พระธรรม

ในเดือน...พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๘. เรื่องความใจร้อน ในเมื่อรู้ว่าความเร่งรีบนั้นไม่ดี ก็จงอย่าเร่งรีบทำอะไร ให้ใจเย็น ๆ อย่าให้เวลาหรือความร้อนใจเข้ามาเป็นเครื่องบังคับ จงให้อารมณ์ที่เป็นกุศลมาอยู่กับจิตเสมอ เป็นการสร้างความสุขให้เกิดกับจิตใจ ประการนี้สำคัญมาก ทำอะไรทุกอย่างให้เป็นสุขกับจิต แต่ต้องเป็นสุขที่แท้จริง เป็นความเยือกเย็นของจิตที่ไม่เร่าร้อนไปด้วยกิเลสทั้งปวง อาทิ อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น เมื่อรู้ทราบสิ่งใดมาก็วางไป จิตอย่าได้ไปติดข้องอยู่ ให้เห็นเป็นโลกธรรมดา โลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ธรรมดาของโลกก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่นำเอาไปว่า ไม่นำเอาไปปรุงแต่งอีกต่อไป ทำจิตให้สุขสบาย มองทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วก็จักไม่วุ่นวาย จงทำเป็นคนโง่ ดีกว่าเป็นคนฉลาดในทางด้านวาจา อย่าทำเป็นคนฉลาดในทางด้านวาจา อย่าทำตนเป็นคนฉลาดรู้ไปเสียทุกอย่าง ทำเป็นไม่รู้นั่นแหละดี

          ๑๙. การใคร่ครวญถึงอริยสัจนั้นเป็นของดี สมควรที่จักทำให้ได้ทุกเช้าและทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกขสัจ ที่พิจารณาว่า องค์สมเด็จปัจจุบันก่อนออกสู่พระมหาภิเนษกรมณ์นั้น ก็เพราะเห็นการเกิด-แก่-เจ็บ-ตายเป็นทุกข์ พอจักบรรลุก็เห็นการเกิด-แก่-เจ็บ-ตายเป็นทุกข์ นั้นแหละเป็นอริยสัจ แล้วจึงล่วงทุกข์ด้วยปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็บรรลุอย่างนี้ พระอรหันต์สาวกก็บรรลุอย่างนี้ ตามการบำเพ็ญบารมีมาในอดีต อันมีพุทธภูมิบ้าง สาวกภูมิบ้างแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นจงอย่าทิ้งอริยสัจ คิดให้ได้ทุกวันตามความเป็นจริง อย่าไปปรุงแต่งธรรมเข้าล่ะ ปรุงแต่งธรรมอาทิเช่นคิดว่า ทำไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ชีวิตเราไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ฟุ้งซ่านมันไปเรื่อย ฝืนหลักธรรม

          ๒๐. เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ โรคย่อมเป็นไปได้ทั่วร่างกาย เป็นไปได้ทั้งโรคจร และโรคประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็สุดแต่กฎของกรรมจักเป็นผู้นำไป ไม่ว่าโรคอันใดเกิดกับร่างกาย ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมนั้น การรักษาก็สักแต่ว่ายังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น อย่าไปคิดว่าอยากจักหาย ให้คิดว่าให้เป็นการบรรเทาทุกขเวทนา อย่าเอากิเลสมานำหน้าในการรักษาโรค การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นการเตือนสติไม่ให้ประมาทในชีวิต การเผลอลืมภาวนาย่อมเป็นธรรมดาของผู้ที่ยังสติไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจงอย่าโทษตัวเอง แต่ให้พยายามเพียรเข้าไว้ เพื่อให้เกิดความเคยชินในการภาวนา พยายามอย่าให้จิตว่างจากความดี ความชั่วใด ๆ เกิดขึ้นแล้วในจิต ให้พยายามผลักออกไปจากอารมณ์ ดูร่างกายตามความเป็นจริง แล้วอย่าใช้ความเคยชินในสมัยก่อนมาใช้ให้เห็นว่าเป็นธรรมดา แต่จิตก็ไปชินติดอยู่กับความห่วงใย-กังวลร่างกายอยู่อีก ต้องฝึกฝนจิตใหม่ ให้ชินอยู่กับการปล่อยวางร่างกาย ให้เห็นธรรมดาของร่างกายมันเป็นอยู่อย่างนั้น จิตอย่าไปกังวล ให้วางความกังวลทิ้งไป จิตเบาใจไม่ร้อน-ไม่กังวลกับอาการของร่างกายไม่ว่ากรณีใด ๆ

          ๒๑. ทำงานอะไรก็ตามจงอย่ามีความกังวลใจ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อย่าฝืนร่างกาย อย่าฝืนกำลังใจ ทำใจให้มีความสุข มีความอิ่มใจ แล้วทำงานทุกอย่างจักได้ผลดี ไม่ว่าในแง่ของการปฏิบัติธรรม หรือการทำงานอันเนื่องด้วยร่างกายทุกอย่าง ถ้าหากเกิดอารมณ์ท้อแท้ขึ้นมา ในการเบื่อหน่ายสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าการทำงาน ความเป็นอยู่หรือสภาพเสื่อมโทรมของร่างกาย ก็จงระงับด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ตั้งสติให้ได้ว่าในกาลก่อน เราเคยหลงระเริงอยู่ในสภาพต่าง ๆ เหล่านี้โดยไม่รู้ตามความเป็นจริง เวลานี้เรารู้แล้ว ควรจักภูมิใจและยอมรับสภาพว่า ความจริงมันก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละ จักไปท้อแท้เบื่อหน่ายไปทำไม ทำจิตให้เห็นธรรมดา และต่อไปเราก็วางเฉยพร้อมไป จักปล่อยวางเมื่อชีวิตนี้หมดไป

          ๒๒. อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น แม้กระทั่งคำสรรเสริญหรือคำนินทาอันผู้อื่นจักพึงว่าให้เกิดแก่เราก็ตาม จงรู้ตามความเป็นจริงว่า การคิด-การพูด-การกระทำ ย่อมเป็นกรรมของบุคคลผู้นั้น โดยเฉพาะเราเองย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จักไปยับยั้ง หรือห้ามปรามการกระทำเหล่านั้นได้ จงระลึกเอาไว้เสมอว่ากรรมใครกรรมมัน

          ๒๓. จงอย่ามีความประมาทในชีวิต ยิ่งร่างกายไม่ดี ยิ่งควรจักเร่งรัดในการละให้มากที่สุด ในเวลานี้ไม่ควรจักห่วงกังวลอะไรอีก ทำงานไปตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ในขณะเดียวกันพยายามวางทุกสิ่งทุกอย่างให้มากที่สุดเช่นเดียวกัน วัดกำลังใจกันที่ตรงนี้ หมู่นี้ให้เอาธรรมใกล้ตัวมาปฏิบัตินี่แหละตรงที่สุด อย่าไปกลัวช้า แล้วอย่าไปเอาธรรมภายนอกมาไว้ในใจ อย่าละภายนอกให้ละภายใน ภายในละได้ ภายนอกก็ละได้เช่นกัน ให้เห็นโทษของการเกาะติดให้มาก

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่