พระ ๒ องค์ชอบทำบุญนอกวัดท่าซุง

 

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านเมตตามาสอนหมอในเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. เรื่องปฏิปทาพระอนาคามีนั้น จะต้องย้อนดูอารมณ์พระโสดาบันก่อนเสมอ เพราะการจะขึ้นบันไดไปชั้นบนทุกเที่ยว ไม่เริ่มก้าวตั้งแต่ขั้นที่ ๑ - ๒ - ๓ จะก้าวกระโดดไปถึงขั้นที่ ๔ - ๕ เลยนั้น ย่อมไม่ได้ การปฏิบัติธรรม ละสังโยชน์ก็จะต้องก้าวขึ้นก้าวลงไปตามลำดับสังโยชน์ตามปกติ เพื่อเป็นกำลังมั่นคงของอารมณ์จิตก่อนทุกครั้ง

          ๒. เรื่องจริงของพระ ๒ องค์ที่ชอบทำบุญนอกวัดนั้น มันเป็นมานานแล้ว ตามปกติของเขา ตอนที่อาตมาอยู่ก็เป็นมาแล้วแต่ไม่ถี่ เวลานั้นจะออกนอกวัดทีก็เกรงใจ ต้องมาขออนุญาตอาตมาก่อน เวลานี้สะดวกก็เลยถี่หน่อย นี่มันเป็นของธรรมดาช่างเขาเถอะ (ที่นึกถามหลวงพ่อท่านก็เพราะนึกเสียดายเงินที่ถูกดึงออกไปนอกวัด แทนที่จะอยู่ในวัดท่าซุง มันเพราะอะไรกันแน่)

          ๓. ในเรื่องนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะฆราวาสบางราย ที่คิดว่าวัดท่าซุงรวย พระในวัดของเราเองนี่แหละก็คิดว่าวัดท่าซุงรวยเหมือนกัน จึงเที่ยวชักชวนคนที่มีฐานะออกทำบุญไปเผื่อวัดอื่น

          ๔. พวกนี้เขาลืมคิดไปว่า ค่าใช้จ่ายของวัด ไม่ต้องอะไรมาก แค่ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนหนึ่ง ๆ ตกเท่าไหร่เขาก็ไม่รู้ หรือบางคนรู้แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ ไม่สนใจก็มี นี่เป็นปกติธรรมของเขา จงอย่าเอามาคิดให้ปวดหัวเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะจะทำ จิตตนเองให้เศร้าหมอง เหตุการณ์ทั้งหลายมันเป็นกฎของกรรม (ผมขออนุญาตเพิ่มเติมอีกจุดหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง ตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น วัดสร้างอะไรไว้ในที่สุดมันก็ต้องเสื่อมทรุดโทรมและพังได้ ท่านเจ้าอาวาสท่านรู้ก็กันไว้ดีกว่าแก้ คือ ต้องคอยซ่อมแซมบูรณะไว้ไม่ให้มันเสื่อมเร็วกว่าปกติ สิ่งใดเสื่อมจนซ่อมก็ไม่คุ้ม ก็ต้องรื้อออกแล้วจัดสร้างใหม่ หากไม่มีเงินแล้วจะทำได้ไหม หากคิดถึงจุดนี้แล้วทุกคนก็คงจะฉลาดขึ้น อีกจุดหนึ่งเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่มากของวัด ก็คือค่าใช้จ่ายของโรงเรียนพระสุธรรมยาน มีใครคิดกันบ้างหรือเปล่า ขอให้ทุกท่านมีสติกำหนดรู้เรื่องของวัดท่าซุงด้วย อย่าอาศัยวัดอยู่โดยขาดปัญญา ไม่เห็นปัญหาของวัดตามความจริง จุดนี้หากไม่มีสติกำหนดรู้ก็รู้ไม่ได้ เช่นเดียวกับ ทุกขสัจ ใครไม่กำหนดก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์)

 

นึกว่าดีเมื่อไหร่จักถูกลองดีเมื่อนั้น

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ติดรูปให้แก้ที่รูป ติดนามให้แก้ที่นาม ติดกามสัญญา ให้แก้ที่กามสัญญานี่เป็นอริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ตถาคตตรัสเหตุ และตรัสหนทางดับเหตุแห่งธรรมนั้น (ต้นเหตุเกิดจากบุคคลท่านหนึ่งคิดหลงตนเองว่าตนดีแล้ว ท่านคุยว่า ท่านสามารถจับภาพพระและภาพอสุภะ ได้ในเวลาเดียวกัน เวลาศัตรูส่งภาพนิมิตเข้ามาในจิต ท่านก็สามารถทำลายภาพศัตรูนั้นๆ ได้ด้วย อสุภะนิมิต เพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมของท่านก็เตือนว่า จงอย่าคิดว่าตนดีแล้วเป็นอันขาด จะเป็นการประมาทเกินไป ประเดี๋ยวโดยท่านผู้มีฤทธิ์เหนือกว่าเราทดลองเอา เช่น เทวดา เป็นต้น)

          ๒. ทรงตรัสว่า ถูกต้องแล้วเจ้า ตราบใดที่จิตยังไม่อยู่เหนือสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจิตของเรา ย่อมมีความสามารถยัดเหยียดความพ่ายแพ้แก่อารมณ์เราได้ นึกว่าเราแน่เมื่อไหร่จักถูกลองดีเมื่อนั้น

          ๓. นี่เป็นเรื่องจริง หากยังไม่มีความดีหมดจดก็จักถูกทดสอบให้พังได้เมื่อนั้น แต่เมื่อถูกทดสอบแล้วหากบุคคลผู้นั้นมีสติตั้งมั่น พิจารณาหาทางแก้ไขตามอริยสัจก็จักแก้ไขกรรมนั้นได้

          ๔. กรรมบางอย่างแก้ไขได้ แต่กรรมบางอย่างก็แก้ไขไม่ได้ อย่างกรรมปาณาติบาตในอดีตชาติ ที่ส่งผลให้ได้รับในปัจจุบัน ร่างกายมีความเกิดเป็นเบื้องต้น แล้วก็แก่ เจ็บ ตาย ไปในที่สุด กรรมอย่างนี้แก้ไม่ได้

          ๕. กรรมที่เกิดกับร่างกายนั้นแก้ไม่ได้ หรือได้ก็น้อยเต็มที แต่กรรมที่เกิดแก่จิตคืออารมณ์แก้ได้ ถ้ามีศีล สมาธิ ปัญญา พิจารณาตามจริตหรือธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้น ก็จักแก้ได้ตลอดเวลา

          ๖. คำว่าแก้ได้น้อยเต็มที ของกรรมอันเกิดแก่ร่างกาย คือ แค่ช่วยบรรเทาทุกข์หนักให้เป็นทุกข์น้อยในชั่วขณะหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ธรรมารมณ์หรือกรรมอันเกิดขึ้นแก่จิต ถ้าแก้ให้ถูกวิธี ก็แก้ได้ตามกำลังตัดสังโยชน์นั้น

 

โลกียชน ทำงานเพื่อโลกนี้กันเป็นส่วนใหญ่

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. โลกียชน ทำงานเพื่อโลกนี้กันเป็นส่วนใหญ่ lเขาไม่คิดถึงโลกหน้าเสียด้วยซ้ำไป ประมาททั้งเวลา ประมาททั้งความตาย ทำงานเพื่อให้ร่างกายอันพึงคิดว่าเป็นเรา อยู่สุขสบายมีกิน มีใช้ในชาติปัจจุบันเท่านั้นเป็นพอ ใครจักว่าอย่างไรก็ช่าง เขาตักตวงเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ที่ไหนได้เงินดีเขาย่อมไปที่นั้นก่อน นั้นเป็นธรรมดา

          ๒. สำหรับคนทำบุญเพื่อโลกหน้า คือ บุคคลที่ปรารถนาในการเกิดอยู่ ทำบุญหวังผลตอบแทน ส่วนใหญ่ไปเป็นพรหม เทวดา นางฟ้า ตามกำลังของบุญก็จริงอยู่ แต่ผู้อธิษฐานทุกรายมิได้อธิษฐานอย่างนั้น โดยมากขอให้กลับมาเกิดใหม่ หวังร่ำรวย หวังรูปสวยเป็นสำคัญ

          ๓. ในกรณีที่ทำบุญทำทาน ก็จักมีทรัพย์ร่ำรวยได้ หากบุคคลผู้อธิษฐานรักษาศีลด้วยก็จักมีรูปสวย แต่คำว่า รวยก็ดี รูปสวยก็ดี คำว่าทรงตัวในสภาวะนั้น จริง ๆ ไม่มี รวยแค่ไหน ในที่สุดเมื่อร่างกายถึงกาลแตกดับ ความพลัดพรากจากทรัพย์ก็ปรากฏ สวยแค่ไหนความเสื่อม ความตายก็ปรากฏแก่รูป ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง

          ๔. โลกุตรธรรมเท่านั้นที่เที่ยง แต่คนที่รักษาศีล จนศีลรักษาคนนั้นมีน้อย นี่ระดับหนึ่ง อีกระดับหนึ่ง คนรักษาสมาธิมีมาก แต่ทำจนสมาธิรักษาคนนั้นมีน้อย สำนักปฏิบัติไหนๆ ต่างก็มีการนั่งสมาธิกัน แต่ก็ได้เท่าแต่ที่นั่ง ลุกแล้วลืมเลยก็มีมาก ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง จึงมีน้อย เพราะเหตุคนไม่เข้าใจสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการดีพอ จึงเป็นเรื่องยากที่จักได้บรรลุมรรคผล

          ๕. เพราะฉะนั้น การพูดทุกครั้งของคุณหมอก็ดี ของเจ้าก็ดี อย่าลืมสรุปสังโยชน์ ๓ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนฟังได้นำไปปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า ไว้ด้วย จุดนี้สำคัญมาก อย่าลืม

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่