พระธรรม

ในเดือน...ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การรักษากำลังใจในการปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จุดนี้ต้องหมั่นตรวจสอบในบารมี ๑๐ ให้ครบทั้ง ๓๐ ทัศ คือ ทั้งในศีล-ในสมาธิ-ในปัญญาต้องให้ครบ จึงจักมีผลสมบูรณ์ โดยมองลึกลงไปว่าเวลานี้จิตสามารถทรงกำลังใจอยู่ในบารมี ๑๐ ทัศครบถ้วนในคราวเดียวกันหรือไม่ มีอันใดบกพร่องบ้าง ทำกำลังใจในส่วนที่บกพร่องนั้นให้เต็มอยู่เสมอ อย่าไปท้อแท้กับขันธ์ ๕ มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง การปฏิบัติเป็นเรื่องของกำลังใจโดยเฉพาะ ให้เข้าใจตามนี้

          ๒. ทำอะไรอย่ามัวกลัวช้า การปฏิบัติแม้ต้องการความเพียรก็จริงอยู่ แต่ตัวเพียรนั้นก็มิใช่การเร่งรีบในความใจร้อน หากแต่ต้องการความใจเย็น ความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ กล่าวคือมีสติไม่หลงลืมความมุ่งมั่นในการละกิเลสเท่านั้น ส่วนใหญ่ไปเร่งรีบ ไปตั้งความหวังในความเป็นพระอริยเจ้ามากเกินไป พอทำไม่ได้ก็เลยทุกข์ เบื่อหน่ายในการปฏิบัตินี่เป็นการวางจิตไม่ถูก พึงตั้งใจทำให้สม่ำเสมอกัน-อย่าหน่าย-อย่าเบื่อ-อย่าใจร้อน เห็นธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วรักษากำลังใจ แก้ไขข้อบกพร่องอยู่เสมอ ๆ ก็จักได้มรรคผลตามที่ตั้งใจไว้เอง

          ๓. การเสี่ยงอันตรายไม่ควรมีในการดำรงชีวิต เพราะนั่นเป็นความประมาทที่นำไปสู่ความตาย ดังนั้นจักทำอะไรให้คำนึงถึงความปลอดภัยให้มาก ๆ อนึ่งให้ดูอารมณ์เสียดายให้มาก ๆ เพราะนั่นเป็นอารมณ์ของความโลภ จงละอารมณ์เสียดายด้วยเหตุ ด้วยผล เห็นคุณเห็นโทษของอารมณ์ จุดนี้จักต้องย่ำเท้าพิจารณาไป-พิจารณามา แล้วจึงจักละได้ ทุกอย่างจักต้องใช้ปัญญาเข้ามาควบคุมผลของการปฏิบัติจึงจักเห็นผลอย่างสมบูรณ์

          ๔. จงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น การรับทราบจริยาของผู้อื่นเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอายตนะของเจ้านั้นไม่ได้เสีย-ไม่ได้เสื่อมสภาพ รวมทั้งการทำงานของขันธ์ ๕ คือ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณก็ไม่เสีย การเห็น-การจำ-การคิด-การรู้ก็ย่อมเป็นไปตามปกติ แต่ใจหรือจิตจงระงับ อย่าไปมีอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจ โดยเห็นปกติธรรมของเขาเป็นเช่นนั้นอยู่เป็นปกติ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ก็มีปกติธรรมอยู่อย่างนั้น นี่ก็เป็นการมองเห็นธรรมดาตามความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจักช่วยให้จิตเป็นสังขารุเบกขาญาณได้เร็วขึ้น

          ๕. ให้เห็นอารมณ์เลวของตนเองอยู่เสมอ นั่นแหละเป็นของดี และตราบเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็จงอย่าคิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด เพราะนั่นจักทำให้เกิดการหลงผิดทะนงตนเป็นการใหญ่ จงเห็นตามความเป็นจริง โดยเอาสังโยชน์เป็นเครื่องวัดอารมณ์กิเลสเอาไว้ จักได้มั่นใจในความเลวที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่พูดเช่นนี้มิใช่เป็นการตำหนิ แต่การพูดนี้เป็นการให้รู้ผลของการปฏิบัติ รวมความว่า จงมองเลวของตนเอง แล้วแก้ไขเลวตรงนั้นที่ใจของตนเอง อย่าไปมองเลวของบุคคลอื่น แล้วไม่ต้องไปแก้ไขความเลวของบุคคลอื่น ให้เห็นปกติธรรมนั้น ๆ อยู่เสมอ จิตก็จักวางเรื่องของคนอื่นไปได้ เอาแต่ปฏิบัติในจิตของตนเอง นี่แหละเป็นทางสายเอก เป็นทางของบุคคลผู้เดียว เข้าใจหรือไม่

          ๖. ดูร่างกายให้เห็นเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมองสาเหตุที่ทำให้มีร่างกายนี้ขึ้นมา ก็ต้องโทษจิตใจเป็นสำคัญ อย่าไปโทษการมีร่างกายแต่อย่างเดียวก็ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะจิตใจเป็นสำคัญ อย่าไปมองข้ามสาเหตุใหญ่ แล้วให้แก้ไขจิตใจเท่านั้น อย่าไปแก้ไขอย่างอื่น อย่าไปเอาเรื่องบุคคลอื่นเข้ามา ให้เห็นธรรมดาของคนอื่นให้มากๆ

          ๗. อย่าสนใจกับการตายของบุคคลอื่น ๆ ว่าตายแล้วไปไหน ให้สนใจกับความผ่องใสของจิตของตนเอง คนอื่นตายแล้วไปไหน ไม่สำคัญเท่ากับตนเองตายแล้วจักไปไหนเท่านั้น กรณีอื่นใดให้สนใจให้น้อย สนใจจิตตนเองให้มาก อย่าดูในขณะที่ไม่ถูกกระทบ ให้ดูตรงที่จิตถูกกระทบนั่นแหละถูกต้องแล้ว

          ๘. จงอย่ามีความประมาทในชีวิต ร่างกายยิ่งมีโรคเบียดเบียนมากเท่าไหร่ ให้คำนึงถึงความตายให้มาก แล้วการไปสนใจเรื่องภายนอกทั้งหมด ให้ระงับลงด้วยมรณานุสสติกรรมฐาน พิจารณาว่ามัวแต่วุ่นวายเรื่องภายนอกเหล่านั้นตายแล้วจักไปไหน แล้วการสนใจเรื่องเหล่านั้นทำให้จิตเยือกเย็นหรือเร่าร้อน เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ในเมื่อเป็นทุกข์ควรเกาะหรือควรวาง พิจารณาไป ๆ แล้วให้ใคร่ครวญถามจิตของตนเอง จิตก็จักค่อย ๆ ละวางไปได้ ให้ทำตามนี้นะ

          ๙. การสังเกตร่างกาย เมื่อเห็นความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งบางวันก็เสื่อมมาก บางวันก็เสื่อมน้อย ก็จงอย่ากังวล ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ให้พิจารณาว่าเป็นการเสื่อมของธาตุ ๔ ไม่เที่ยง ย่อมมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา การยอมรับนับถือความจริงของร่างกาย ย่อมทำให้จิตมีความสงบเยือกเย็น มีความไม่ประมาทในชีวิต

          ๑๐. การรักษาอารมณ์ใจ อย่าให้ไหลขึ้น-ไหลลง ก็ต้องมองธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่มีหนทางอื่นที่จักแก้ไขอารมณ์อย่างนี้ได้ มีแต่ตัวปัญญามองตามความเป็นจริงเท่านั้นก็จักแก้ไขได้ อย่าใจร้อน-อย่าวู่วาม ให้ถามตนเองว่าร้อนทำไม-หวั่นไหวทำไม ทำใจให้เกิดปัญญาก็ต้องเอาความจริงขึ้นมาหักล้างกิเลส โลกนี้ทั้งโลกมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น อย่าไปฝืนโลก-อย่าไปฝืนธรรม แล้วจิตใจก็จักดีขึ้นตามลำดับ

          ๑๑. ทุกอย่างเป็นจริงที่ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น การคิดไป-ว่าไปขึ้นมาเฉย ๆ นั้น ยังไม่ใช่ของจริง จักต้องเป็นที่ร่างกายประสบอยู่นี่ซิ (ประสบอยู่ในธรรมปัจจุบัน) อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นอยู่กับร่างกาย เช่น เวทนาต่าง ๆ นี่ซิเป็นของจริงและเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่นี้ ธรรมเหล่านี้ก็จักเข้ามาให้ได้รับสัมผัสอยู่เสมอ อย่างที่ไม่ต้องคิดไม่ต้องปรุงแต่งล่วงหน้า สักแต่ว่าทำจิตให้ยอมรับธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นี่แหละจิตเป็นของจริง และถูกต้องในหลักของการปฏิบัติ

          ๑๒. การพิจารณาร่างกายทุกครั้ง ให้พิจารณาจิตใจควบคู่ไปด้วย หรือแม้กระทั่งพิจารณาจิตใจ ก็ให้พิจารณาร่างกายควบคู่กันไปด้วย จักได้เห็นความเกาะติดร่างกาย หรือขันธ์ ๕ มากขึ้นขนาดไหน ไม่ดูก็ไม่เห็น ถ้าดูแล้วเห็นก็มีหนทางแก้ไขจิตใจ ถ้าไม่เห็นก็ยากที่จักแก้ไข ลองพิจารณาและสังเกตให้ดี ๆ จักเห็นอารมณ์จิตที่เลว คือ เกาะติดร่างกายอยู่มาก ลองพิจารณาและสังเกตให้ดี ๆ วันนี้ให้งานเจ้าอย่างนี้ และเป็นงานที่จักต้องทำตลอดชีวิต เจ้าจักต้อทำให้ได้ด้วย จึงจักถึงพระนิพพานได้

          ๑๓. ตัวสติ-สัมปชัญญะฝึกได้ต้องอาศัยรู้ลมหายใจเข้า-ออก และการฝึกไม่มีคำว่าสายเกินไป ถ้าหากชีวิตของร่างกายนี้อันทรงอยู่ การฝึกสติ-สัมปชัญญะนี้มีประโยชน์มาก จักทำจิตให้ระลึกนึกได้อยู่เสมอว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ความตายจักเข้ามาถึงร่างกายนี้แน่นอน ความประมาทก็จักค่อย ๆ น้อยลงไปตามลำดับ การเจริญสติมิใช่กลัวตาย หากแต่เจริญเพื่อให้ยอมรับความตาย ยอมรับร่างกายตามความเป็นจริง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่