พระธรรม

ในเดือน...พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอน ไว้ดังนี้

          ๑๑. การวางเวทนาที่ถูกต้อง ทรงตรัสว่า ดูอาการของเวทนาเข้าไว้ แล้วฝึกฝนจิตใจให้ยอมรับเวทนาด้วยความจริงใจ การจักปล่อยวางเวทนา มิใช่ไปรับรู้เวทนา ในเมื่อจิตยังไม่ออกจากร่างกาย กล่าวคือคนยังไม่ตาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ยังมีอยู่ครบ ไม่ได้พิการอันใดอันหนึ่ง ยังคงทำงานไปตามปกติ ถ้าเป็นคนตาย คือ จิตวิญญาณออกจากร่างแล้ว นั่นแหละทุกขเวทนาอันเนื่องจากรูปก็หมดไป แต่จักดับสนิทจากทุกขเวทนา ถ้าจิตวิมุติแล้ว ซึ่งต่างกับคนปกติทั่วไป จิตไม่วางเฉยกับทุกขเวทนา จิตตกเป็นทาสสัญญา คือ จำแล้วเกาะติดเป็นเวทนาของอารมณ์ เมื่อร่างกายนี้ตาย อารมณ์เกาะทุกขเวทนานี้ไม่ได้ตาย ก็ไปจุติหาภพชาติต่อไป ดังนั้นในการปล่อยวางทุกขเวทนา คือ ยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง รู้จักพิจารณาให้มาก แล้วจักมีปัญญาวางขันธ์ ๕ ได้ตามความเป็นจริง

          ๑๒. นิพพานัง ปรมัง สุขขัง จักทำอะไรให้นึกถึงจุดหมายปลายทางเสียก่อน เป็นการฝึกฝนจิต ให้ระลึกนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ จิตก็จักมีกำลังใจเข้มแข็ง ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน โดยจิตจักรู้จักเหตุและผลของการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ เนื่องจากจิตจักมีการไตร่ตรองขึ้นมาอย่างถี่ถ้วนมากกว่าเดิม ทำให้การกระทำทุกอย่างนั้น มีความผิดพลาดได้น้อยลง

          ในที่นี้หมายถึงมโนกรรม ๓ วจีกรรม ๔ กายกรรม ๓ หรือกรรมบถ ๑๐ นั่นเอง จิตจักพิจารณาไปจึงถึงแม้กระทั่งว่า แม้แต่มโนกรรมอย่างเดียว ถ้าคิดละเมิดศีล สมาธิ หรือปัญญา ก็เป็นอกุศลกรรมแล้วเกิดขึ้นกับจิต และอย่าพึงพูดว่ายังไม่ใช่พระอรหันต์นี่ จักได้ทำอย่างนี้ได้ พึงคิดว่าท่านผู้เป็นพระอรหันต์ ก่อนที่จักบรรลุได้ ท่านก็มีการพิจารณาให้เกิดปัญญาใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ ความรอบคอบถี่ถ้วนเกิดขึ้นมาก สติสัมปชัญญะทรงตัว คือไม่หลงไม่ลืม พิจารณาใคร่ครวญอยู่เสมอ จนจิตชินในการละหรือตัดกิเลส เพียรทำจนกระทั่งจบกิจนั่นแหละ ไม่มีใครอยู่เฉย ๆ แล้วได้เป็นพระอรหันต์หรอก

          ๑๓. อยู่กับคนหมู่มากให้ระวังวาจา ทรงตรัสสอนเพื่อนผมว่า ให้ระมัดระวังในการใช้วาจาให้มาก อย่าทำตัวเป็นคนเด่น คนอื่นเขาจักหมั่นไส้เอา เรื่องของวจีกรรมนั้นสำคัญมาก สมารถสร้างมิตรหรือศัตรูได้เป็นอันมาก อนึ่ง เรื่องบารมี ๑๐ นั้น จักเต็มหรือไม่เต็ม มีครบกี่ทัศนั้น จงอย่าได้นำไปถามใคร ให้สอบหาที่จิตใจของตนเองเป็นสำคัญ ให้ซื่อสัตย์ต่อตนเองให้มาก อย่าหลอกลวงตนเอง ฝึกฝนปฏิบัติในจิตนี้ให้เกิดความคล่องตัวยิ่งๆ ขึ้นไป

          ๑๔. บ้า ใบ้ บอด หนวกเสียบ้าง สบายใจดี ทรงตรัสสอนเพื่อนผมซึ่งอยู่วัดทุกวัน เวลาวัดมีงานย่อมต้องพบกับคนหมู่มากเป็นธรรมดาความว่า อย่าใส่ใจในเรื่องที่ชาวโลกเขาถกเถียงกันให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องไปห้ามปรามใคร ให้ห้ามใจของตนเอง อย่าไปเอาเรื่องของคนอื่นมาใส่ใจ บ้า ใบ้ หนวก บอดเสียบ้าง สบายใจดี ตามที่หลวงปู่สิมท่านเคยสอนไว้นั้นเป็นของดี บ้า ในที่นี้คือ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ใบ้ ไม่พูดเสียบ้าง หนวก คือ ไม่ได้ยินเสียบ้าง บอด คือ ไม่เห็นเสียบ้าง เป็นการรู้เท่าทันอายตนะทั้งภายนอกและภายในว่าไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่มีในมัน ถ้าหากเจ้าทำได้ในจุดนี้ โลกธรรมทั้ง ๘ ประการ นินทา - สรรเสริญ สุข - ทุกข์ มียศ - เสื่อมยศ มีลาภ - เสื่อมลาภ ย่อมไม่ติดอยู่ในจิตของเจ้า เป็นการปฏิบัติเข้าสู่มรรคผลพระนิพพานอีกทางหนึ่งเช่นกัน ให้ดูสรุปก็จักเข้าใจธรรมทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติแล้วลงในการตัดขันธ์ ๕ หรือละขันธ์ ๕ เท่านั้นเหมือนกันหมด อย่าไปแก้ชาวบ้านเขาเลย มีโอกาสก็พูดธรรมะให้เขาฟัง ถ้าโอกาสไม่อำนายก็จงอย่าพูด อย่าคิดแต่อยากไปพูด แล้วก็พูดตามความอยากนั้นก็จักไม่มีผล คนฟังไม่เข้าถึงธรรม พูดไปก็เหนื่อยเปล่า ดีไม่ดี คนฟังไม่ชอบใจ ก็จักด่าเข้าให้ การสนทนาธรรมจงอย่าอวดตัว ให้ถ่อมตนเข้าไว้ ไม่มีอะไรจักเป็นที่ขาดทุน การถ่อมตนเป็นการลดสักกายทิฎฐิอย่างดีที่สุด แต่จักต้องเป็นการถ่อมตนอย่างจริงใจ

          ๑๕. ทำได้เท่าไหร่พอใจเท่านั้น สำหรับงานทางโลก จงทำใจให้สบายเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง แต่งานทางธรรมพึงกระทำความเพียรเอาไว้ให้มาก อย่าให้ช้าลงไปตามสภาพของร่างกาย ให้รู้ว่าจิตกับกายไม่ใช่ส่วนเดียวกัน พยายามรู้ตรงนี้ ทำตรงนี้เอาไว้ให้มาก แล้วเจ้าจักเข้าพึงพระนิพพานในชาตินี้ได้โดยง่าย

          ๑๖. การชนะกิเลสต้องอาศัยการดูอารมณ์ของจิตให้ถ่องแท้ มิใช่ดูเพียงหยาบๆ ฉาบฉวย ผิวเผิน ก็จักตัดกิเลสไม่ได้ แล้วที่คิดว่ากำลังใจของตนเองไม่เข้มแข็งพอ ก็หมั่นตรวจดูในบารมี ๑๐ ในแต่ขั้นว่าบกพร่องอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ขาดขันติความอดทน แล้วก็ขาดวิริยะคือความเพียร ๒ ตัวนี้ คนส่วนใหญ่ขาดเป็นอันมาก อีกอย่างหนึ่ง คนเราขาดตัวใคร่ครวญให้รอบคอบ คิดบ้างไม่คิดบ้าง เป็นเพียงแค่บางเวลา แต่มิใช่ของแปลก นั่นแหละ เพราะกิเลสเข้ามาซึมอยู่ในจิต ชักชวนให้เลิกคิด - เลิกทำ ความเพียรในบารมี ๑๐ ทั้ง ๓๐ ทัศนั่นแหละ ถ้าหากไม่รู้เท่าทันก็จักพ่ายแพ้กิเลสมารไป เรื่องนี้มีความสำคัญต้องดู ต้องสู้จริงๆ จึงชนะได้ จักมีเรื่องดีหรือไม่มีเรื่องดี จงเป็นคนไม่มีเรื่องดีกว่ามีเรื่อง กระทำตนเป็นผู้มีธุระน้อย จิตใจจักได้ไม่วุ่นวาย

          ๑๗. อาการป่วยของโรคนั้นเป็นวิสัยของกรรม อย่าฝืนกฎของกรรม ต่อให้ยาดีขนาดไหนก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าถึงวาระจักต้องตาย ก็ต้องตายตามวาระ โอกาสอย่างนี้มาถึงร่างกายเมื่อไหร่ ก็จงวัดกำลังของตนว่าวางใจได้หรือไม่กับการยอมรับในกฎของกรรม แล้วดูซิว่ามีการยอมรับนับถือย่างจริงใจว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ จริงหรือไม่ เรื่องนี้มิใช่ใช้อารมณ์หนัก หากแต่จักต้องใช้กำลังใจหนักแน่น เห็นสภาวะกรรมตามความเป็นจริงของร่างกายว่า เมื่อมีเกิดเป็นเบื้องต้น ก็มีแก่ - เจ็บ - ตายเป็นของธรรมดา อนึ่ง ที่นิมิตว่าคุณหมอป่วยก็ให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าหากท่านป่วยจริง เจ้าอยู่ทางนี้ก็ใช่ว่าจักช่วยแก้ไขอะไรได้ ทุกอย่างย่อมเป็นตามกฎของกรรม อย่าไปเป็นห่วงล่วงหน้า ทำใจให้สบายดีกว่า ให้อยู่กับธรรมปัจจุบัน เพราะอะไรจักเกิดก็เกิดอยู่ในธรรมปัจจุบันนี้แหละ ระวังจิตเอาไว้ในปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดาทั้งหมด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่