การเบื่อขันธ์ ๕
ให้เบื่อให้เป็น และการละ สักกายทิฎฐิ

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อย่าทำจิตให้เศร้าหมอง เบื่อขันธ์ ๕ ได้ แต่มิใช่เบื่อจนมีอารมณ์หดหู่ ทำจิตเยี่ยงนี้ไม่ถูก ให้หมั่นลงตัวธรรมดาเข้าไว้ซิ เห็นปกติของขันธ์ ๕ ว่ามันมีทุกข์อย่างนี้เป็นปกติของมัน คนไม่เจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีในโลก จริงหรือไม่จริง (ก็รับว่าจริง)

          ๒. แล้วการเกิดมามีขันธ์ ๕ ได้นี้ เราจักโทษใครที่ไหนก็ไม่ได้ จักต้องโทษตัวเราเองที่มันโง่มาแต่กาลก่อน อยากมีขันธ์ ๕ โดยคิดว่าเป็นของดี มาบัดนี้เมื่อปฏิบัติธรรมเข้าจริง ๆ แล้ว เห็นขันธ์ ๕ เป็นของเลว หาดีไม่ได้เลย มีแต่สร้างความทุกข์ให้กับเราอยู่ตลอดกาลเวลา แต่ในเมื่อมันมีขึ้นมาแล้ว ก็ทนมันเป็นชาติสุดท้าย ขอทนโง่อยู่แต่เพียงชาตินี้ ชาติต่อไปขึ้นชื่อว่าการมีขันธ์ ๕ จักไม่มีกับเราอีกต่อไปเป็นอันขาด

          ๓. ให้ตั้งใจไว้อย่างนี้แล้ว พยายามทรงอารมณ์ สังขารุเบกขาญาณเข้าไว้ ไม่ให้ความเบื่อหน่ายมันเข้ามาบีบคั้นอารมณ์จิตให้มากจนเกินไป พยายามรักษาอารมณ์เข้าไว้ เฉยด้วยเบื่อด้วย แต่ไม่หดหู่ นี่ก็จักต้องใช้ขันติบารมี คือ จักต้องอดทนด้วยกำลังจิตที่แน่วแน่ไม่ท้อถอยอยู่ตลอดเวลา ทนโง่มานานนับอสงไขยกัปไม่ถ้วน แค่ชาตินี้เจ้าจักทนไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป ให้ทบทวนบ่อย ๆ มีดจักคมก็ต้องหมั่นลับ ปัญญาก็เช่นกัน ถ้าไม่หมั่นคิด ไม่หมั่นใช้ ไม่หมั่นลับ ไม่ช้าขี้สนิมก็กินหมด

          ๔. ให้จิตยอมรับความเป็นจริงเข้าไว้ว่า การเกิดมามีขันธ์ ๕ แล้ว จักต้องพบกับความเจ็บ ความแก่ ความตายเป็นธรรมดา และจักต้องมีการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ มีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ และมีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา จักต้องฝึกซ้อมอารมณ์ของจิตอย่าให้ฝืนความเป็นจริงเหล่านี้เข้าไว้ เพราะไม่มีใครที่เกิดมาแล้วในโลกนี้ จักหนีพ้นจากกฎธรรมดานี้ได้ ที่พวกเจ้าทุกข์อยู่ เพราะจิตไม่ยอมรับความเป็นจริง ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ทั้งหมดนั่นเอง

          ๕. และการฝืนกฎของความเป็นจริงเหล่านี้ เกี่ยวเนื่องกับสักกายทิฎฐิ ทั้งหมด เพราะหลงยึดขันธ์ ๕ ว่า มีในเรา มีในเขา มีในวัตถุธาตุทรัพย์สินต่าง ๆ ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา เป็นของเขา นี่เพราะ สักกายทิฎฐิ ตัวเดียว ทำให้หลงหมดทุกอย่าง ไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง ความเจ็บเกิดขึ้นไม่ยอมรับความเจ็บ คิดอยู่แต่ว่าเราจักต้องแข็งแรงอยู่วันยังค่ำ คืนยันรุ่ง ความแก่เกิดขึ้นก็หาว่าเรายังไม่แก่ หลายคนพยายามหลอกตัวเรา หายาให้มันกินเพื่อประทังความแก่บ้าง แม้แต่ความตายก็ไม่อยากให้มันมาถึง ใครตายก็ช่าง แต่เราไม่เคยคิดว่าตัวเราจักตาย

          ๖. การกระทบกระทั่งกับอารมณ์ปกติธรรมของชาวโลก ย่อมหนีการสรรเสริญนินทาไปไม่พ้น แต่พอใครมาด่าขันธ์ ๕ เราก็ไม่พอใจ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งเขาด่าตรงตามความเป็นจริง แต่จิตของเราไม่ยอมรับความเป็นจริง ก็พาลไปโกรธเขา การสรรเสริญก็เช่นกัน บางครั้งเราเลว แต่เขาแกล้งสรรเสริญว่าดี เราแม้จักรู้ว่าไม่ดีจริงตามนั้น แต่จิตมันก็ฟู พอใจในคำสรรเสริญทุกที การพลัดพรากจากของรักของชอบใจการมีทรัพย์สินหรือคนอยู่ในความปกครองของเรา เราก็คิดอยู่แต่ว่าทรัพย์สินหรือคนนั้นจักต้องอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย ทั้งๆ ที่รู้ว่ากฎไตรลักษณ์ครอบครองโลก ไม่ว่าทรัพย์สินหรือคน หรือแม้แต่ร่างกายของเราเอง ก็หนีกฎไตรลักษณ์ไปไม่พ้น ในที่สุดไม่ทรัพย์สินหรือคนก็ถึงอนัตตา หรือไม่ขันธ์ ๕ ของเราก็ถึงแก่ความตาย เหตุนี้โลกจึงมีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา และมีความปรารถนาไม่สมหวัง ด้วยเหตุสภาวะของโลกไม่เที่ยง เป็นสันตติ หมุนไปหาความเสื่อมและความสลายตัวไปในที่สุด จักหาความสมหวัง สมความปรารถนาได้อย่างไรกัน

          ๗. จิตไม่ยอมรับความเป็นจริงมากเท่าไหร่ สักกายทิฎฐิ ก็มากขึ้นเท่านั้น ดูอารมณ์จิตนี่แหละ เป็นเครื่องวัดสังโยชน์ ทบทวนอารมณ์จิตเอาไว้เสมอ ให้มันยอมรับกฎของความเป็นจริงให้ได้ เพราะจักฝืนอย่างไรก็จักหนีสภาพอย่างนี้ไปไม่พ้น ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่

          ๘. ยอมรับความเป็นจริงมากเท่าไหร่ สักกายทิฎฐิ ลดลงไปเท่านั้น ฝืนมากเท่าไหร่ทุกข์ก็มากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าจิตมีอารมณ์ไม่ฝืน ทุกข์ก็จักลดลง จนในที่สุดไม่ฝืนเลยอะไรจักเกิดขึ้นยอมรับตามความเป็นจริง ว่า อ้อ นี่มันเป็นธรรมดานะ ทุกข์ก็จักไม่เกิดขึ้นกับจิตเลย เวลานั้น สังขารุเบกขาญาณก็จักทรงตัว ความเป็นพระอรหันต์ก็เข้ามาถึงได้ไม่ยาก

 

จักวางอารมณ์ให้ลงตัวธรรมดาได้อย่างไร

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ใครจักมีความเห็นในการปฏิบัติเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา เจ้าจงอย่าไปขัดคอใคร เพราะจากที่พวกเจ้าได้ศึกษาธรรมในธรรม หรือบารมีธรรมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน คิดเท่านี้ พวกเจ้าก็จักวางอารมณ์ให้ลงตัวธรรมดาได้

          ๒. และให้คิดว่าทุกๆ คนตั้งใจจักเป็นคนดี ไม่มีใครหรอกที่อยากเป็นคนเลว แต่ที่เขาทำไปอย่างนั้นโดยคิดว่าเป็นของดี

          ๓. เวลานี้พวกเจ้าจงตั้งใจปฏิบัติ เพื่อให้จิตของตนได้พ้นทุกข์ก่อนเป็นสำคัญ ใครจักสะเปะสะปะก็ช่าง พวกเจ้าอย่าทำจิตให้เป็นอย่างนั้นก็แล้วกัน

          ๔. อนึ่ง การที่เอางานทุกสิ่งทุกอย่างมาพิจารณาเป็นกรรมฐาน ถ้าหากทำได้ คือ ถ้าตั้งใจจริง พยายามไม่ให้เผลอคิดพิจารณาเรื่อยไป ถ้าเหนื่อยก็เอาเป็นแค่สมถะภาวนาก็ใช้ได้ หากทำได้ไม่เผลอ อกาลิโก ก็เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจักกิน อยู่ หลับ นอน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ นั่ง เดิน ทำอะไรอยู่ ก็มีกรรมฐานอยู่เป็นปกติ จักได้ชื่อว่าเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐานจนเป็นฌาน คือ ชินอยู่พร้อมทั้งกาย วาจา ใจ ถ้าทำได้ก็ถึงความเป็นพระอนาคามีได้ไม่ยาก หรือแม้แต่ต้องการความเป็นพระอรหันต์ก็เป็นได้ไม่ยากนัก ถ้าขยันตั้งใจกำหนดรู้อริยสัจอยู่ตลอดเวลาได้

 

ประวัติของหลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสี

          สมเด็จองค์ปฐมทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. สำหรับที่พวกเจ้าสงสัยว่า หลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสี คือ พระพุทธเจ้าองค์ใดนั้น ตถาคตจักบอกให้ แต่ความนี้ไม่ใช่ธรรมสาธารณะ เอาแค่รู้ไว้เฉพาะพวกเจ้า ๒ คนเท่านั้นเป็นพอ

          ๒. องค์สมเด็จพระพุทธวิปัสสี คือ หลวง พ่อปราโภองค์สมเด็จพระพุทธโกนาคม คือ หลวงพ่อคามวาสี

          ๓. ที่ไม่ต้องการให้รู้เป็นสาธารณะ เพราะต้องการให้ชื่อของหลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสีอยู่ติดปากสาธารณะชน สืบไปเบื้องหน้านั้นจักมีประโยชน์กว่า

          ๔. อนึ่ง การระบุชื่อพระพุทธเจ้าโดยตรง หากมีใครมาตำหนิพระพุทธรูปที่เจ้าปั้นแทนองค์ท่านนั้น จักมีโทษเท่ากับปรามาสพระรัตนตรัยเลยเชียวนะเพราะกล่าวถึงชื่อท่านโดยตรง อย่างติเตียนแค่หลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสี อย่างนี้มีโทษเหมือนกัน แต่น้อยกว่าเอ่ยถึงพระนามของพระพุทธเจ้ามาก

          ธัมมวิจัย ขอเขียนเป็นข้อๆ เพื่อผู้อ่านจะได้จำง่ายดังนี้

          ๑. ที่พระองค์ทรงตรัสว่า ความนี้ไม่ใช่ธรรมสาธารณะนั้น ทรงตรัสไว้เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๗ มาถึงปัจจุบันก็จะถึงต้นปี ๒๕๕๒ แล้ว ก็ประมาณ ๑๕ ปีเต็ม ผู้รวบรวมพระธรรมของพระองค์ก็อายุ ๘๑ ปีแล้ว กำลังเดินเข้าหาความตายทุกๆ ลมหายใจเข้าและออก เพราะความตายนั้นเกิดได้ทุกๆ ขณะจิต ผู้ใดที่ประมาทในความตายจึงเท่ากับประมาทในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

          ๒. พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า นิพพานสมบัติจะไม่เกิดกับจิตผู้มีความประมาทในความตาย หรือผู้ใดประมาทในความตาย ผู้นั้นจะไม่มีนิพพานสมบัตินั่นเอง

          ๓. ในเมื่อผมรู้ตนเองอยู่เสมอว่า เราจะตายได้ทุกเวลา หากปล่อยความจริงที่พระองค์ตรัสไว้เกี่ยวกับความจริง ในเรื่องหลวงพ่อปราโภ กับหลวงพ่อคามวาสีก็จะหายไปด้วย จึงขออนุญาตพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้เปิดเผยได้

          ๔. ในการปั้นรูปสมบัติของหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ ก็ทรงมาควบคุมให้ผู้ปั้นปั้นตามนั้น

          ๕. คนส่วนใหญ่มักจะติดความสวยงาม จึงมักจะคิดติบางคนพูดติโดยตรง กรรมจากการตำหนิกรรมของผู้อื่นนั้นมีโทษร้ายแรงมาก เพราะไปติพระพุทธเจ้าสองพระองค์ และหากบังเอิญผู้นั้นท่านเป็นพระอริยเจ้าด้วยแล้ว โทษมีสูงมากขั้นลงอเวจีมหานรกกันทีเดียว

          ๖. ข้อเท็จจริงในโลกนี้มีใครบ้าง ที่ปั้นรูปสมบัติของพระองค์ได้เหมือนพระองค์บ้าง พระพุทธรูปแต่ละสมัย จากเชียงแสน - สุโขทัย - อยุธยามาถึงปัจจุบันเหมือนกันไหม ความจริงเขาก็ปั้นตามอุปาทานของช่างปั้นเท่านั้นเอง ที่เห็นชัดคือช่างชาวพม่า ปั้นพระพุทธรูปคล้ายๆ กันหมด ดูทีเดียวก็รู้ว่าช่างพม่าปั้น มีใครคิดอย่างนี้กันบ้างหรือเปล่า

          ๗. พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า รูปปั้น - รูปถ่าย - ภาพเขียนต่างๆ มิใช่ตถาคต ขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ก็มิใช่ตถาคตหรือมิใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือพระธรรม หรือจิตผู้ทรงธรรม กรุณาอ่านเอกสารที่แจกให้เป็นธรรมทานประกอบ ก็จะเข้าใจได้ดี ในเล่ม ๔ หน้า ๑๔๑ - ๑๔๔

          ๘. บนพระเศียรทั้ง ๒ พระองค์ มีพระบรมสารรีริกธาตุบรรจุอยู่ การกราบไหว้จึงได้บุญสูง หากผู้กราบทราบว่าตนได้กราบพระบรมสารีริกธาตุ ไม่ต้องเอาร่างกายไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ ถึงจังหวัดเชียงราย ที่จังหวัดลำพูน จังหวัดนครพนม เป็นต้น

          ๙. หลวง พ่อปราโภ เป็นพระที่ให้ลาภมาก ประเดี๋ยวจะหาว่าหมอไม่บอก อุบเอาไว้คนเดียว หลวงพ่อคามวาสีเป็นพระที่ออกโปรดชาวบ้าน ใครมีปัญหาเดือดร้อนเกี่ยวกับทางบ้าน ก็ให้มาอธิษฐานให้ท่านช่วยสงเคราะห์ได้

          ๑๐. พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ท่านมี พุทธานุภาพเหมือนกันหมด และที่ใดที่พระพุทธเจ้าเสด็จ ที่นั่นย่อมเป็นอุดมมงคล หลวงพ่อคามวาสี คือ พระที่เสด็จไปโปรดชาวบ้าน หลวงพ่อปราโภ ก็ให้ลาภแก่ชาวบ้าน การโปรดนั้นจะให้โปรดเป็น โลกียทรัพย์ก็ได้ เป็น โลกุตรทรัพย์ ก็ได้ สุดแต่ผู้อธิษฐานจักต้องการทรัพย์ชนิดใด

          ๑๑. ผมขอบอกความจริงแก่กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกันมา ๑๖ ปีแล้ว บางคนมาทีหลังก็ยังไม่ถึง ๑๖ ปี แต่ก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันว่า เงินบริจาคของพวกท่านใน ๑๐ ปีแรก ผมนำไปเป็นวิหารทานที่วัดท่าซุงวัดเดียวเท่านั้น วัดอื่นไม่เคยทำ เพราะทุกคนได้ดีจากหลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุงทั้งสิ้น วัตถุทานที่ให้บุญสูงสุดก็คือ วิหารทาน ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง บุญก็ยังสู้ถวายวิหารทานครั้งเดียวไม่ได้ วิมานของพวกเราจึงสวยสดงดงามหาที่เปรียบมิได้ทุกคน แต่ปัญญาส่วนใหญ่ยังนิ่มหรือยังจู๋อยู่ ใน ๕ - ๖ ปีหลังผมจึงเน้นเอามาเป็นธรรมทาน ซึ่งชนะทานทั้งปวง มีผลทำให้เกิดปัญญาตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้ เพราะธรรมทานตัดได้ทั้งโลภ - โกรธ - หลง ผมจึงสร้างวิหารทานเป็นส่วนน้อย ตรงข้ามกับ ๑๐ ปีที่แล้ว

          ๑๒. ขอให้ทุกท่านกรุณาไปดูผลบุญของพวกท่านที่วัดท่าซุงโบสถ์และวิหาร - เจดีย์ซุ้มพระพุทธบาทจำลอง ล้วนเป็นผลบุญของพวกท่านทุกๆ คน และอย่าลืมแวะไปกราบหลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสีด้วยก็แล้วกัน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่