พระธรรม

ในเดือน...ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอน ไว้ดังนี้

          ๑. การทำงานอย่าคิดว่า แม้เหนื่อยก็ต้องทน เพื่อนผมท่านทำงานซ่อมโบสถ์และวิหารเก่าของวัดท่าซุง แล้วคิดบ่นในใจว่า แม้เหนื่อยก็ต้องทน พระท่านทรงตรัสสอนว่า อย่าใช้คำว่าต้องทน เพราะนั่นหมายถึงทุกข์เข้ามาทับถมจิตใจแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความหนักใจ การทำงานก็ดี การคุมงานก็ดี ต้องทำด้วยความสบายใจ เพราะงานทุกชนิดในโลกเป็นไตรลักษณ์ ทำแล้วก็ต้องกลับมาทำอีก จึงไม่มีใครทำงานทางโลกได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ - ถาวรได้ คิดให้เป็น คิดให้ถูก มิฉะนั้นทำงานแล้วจักขาดทุน ให้ทำด้วยความสบายใจ พยายามหาตัวธรรมดาให้พบ ทำใจให้สบาย งานทำได้แค่ไหนก็พึงพอใจแค่นั้น อย่าดิ้นรนให้มากไป

          ๒. ทำงานด้วยความเครียด เท่ากับทำร้ายตนเอง เป็นการขาดเมตตา - กรุณาจิตของตนเองและผู้อื่น หมายถึงร่างกายที่จิตเรามาอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ด้วย หากหวังจักพ้นทุกข์ต้องไม่ลืมบารมี ๑๐ วิริยะ - ขันติ - สัจจะ โดยมีปัญญาคุม ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว (อธิษฐาน) เมตตาต้องไม่เบียดเบียนจิตใจตนเองก่อนอื่น ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือร่างกายเป็นอันดับสอง และต้องไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นอันดับสาม หากขัดต่อหลัก ๓ ประการนี้ ก็นับว่าเจ้ายังไม่เข้าใจคำว่าเมตตาในพรหมวิหาร ๔ อย่าลืม วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเจ้าได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเจ้าเอง ทำร้ายจิตของเจ้าเอง ส่วนอุเบกขาบารมีนั้นหมายถึงอะไรจักเกิดขึ้นกับร่างกาย ก็ช่างเรื่องของร่างกายมัน ผู้ที่ทำอารมณ์นี้ได้ทรงตัวก็คือพระอรหันต์เท่านั้น ซึ่งท่านสามารถแยกกายกับจิตออกจากกันได้ตลอดเวลา เป็นอารมณ์ช่างมัน หรือสังขารุเบกขาญาณ พวกเจ้ายังไม่ถึง แต่ก็จำเป็นต้องรู้ไว้เป็นสัญญาก่อน อย่าละความเพียรเสียอย่างเดียว ทุกอย่างสำเร็จแน่

          ๓. เรื่องขันธ์ ๕ ไม่เชื่อฟังเรา เรื่องโดยย่อมีดังนี้ สมมุติสงฆ์องค์หนึ่งมาที่วัดท่าซุง แล้วขอเข้าอบไอน้ำผสมสมุนไพร ในกระโจมที่ทำไว้เพื่ออบไอน้ำโดยเฉพาะ เมื่ออบเสร็จออกจากกระโจม ท่านพระ..... ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านตอบว่า ขันธ์ ๕ ไม่เชื่อฟังเรา ธรรมประโยคนี้พิจารณาได้ทั้งทางบวกและทางลบ อยู่ที่เจตนาของผู้พูด

          ทางบวก คือท่านได้ปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน ๔ เรื่องกาย-เวทนา-จิตและธรรม เกิด - ดับๆ อยู่ตลอดเวลา ตัวท่านจริง ๆ คือจิตที่ไปรู้เรื่องธรรมทั้ง ๔ ตัวนี้ว่ามันไม่เที่ยง เกิด - ดับๆ อยู่เป็นสันตติภายนอก (กายกับเวทนาของกาย) กับสันตติภายใน (อารมณ์ของจิตและธรรมะที่จิตสัมผัสรู้) ธรรมทั้ง ๔ นี้ไม่เที่ยง ยึดถือไม่ได้ มันไม่ใช่เรา แล้วจบลงที่ตัวธรรมดา จิตยอมรับกฎของธรรมดานั้นด้วยความจริงใจตลอดเวลา

         ทางลบ คือจิตของท่านมีอารมณ์ปฏิฆะไม่พอใจในขันธ์ ๕ หรือร่างกายของท่านที่ไม่สามารถจะควบคุม - บังคับ - ฝืนให้มันอยู่ตัวคงที่หรือเป็นไปตามความปรารถนาของท่านได้ เช่น บางคนป่วยแล้วเกิดอารมณ์ไม่พอใจในขันธ์ ๕ อยากให้มันตายๆ ไปเสียเลย โดยสาปแช่งขันธ์ ๕ เสียยกใหญ่ บางรายก็สูบบุหรี่จัด เพื่อให้ร่างกายเกิดโรคร้ายจะได้ตายเร็วๆ รายที่ ๒ นี้ได้มาพบท่านพระ..... แล้วเล่าปัญหาของตนเองให้ท่านฟัง ท่านก็ถามว่า “โยม ฆ่าคนตายนี่บาปไหม?” ผู้เล่าก็อึ้งไป

          ๔. ทำงานโดยมีการรับผิดชอบในหน้าที่ ต่างกับทำงานแล้วห่วงงานอย่างไร เรื่องนี้หลวงพ่อฤๅษีท่านมาสอนว่า “ห่วงแปลว่าผูกพัน เหมือนห่วงคล้องคอเอาไว้ ตามที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันตรัสเรียกพระราหุล ในสมัยที่คลอดออกจากครรภ์พระมารดาว่า ราหุล หรือราหุลัง แปลว่าห่วง ส่วนทำตามหน้าที่ คือ ดูแลรับผิดชอบในงานที่ทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” ราหุลหรือห่วง แปลว่าผูกเข้าไว้ จิตใจก็คอยกังวลอยู่ ต่างกับการทำงานตามหน้าที่ ไม่มีห่วง จิตใจก็ไม่เป็นทุกข์ มีแต่ทำตามความเหมาะสม ตามสมควรเท่านั้น เมื่อดูแลร่างกายตามความเป็นจริงแล้ว ให้ดูอารมณ์ตามความเป็นจริงด้วย จะได้ช่วยให้สภาพจิตใจใสสะอาดขึ้น ถ้าหากมีการยอมรับกฎของธรรมดา

          ๕. แม้งานจะยุ่งแค่ไหน ก็ต้องประคองจิตใจอย่าให้เศร้าหมอง ทรงตรัสสอนว่า
- การทำงาน อย่าหวังผลให้มากจนเกินไป หวังผลไว้มากก็ทุกข์มากหากไม่สมหวัง ทุกอย่างต้องเดินสายกลาง โลกนี้มีความปรารถนาไม่สมหวังอยู่เป็นธรรมดา
- คนเรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ บางคนมีจิตละเอียด บางคนมีจิตหยาบ ซึ่งล้วนแล้วมาแต่กรรม หรือการกระทำอันเป็นเครื่องส่งผลมาแล้วแต่อดีต
- บางคนจุติมาจากพรหม - จากสวรรค์ - จากมนุษย์ - จากสัตว์เดรัจฉาน ความหยาบ ความละเอียดของจิตย่อมสะท้อนออกมาเป็นการกระทำทางกาย - วาจา - ใจ ความจริงมันก็เป็นเช่นนี้ จงทำใจให้ยอมรับว่าเป็นธรรมดา
- บางครั้งงานที่ทำอาจเสียหายก็จริงอยู่ แต่สภาวะจิตที่เสียหายนั้น เกิดความหายนะมากกว่า ให้รู้โทษถึงจุดนี้ด้วย แล้วเอาบทเรียนของเหตุการณ์เหล่านี้มาเป็นครูสอนใจ สอนเรื่องเป็นธรรมดา ให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา อย่าคิดว่าผิดธรรมดา
- งานผิดพลาดก็แก้ไขเท่าที่จักแก้ไขได้ แต่สภาวะจิตที่ผิดพลาดไป พึงหาทางแก้ไขให้ได้ด้วย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่