พระธรรม

ในเดือน...พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอน ไว้ดังนี้

          ๑๘. รู้แจ้งชัดในขันธ์ ๕ อย่างเดียว ก็รู้แจ้งชัดธรรมดาของโลกทั้งหมด ทรงตรัสสอนเพื่อนผมว่า ปลวกกินไม้แปที่กองไว้ข้างวิหารจนผุไปหมด แล้วยังกินกล่องเก็บของในวิหารไป ๓ กล่อง จึงรู้สึกหนักใจ ทรงตรัสว่า “แม้แต่ร่างกายเจ้าเองก็เป็นเช่นนี้ ทุกสิ่งในโลกเป็นเช่นนี้หมด มันเป็นเรื่องเดียวกัน เจ้าทำงานสงฆ์ รักษาของสงฆ์อย่างดีที่สุด แต่ในที่สุดปลวกก็มากินของสงฆ์ ทำลายของสงฆ์ให้พินาศไป ร่างกายของเจ้าก็เช่นกัน ทุกวันนี้เจ้าก็บริหารร่างกายดุจเดียวกับการบริหารงานสงฆ์ รักษาร่างกายเช่นเดียวกับอนุรักษ์โบสถ์ วิหารเก่า ขึ้นชื่อว่าของเก่าก็หมายถึงความแก่ อันไม่ต่างกับร่างกายเก่าหรือแก่ ย่อมมีทรุดโทรมเสื่อมลงไปทุกเมื่อ แล้วในที่สุดร่างกายนี้ก็ต้องตายอนัตตาไปเช่นเดียวกันกับโบสถ์ - วิหารเก่า หรือวัตถุใดๆ ก็อยู่ในสภาพเช่นเดียวกัน การจักวางอารมณ์จิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ก็จักต้องใช้ปัญญาใคร่ครวญว่าธรรมดาของมันก็เป็นเช่นนี้แหละ รู้แจ้งชัดในขันธ์ ๕ อย่างเดียว ก็รู้แจ้งชัดธรรมดาของโลกทั้งหมด โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ จงปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เสีย อย่ายึดถืออะไรในโลกทั้งหมด แล้วจิตจักเป็นสุข ไม่เดือดร้อนไปตามกฎของกรรมทั้งหมด ปรับปรุงกระแสจิตเอาไว้ให้ดี อย่าทำจิตให้เศร้าหมอง

          ๑๙. การทำบุญโดยไม่มีความทะยานอยาก (ไม่มีตัณหา ๓) กับการทำบุญโดยมีความทะยานอยาก (มีตัณหา ๓) เรื่องนี้หลวงพ่อฤๅษีท่านมาสอนว่า การทำบุญกับผู้ที่หมดความทะยานอยากหรือหมดตัณหาแล้ว (หมดสมุทัย) ย่อมได้บุญสูงมากกว่าการทำบุญกับผู้ที่ยังมีความทะยานอยาก หรือยังไม่หมดตัณหาเป็นธรรมดา ดังนั้น การซ่อม-สร้างหรือทำบุญสร้างวิหารทาน หากยังหวังผลตอบแทน ก็ยังไม่หมดตัณหา แต่ทำแล้วปล่อยวางจิตพ้นจากโลกทั้งสาม คือมนุษยโลก - เทวโลก และพรหมโลก ทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียวจึงได้บุญสูงสุด เพื่อนผมฟังแล้วก็เข้าใจในปฏิปทาของหลวงพ่อที่ท่านสร้างวัดใหญ่โตมโหฬารเพราะอะไร เจตนาของท่านก็เพื่อให้ผู้บริจาคเงินได้บุญสูงสุดในพุทธศาสนา ท่านทำตามหน้าที่ของพระที่หมดกิเลส - ตัณหาแล้ว จิตท่านไม่ฝืนโลก ไม่ฝืนความจริงของโลก ไม่ฝืนกฎของธรรมดา ไม่ฝืนกฎของไตรลักษณ์ เมื่อเข้าใจด้วยตนเอง ก็เข้าใจต่อไปว่า เหตุใดท่านจึงให้เรามาซ่อม - โบสถ์ - วิหารเจดีย์เก่าๆ ของวัด เมื่อเห็นธรรมภายนอกแล้ว ก็ให้น้อมเข้ามาเป็นธรรมภายในตนเอง คือ แม้ร่างกายของเราก็ต้องซ่อมแซมอยู่ทุกๆ วัน แต่ก็ยังไม่พ้นจากกฎธรรมดาของโลก คือ ต้องแก่ ต้องป่วย และต้องตายไปในที่สุด ไม่มีการยกเว้น เมื่อวาระตายมาถึง วัตถุธาตุใด ๆ ในโลกก็เช่นกัน คิดได้เองเช่นนี้เรียกว่ารู้จริง - เห็นจริงตามความเป็นจริง จิตก็จะคลายจากการฝืนกฎธรรมดาได้ด้วยจิตตนเอง หากทำอารมณ์จุดนี้ได้ทรงตัว ทุกข์ก็จะหมดไปได้ตรงจุดนี้เอง ทรงตรัสสอนว่า “พระพุทธศาสนาสอนของจริงมาทุก ๆ พุทธันดร บุคคลใดเห็นทุกข์ บุคคลนั้นเห็นอริยสัจ บุคคลใดเห็นธรรมอันเป็นของจริง บุคคลนั้นเป็นผู้เห็นกระแสพระนิพพาน ผู้ใดหวังพ้นทุกข์ ถ้าไม่เห็นเช่นนี้ก็จักล่วงพ้นทุกข์ได้ยาก”
                  ปัญญาย่อมเกิดด้วยการประกอบ เจ้าจงหมั่นปุจฉาและวิสัชนา ให้เกิดการประกอบขึ้นด้วยปัญญาเนือง ๆ เถิด แล้วจิตเจ้าจักเยือกเย็นเป็นสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ความเร่าร้อนใด ๆ อันจักเกิดขึ้นด้วย ตัณหาก็จักค่อยๆ สลายไป

          ๒๐. ทำงานโดยไม่มีความทะยานอยาก จักทุกข์ไหม? ตอบว่าจิตไม่ทุกข์ แต่กายก็ทุกข์ของมันอยู่เป็นธรรมดา เมื่อตอบคำถามหลวงพ่อท่านไปแล้ว ก็ทำให้เข้าใจปฏิปทาของหลวงพ่อตอนยังมีชีวิตอยู่ว่าจิตท่านพ้นทุกข์นานแล้ว แต่ท่านกับมีงานก่อสร้างวัดเป็นงานอดิเรกโดยจิตท่านไม่เกาะงานด้วยอารมณ์ทะยานอยาก หรือไม่ทุกข์ไปกับงาน หรืองานไม่สามารถมาเป็นนายจิตของท่าน ซึ่งตรงข้ามกับพวกเราที่ยังมีอารมณ์ ๒ อยู่ จิตจึงยังเกาะงาน ทำให้เกิดทุกข์อยู่เสมอ ฟังท่านสอนในการตัดอารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจ หรือราคะกับปฏิฆะ คล้ายกับทำได้ง่ายๆ เพียงแค่จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเท่านั้นเอง แต่พอทำจริงๆ กลับยากยิ่ง เพราะจิตชอบเผลอ หวั่นไหวไปกับสิ่งที่เข้ามากระทบทางทวารทั้ง ๖ อยู่เสมอ เหตุจากขาดสติ หรือสติ - สัมปชัญญะไม่ต่อเนื่อง หลวงพ่อฤๅษีท่านหัวเราะแล้วพูดว่า “ถ้าง่ายก็เป็นอรหันต์กันไปหมดแล้วซิ ส่วนใหญ่แค่รู้ แต่ทำกันไม่ได้จริง”

          ๒๑. จงอย่าทำงานด้วยความอยาก ทรงตรัสสอนเรื่องนี้ด้วยเหตุผลว่าหากทำงานด้วยความอยาก จิตใจก็จักเร่าร้อนตลอดเวลา จงทำงานด้วยความเย็น ความสุขุมรอบคอบก็จักเกิดกับจิต ความผิดพลาดก็จักเกิดขึ้นได้น้อย การทำงานให้ได้ผลดี นอกจากต้องไม่ทำงานด้วยความอยากแล้ว ต้องทำอย่างพอดี หรือเดินสายกลาง ไม่ตึงไป - ไม่หย่อนไป แล้วจักเกิดความสุขกาย - สุขใจ ไม่ลำบากเพราะงานที่ทำ

          ๒๒. ร่างกายเป็นรังของโรคจริงหรือไม่ ทรงตรัสถาม ก็ตอบว่าจริง เพราะอยู่ ๆ ก็เกิดผื่นคันขึ้นทั่วตัว ทรงตรัสว่า จงอย่าประมาทในชีวิต กฎของกรรมจักเข้ามาขัดขวางการปฏิบัติธรรม จักเป็นการทดสอบว่าจิตวางร่างกายหรือขันธ์ ๕ ได้แค่ไหน วางได้จริงหรือไม่ อย่าไปยินดี - ยินร้ายกับอาการของร่างกาย
                  - ไม่ควรจักประมาทในชีวิต อาการทางกายไม่ดี พึงควรจักรักษาจิตให้ดีด้วย อย่าไปกังวลกับอาการของร่างกายให้มากนัก ให้เห็นเป็นธรรมดาของร่างกาย มันจักเป็นอย่างไรก็ใช่ว่าจักบังคับมันไม่ให้เป็นได้เสียเมื่อไหร่
                  - พิจารณาขันธ์ ๕ หรือร่างกายตามความเป็นจริง จักทำให้เห็นธรรมดาของร่างกายมันเป็นของมันอย่างนี้เอง
                  - จงรู้เอาไว้ว่า ทุกอย่างล้วนแล้วเป็นไปตามกฎของกรรม ร่างกายนี้ย่อมเป็นรังของโรค
                  - จงอย่าประมาทในกฎของกรรม จงอย่าประมาทในชีวิต

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่