปได้แค่ไหนพอใจแค่นั้น จิตจักได้เป็นสุข ไม่ดิ้นรนทะยานอยากจนเกินไป

          ๒๓. สุขภาพร่างกายนั้นสำคัญก็จริงอยู่ แต่จิตใจย่อมมีความสำคัญกว่า อย่าให้ความกังวลร่างกายเข้ามาทำร้ายจิตใจ เห็นปกติธรรมของร่ากายให้มาก ๆ รวมทั้งเคารพนับถือกฎของธรรมดาตามความเป็นจริงด้วย โรคภัยทั้งหลายต่าง ๆ ก็จักเบียดเบียนได้แค่แต่ร่างกาย จิตใจหาได้ถูกเบียดเบียนไม่ อะไรที่เกิดขึ้นกับร่างกาย จักเป็นเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ดี ความทรุดโทรมของร่างกายไปตามวัยก็ดี มันเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนี้มาทุก ๆ ชาติ แต่เป็นความโง่ของจิต ที่มาติดอยู่กับร่างกายที่ไม่เที่ยงอย่างนี้ แล้วก็เป็นอย่างนี้มานับชาติไม่ถ้วนแล้ว ก็เพราะอยากจักมีร่างกาย ต่อไปนี้ให้ตั้งใจเสียใหม่ว่า ร่างกายอย่างนี้จักไม่เป็นที่ต้องการสำหรับเราอีกต่อไป ดูให้ดี ๆ อย่าให้มีความต้องการในร่างกายจริง ๆ จึงจักพ้นจากการมีร่างกายไปได้

          ๒๔. ร่างกายไม่มีแก่นสาร เวทนาก็ไม่มีแก่นสาร ขึ้นชื่อว่าขันธ์ ๕ ไม่มีแก่นสาร การไปยึดถือย่อมบังเกิดให้มีอาการเกาะติดอุปาทานขันธ์ ๕ จงปล่อยวางไปเสียในคำว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา-ไม่มีในเรา-เราไม่มีในขันธ์ ๕ จิตต้องรักษากำลังใจ พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จึงจักปล่อยวางเวทนาหรือร่างกายได้ ปกติขันธ์ ๕ มันก็ไม่เที่ยงอยู่เป็นธรรมดา แล้วจิตจงอย่าไปแปรปรวนกับมัน ยอมรับนับถือมัน วางลงเป็นธรรมดา แล้วความเดือดร้อนกังวลกับร่างกายก็จักน้อยลงไปเอง เมื่อร่างกายป่วย การรักษาจึงเป็นเพียงหน้าที่ เป็นเพียงระงับทุกขเวทนาอย่างรู้เท่าทัน จิตก็เป็นสุข ไม่เบียดเบียนทั้งร่างกาย ไม่เบียดเบียนทั้งจิตใจ จึงเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา

          ๒๕. อย่าเอาใจตนเองเป็นใหญ่ ทำใจให้สบาย-อย่ากังวลใจกับอะไรทั้งหมด ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไป อย่าไปคิดถึงกาลข้างหน้า อย่าไปห่วงอะไรทั้งหมด วางภาระลงเสีย โดยทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้นเป็นพอ การทำงานก็อย่ากลัวช้า ให้ค่อยเป็นค่อยไป แล้วจงอย่าคิดว่าทำอะไรจักต้องได้ดั่งใจ ทุกอย่างมันเป็นวาระ ทำได้บ้าง-ทำไม่ได้บ้าง-ดีบ้าง-เสียบ้างเป็นของธรรมดา อย่าเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ ให้ทำจิตเป็นกลาง ๆ แล้วทุกอย่างก็จักเป็นไปอย่างราบรื่นเป็นปกติธรรม เพราะไม่จำเป็นต้องฝืนใจทำ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม

          ๒๖. ดูร่างกายให้เป็นปกติธรรมของร่างกาย ดูเรื่องภายนอกก็ให้เห็นปกติธรรมของภายนอกก็เป็นเช่นนั้น อะไรกระทบอายตนะเข้ามาให้เห็นเป็นธรรมดาทั้งหมด เห็นธรรมดาก็เห็นความเกิด-ความดับเป็นปกติธรรมของธรรมเหล่านั้นด้วย แล้วจงสำรวมจิตปล่อยวางธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่เรา-ไม่มีเรา ปล่อยวางเสีย การรักษากำลังใจ ก็ต้องเพียรพิจารณาอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับทำจิตให้เบาสบายไปด้วย จิตก็จักมีความสุข ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา

          ๒๗. อย่าห่วงสุขภาพของร่างกายจนเกินไป ให้ห่วงสุขภาพของจิตให้มากๆ ร่างกายที่เป็นอยู่นี้มันก็ป่วยอยู่เป็นปกติของมัน ขึ้นชื่อว่าขันธ์ ๕ ย่อมมีความเสื่อมเป็นของธรรมดา การห้ามปรามความเสื่อม ไม่มีใครที่จักห้ามปรามมันได้ การรักษาพยาบาลมีแต่บรรเทา ระงับทุกเวทนาได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น ในที่สุดมันก็ทรุดตัว เสื่อมไปเรื่อย ๆ จนความตายก็จักเข้ามาถึงขันธ์ ๕ เป็นเรื่องธรรมดาของมัน การเห็นความเกิด-เสื่อม-ดับของขันธ์ ๕ เรียกว่าเป็นการเห็นธรรมดาของขันธ์ ๕ การเห็นนี้เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อนนั้นถูกต้อง แล้วการเห็นวิปัสสนาญาณอย่างเข้มแข็งด้วยความเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง คือความเป็นพระอรหันต์ คือขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา-ไม่มีในเรา-เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ให้รักษาอารมณ์นี้ให้เป็นเอกัตคตารมณ์ เพียรมองขันธ์ ๕-วางขันธ์ ๕ เรื่องของเขาให้เป็นเรื่องของเขา (กายเป็นเรื่องของกาย) จิตเป็นเรื่องของจิต แยกกันเข้าไว้ แล้วจักเห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง การรักษากำลังใจจงอย่าเครียด ให้ทำไปอย่างสบาย ๆ แต่เพียรคิดพิจารณาตามหลักที่กล่าวมานี้ แล้วจิตจักหลุดจากกิเลสได้โดยง่าย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่