พระธรรม

ในเดือน...ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอน ไว้ดังนี้

          ๖. เรื่องฤกษ์พรหมประสิทธิ์ ความโดยย่อมีอยู่ว่า ตอนที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ หลวงพี่.....เป็นเลขาของท่าน เมื่อหลวงพ่อทิ้งขันธ์ จิตของท่านไปพระนิพพานแล้ว หลวงพี่.....ก็ไปพบฤกษ์พรหมประสิทธิ์ที่หลวงพ่อท่านบันทึกไว้ จึงคัดเอามาแล้วพิมพ์แจกไปทั่ววัด แต่ของทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งคุณและทั้งโทษ หากรู้ไม่จริงก็ใช้มันไม่ถูกเป็นธรรมดา หลวงพ่อฤๅษีท่านจึงมาบอกว่า “ฤกษ์พรหมประสิทธิ์เป็นของดี แต่ต้องไม่ลืมว่า คนที่มาขอฤกษ์มีกรรมไม่เสมอกัน บางคนมีดวงไม่ดี ต่อให้ฤกษ์ดีอย่างไรก็ช่วยให้คนคนนั้นดวงดีไปไม่ได้” “เมื่อคนดวงไม่ดี พยายามทำทุกอย่างตามฤกษ์พรหมประสิทธิ์ทุกครั้ง ทำไปทุกครั้งก็พบกับความพินาศทุกครั้ง

          ๗. เรื่องท่านพระจักขุบาล มีความโดยย่อว่า ท่านทำความเพียรหนักมากจนกระทั่งลูกตาแตกทั้งสองข้าง (ตาบอด) สาเหตุจากกฎของกรรมบังคับให้เป็นไปอย่างนั้น ทำให้เพื่อนผมท่านนึกสงสัยว่า การกระทำของท่านเป็นอัตกิลมถานุโยค (ตึงไป - เครียดเกินไป) หรือเปล่า
               ทรงตรัสว่า “เป็นอัตกิลมถานุโยค ปฏิบัติความเพียรในทางที่ผิดก็จริงอยู่ แต่หนทางที่สุดเป็นทางถูก-เป็นทางชอบ” (ก็นึกสงสัยว่าในเมื่อปฏิบัติตึงไป-เครียดไป ทำไมจึงจบกิจได้) ทรงตรัส “เมื่อท่านพระจักขุบาลเพียรด้วยใจ ท่านรู้ด้วยใจเป็นใหญ่ สำเร็จที่ใจ” (ตามที่หลวงพ่อฤๅษีท่านเทศน์ว่า ธรรม (กรรม) ทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ) “วาระที่ขันธ์ ๕ ต้องพบกับภัยพิบัติ ใจของท่านก็ตัดขันธ์ ๕ ได้ในวาระเดียวกัน เรียกว่า กรรมที่เป็นอกุศล บังคับให้เพียรไปในทางทำลายสุขภาพของร่างกาย แต่กรรมที่เป็นกุศลก็เข้ามาถึงใจ ทำให้บรรลุพระอรหันต์ด้วยใจ” (ก็ยังสงสัยนึกถามต่อไปว่า การกระทำของท่านประกอบผิดหรือถูก)
               ทรงตรัสว่า “ประกอบความเพียรด้วยอกุศลบังคับจิต แต่เพียรไปสู่ความเป็นกุศลในที่สุด” (ก็นึกว่าความสำคัญในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดล้วนมาจบลงในกฎของกรรมทั้งสิ้น)
               ทรงตรัสว่า “เข้าใจอย่างนี้ก็ดีแล้ว จักได้เห็นทุกอย่างตามเป็นจริงมากขึ้น จักได้ไม่ว่าใครชั่ว - ใครเลว - ใครเพียรผิด - ใครเพียรถูก ทุกคนที่ทำความเพียรอยู่ ไม่ว่าดี - ชั่ว - ผิด - ถูก ต่างก็คิดว่าดีแล้วจึงทำ” (ในส่วนลึกของพระธรรม ล้วนแล้วแต่ถูกกฎของกรรมบังคับทั้งสิ้น)

          ๘. เรื่องโลกไม่เที่ยง - ขันธโลกหรือร่างกายไม่เที่ยง - ธาตุ ๔ หรือดิน - น้ำ - ลม - ไฟไม่เที่ยง ทรงตรัสว่า “ปีนี้อากาศหนาวจัด จักต้องระมัดระวังสุขภาพให้มาก พึงให้ความอบอุ่นกับร่างกายให้เพียงพอ เพื่อจักได้ไม่เจ็บไข้ไม่สบาย” “อากาศจักวิบัติต่อไปอีก สิ่งที่ไม่เคยได้เห็นก็จักเห็น สิ่งที่ไม่เคยได้ยินก็จักได้ยิน ทั้งนี้ทั้งนั้นให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม อันไม่สามารถที่จักหลีกเลี่ยงได้”
               “อย่าไปคิดว่าจักพึ่งผู้อื่นได้ตลอดเวลา ตนจักต้องเป็นที่พึ่งของตนเองในที่สุด ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม”
               “ปัจจุบันนี้ในเมื่อรัฐเปิดโอกาสให้ทำบัตรสังคมสงเคราะห์ ได้ ก็พึงควรทำอย่างยิ่ง”
               “ให้พยายามหาความพอดีให้พบ โดยเฉพาะเรื่องงาน ทำงานเกินกำลังของร่างกายเป็นอัตกิลมถานุโยค”

          ๙. เรื่องเวทนาที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะขันธ์ ๕ เป็นเหตุ ช่วงอากาศเย็นจัด จนกลายเป็นความหนาว คนมักจะนอนไม่ค่อยหลับสนิทเพราะความหนาว จัดเป็นทุกขเวทนาของร่างกายเป็นของธรรมดา เพราะยังมีอายตนะสัมผัสทำงานดีอยู่ หรือวิญญาณสัมผัสอันเป็นระบบประสาทรับสัมผัสของตา - ห ู- จมูก - ลิ้น - กาย - ใจทำงานดีอยู่ แต่จิตไปเกาะเวทนาของกายว่าเป็นเราเป็นของเราเข้า จิตเลยทุกข์ตามกาย ทำให้รู้ตนเองว่ายังแย่อยู่มากๆ
               ทรงตรัสว่า “เพิ่งรู้ตัวหรือว่าแย่ เพราะจิตไปเกาะเวทนาของกายว่าเป็นเราเป็นของเราเข้า เลยยิ่งหนาวยิ่งขึ้น ความหนาวเข้าถึงจิต”
               “คุมสติไม่ได้ในครั้งนี้ ในคราวหน้ายังมีโอกาสที่จักประสบกับภัยธรรมชาติอีก ให้ตั้งสติเอาไว้ให้ดีอีกที อย่าเกาะติดเวทนาให้มากจนเกินไป แล้วพยายามคิดพิจารณาให้จิตทรงตัวว่าเวทนาที่เกิดขึ้นได้ ก็เพราะขันธ์ ๕ เป็นเหตุ”
               “จิตจักต้องได้รับการฝึกฝนอีกมาก อันที่จักได้สู้กับทุกขเวทนาได้”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่