พระธรรม

ในเดือน...ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๔. การรักษาอารมณ์ใจให้มั่นคงต่อพระนิพพานนั้น จักต้องมีความเด็ดเดี่ยวของจิตใจ โดยไม่หวั่นไหวต่อทุกขเวทนาของร่างกายที่เข้ามารบกวน เจ้าคงจำได้ที่หลวงปู่วัยเคยพูดว่า ก็ให้มันตายลงเสียก่อน จิตก็จักมั่นคงอยู่อย่างนี้ คือ ไม่ยอมคลาดเคลื่อนจากพระนิพพาน ท่านจักพูดว่านับร้อย-นับพัน ก็จักขึ้นเป็นหนึ่งอยู่เสมอ ดูสภาพที่ท่านได้รับทุกขเวทนาจากร่างกาย ในขณะที่ใกล้จักมรณภาพ พวกเจ้าจักเห็นความอดทนต่อสู้กับเวทนา โดยไม่มีความหวาดหวั่นในสายตาของท่านเลย เพราะท่านรู้ดีว่าที่สุดของสังขาร หรือร่างกายก็เป็นเช่นนี้ อย่าไปคิดว่าเกินวิสัยจักไปพระนิพพาน และอย่าไปคิดว่าถ้าไปไม่ถึงจักไปต่อที่พรหม-เทวดา ให้มั่นใจตั้งใจไปพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้ารออยู่ ท่านฤๅษีก็รออยู่ อย่าไปกลัวทุกขเวทนา ให้ปล่อยวาง อย่าไปเกาะติด ทำจิตให้ยอมรับนับถือตามความเป็นจริง ในเมื่อยังไม่ตาย ยังมีขันธ์ ๕ อยู่อย่างนี้ ก็ย่อมมีเวทนาเป็นของธรรมดา และจงอย่ายึดถือว่าเวทนานี้เป็นของเรา ให้กำหนดเอาปัญญาขึ้นมาพิจารณา และพึงฟังเทปที่หลวงพ่อชาท่านสอนเรื่องการวางเวทนาของร่างกาย จักมีประโยชน์อย่างยิ่ง

          ๑๕. ร่างกายไม่ดี จงอย่ามีความประมาทในชีวิต ยิ่งเวทนามาก็ยิ่งพึงที่จักปล่อยวางให้มาก อย่าไปยึดถือเอามาเป็นสาระ เพียรวางเวทนาให้มาก พร้อมที่จักไปพระนิพพานอยู่เสมอ ๆ กิจภายนอกทำได้ก็ให้ทำไป แต่กิจภายในต้องทำเอาไว้เสมอ ไม่มีใครช่วยเจ้าได้ นอกจากตัวของเจ้าเอง

          ๑๖. ร่างกายเกิดร่างกายดับนั้น มองได้ไม่ยาก เพราะใช้ปัญญานิดเดียวในเวลาตัดเล็บ-ตัดผม สิ่งเหล่านี้ก็เกิด-ดับให้เห็นอยู่เป็นประจำ ผมที่ร่วง ๆ ไปก็เช่นกัน เกิดแล้วก็ดับไป แต่ความรู้สึกหรืออารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นของเห็นได้ยาก ถ้าหากขาดสติไม่คอยกำหนดดูโทสะ-โมหะ-ราคะเกิด ก็ปล่อยให้คาใจอยู่อย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น จิตไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง ไปยึด-ไปเกาะไปเก็บเอาธรรมเหล่านั้นมาจดจำ มาปรุงแต่งให้เป็นโทษแก่จิตอยู่เรื่อย ๆ ไป สร้างความขัดข้อง-วุ่นวาย-ขุ่นเคืองอยู่ในจิต เพราะคามไม่ยอมปล่อยวางตามกฏธรรมดา ให้ระลึกนึกถึงธรรมเหล่านั้นไว้ให้ดี จิตตนเองถ้าไม่แก้ไข ก็ไม่มีใครจักช่วยแก้ไขให้ได้

          ๑๗. อย่าไปกังวลใจเรื่องอนาคต แล้วอย่าไปคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ให้รักษาอารมณ์ใจอยู่ในธรรมปัจจุบันเป็นสำคัญ อะไรไม่ดีให้พยายามตัดออกไปเสียจากใจ ไม่มีใครจบกิจได้โดยไม่ใช้ความเพียร ทุกคนที่จบกิจต้องใช้กำลังใจที่ตั้งมั่นแน่วแน่ มิใช่จักอยู่ไปอย่างนั่งดูภายในอารมณ์ที่มีกิเลสไปวัน ๆ สิ่งใดเมื่อรู้ว่าไม่ดี ก็ยิ่งตั้งใจตัดกิเลสตัวนั้นให้หมดสิ้นไป เรื่องกามคุณ ๕ เป็นของเลวทั้งหมดให้พิจารณาตามความเป็นจริงแล้วจักละได้ เพราะโทษของกามคุณ ๕ ได้ปรากฏชัดเจน-จิตหน่าย-จิตเห็นทุกข์-จิตเห็นโทษจึงละได้

          ๑๘. ทำอะไรให้ใจเย็น ๆ พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อนแล้วจึงทำ อย่าทำอะไรวู่วาม ฮวบฮาบตามใจตนเองเป็นสำคัญ จักเป็นทาสของกิเลสได้โดยง่าย การตรึกตรองเสียก่อนเป็นของดี จุดนี้จักต้องฝึกฝนตนเองเอาไว้เสมอ ความสำรวมรอบคอบเป็นของฝึกฝนกันได้ แต่ต้องอาศัยสติ-สัมปชัญญะเป็นสำคัญ ความเผอเรอหรือวู่วามก็จักน้อยลง ความรอบคอบก็จักมีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งชินเป็นนิสัย ทำใจเย็น ๆ อย่าเร่งรีบ การทำกรรมฐานทุกอย่างต้องอาศัยความใจเย็น และความตั้งใจจริง ทำอย่างไม่ท้อถอย สักวันหนึ่งก็จักเห็นผลจริง

          ๑๙. อย่าสนใจว่าใครตายแล้วจักไปไหน ให้ปล่อยวางความคิดขัดข้องเสีย ความสงสัยไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น การวางให้พิจารณาเข้าสู่ไตรลักษณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป อย่าไปตามรู้ทุกอย่างที่ปรากฏแก่โลก ให้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏแก่ใจ เป็นการรู้เห็นอำนาจของกิเลส อันเป็นความทะยานอยากที่ปรากฏแก่ใจ รู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แทน รู้แก้อำนาจของกิเลสแห่งตนนั่นแหละดีที่สุด

          ๒๐. อย่าสนใจจริยาของผู้อื่น ไม่สนใจแม้กระทั่งว่าจักปฏิบัติธรรมอย่างไร ไปถึงไหนก็ช่าง และไม่ควรปรารภจริยาของเขาให้ใครฟังด้วย เพราะจักทำให้คนฟังเข้าใจว่า หรือรู้สึกว่าตัวเจ้าเองเป็นคนดี กล่าวคือ แม้พูดตามความเป็นจริงก็เหมือนกัน ฟังดูว่าเหมือนเหยียดหยามการปฏิบัติธรรมของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็ฟังดูเหมือนกับยกตนข่มท่านอยู่ดี จงอย่าพูดถึงการปฏิบัติของใคร มองดู-รู้อยู่ก็จงเฉย ๆ อย่าสนใจ อย่าเก็บจริยาของใครมาไว้ในใจ วางเสียให้หมดนั่นแหละจึงดี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่