(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมกราคม ๒๕๓๘)

การไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จากการที่พวกเจ้าศึกษาศีลพระจักเห็นได้ว่า แม้พระอรหันต์ที่จบกิจแล้ว แม้ท่านจักได้รับยกเว้นไม่ถูกปรับอาบัติอีก แต่ท่านก็ไม่ขัดต่อศีล อันเป็นพระธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติไว้ ตัวอย่างเช่น

               ก) พระสารีบุตรไปฉันอาหารที่โรงทานแล้วเกิดอาพาธ (ป่วย) ขึ้นมา ประชาชนที่โรงทานรู้ ก็นิมนต์ให้ไปฉันอาหารที่โรงทานอีกเป็นวันที่ ๒ แต่ท่านไม่รับนิมนต์ เพราะผิดพุทธบัญญัติ ห้ามฉันอาหารที่โรงทานเป็นวันที่ ๒ ผู้ใดละเมิดต้องอาบัติปาจิตตีย์ ท่านยอมอดอาหาร ทั้งๆ ที่ท่านได้รับยกเว้นไม่ถูกปรับอาบัติแล้ว ท่านทำเป็นแบบอย่างที่ดีไว้ในพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้ภิกษุอาพาธฉันอาหาร ในโรงทานได้ประจำโดยไม่อาบัติ

               ข) เรื่องหลวงปู่โต ท่านไปเทศน์ที่บางนกแขวก ขากลับนั่งเรือมา ความอ่อนเพลียกายก็หลับเลยเวลาฉันเพล พอตื่นท่านขอร้องให้คนแจวเรือกลับไปที่เก่า ตรงที่คนแจวเรือรู้ว่าเพลที่ตรงจุดไหน ท่านก็ไปฉันเพลที่จุดนั้น เรื่องนี้พระอรหันต์ท่านไม่ทำอะไรเล่นๆ ท่านใช้ปัญญา ท่านมีพรหมวิหาร ๔ เต็มและทรงตัว ท่านจึงไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ท่านรู้ว่า กายที่จิตท่านอาศัยอยู่มันหิว เป็นโรคหิวจากธาตุ ๔ มันเสื่อม กายท่านอาพาธ ท่านจึงไม่อาบัติ เพราะศีลจะขาด จะบกพร่องหรือไม่ อยู่ที่ เจตนาของใจเป็นหลักสำคัญ ทุกอย่างพึงใช้ปัญญา หรือ นิสัมมะกรณังเสยโย ก่อน ผู้ใดที่ไปวิจารณ์ท่าน หรือพูดในเชิงตำหนิท่าน แม้แต่คิดตำหนิ ผู้ตำหนิย่อมก่อกรรมอันเป็นโทษกับตนเองเป็นอย่างมาก เพราะความโง่ของตนเอง

          ๒. ในพุทธศาสนา พระตถาคตเจ้าสอนเหมือนกันหมด คือ ให้หมดไปจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ด้วยพรหมวิหาร ๔ โดยเฉพาะตัว เมตตา - กรุณา ๒ ข้อแรกเป็นหลักสำคัญ เพราะคนเราในการเริ่มทำความดี มีการทำทานและรักษาศีลครั้งแรก ก็เริ่มไปเบียดเบียนตนเอง แต่ในบางขณะก็ยังเผลอไปเบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือทั้ง ทางกาย - วาจา - ใจ เผลอกรณีใดกรณีหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นการเบียดเบียนบุคคลอื่น จัดว่าใช้หลัก สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง นั่นเอง (ให้เว้นจากการทำบาปกรรม หรือกรรมชั่วทั้งหมด คือกาย - วาจา - ใจ)

          ๓. ผู้มีจิตบริสุทธิ์ถึงที่สุด หมดจากการเบียดเบียนทั้ง ๓ ระดับ คือพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นการเริ่มแรก คือ การพยายามไม่เบียดเบียนตนเองก่อน ไม่ทำกรรมทุจริตให้บังเกิดเป็นกฎของกรรม เป็นผลของกรรมเข้ามาตอบสนองตนเองในอนาคตกาล

          ๔. คำว่าอนาคตอย่าไปคิดว่าชาติหน้าหรือพรุ่งนี้ แค่ชั่วแห่งเสี้ยววินาทีข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึงก็เป็นอนาคต เพราะฉะนั้น พึงระมัดระวัง กาย - วาจา - ใจของตนเองไว้ให้ดีๆ จักคิด - จักพูด - จักทำสิ่งใด ให้คิดเสียก่อน หรือ นิสัมมะกรณังเสยโย เสียก่อนแล้วจึงทำ ความเบียดเบียนก็จักไม่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อจิตละเอียดขึ้นไปนิดหนึ่ง ก็จักไม่เบียดเบียนบุคคลผู้อื่น

          ๕. อย่าทำให้คนอื่นเป็นทุกข์เดือดร้อน แต่เรายังอยู่สุขสบาย ตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเราเดินทางไปไหนสักแห่ง (เขาใหญ่ ภูกระดึง หาดทรายชายทะเล) อาหารที่เหลือบริโภคก็ทิ้งเรี่ยราดไปตามใจชอบ ผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้นหรือมาทีหลังย่อมเดือดร้อน เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นไหม ทั้งนี้ไม่รวมคนรับใช้ที่ได้รับค่าจ้างเงินเดือน ตถาคตหมายถึงคนมีฐานะเสมอกันในบ้าน

          ๖. จุดนี้เพียงแต่อุปมาอุปไมยให้เห็นการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยปัญญา เหมือนคนจอดรถขวางปิดทางผู้อื่นสัญจร ตนเองไม่เดือดร้อน แต่คนอื่นเดือดร้อน ถ้าจิตละเอียดขึ้น พรหมวิหาร ๔ ทรงตัวดีขึ้น ก็จักเลิกเบียดเบียนผู้อื่น พอปฏิบัติตามหลักนี้นานๆ เข้า คำว่า นาน หมายถึง การศึกษาเรียนรู้คำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง มิใช่สักเพียงแต่ว่าจำแล้วนำไปทำเล่นๆ ไม่จริงจัง ก็เลยรู้ไม่จริง คนทำจริงเท่านั้นที่จักรู้จริงเห็นจริงในอริยสัจ คือเห็นทุกข์อันเกิดจากการเบียดเบียน

          ๗. พอจิตละเอียดถึงที่สุดแล้ว ธรรมะเบื้องสูงก็จักเกิดขึ้นกับจิตของผู้ปฏิบัติเอง เล็งเห็นโทษของการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น พยายามละพยายามตัด ความเบียดเบียนนั้นให้สิ้นซากไปด้วยปัญญา เมื่อนั้นแหละความสุขอย่างยิ่งก็จักเกิดแก่จิตของนักปฏิบัติเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่ต้องให้ใครชี้แนะนำ ธรรมของตถาคตถึงแล้วรู้เอง รู้อยู่ภายในจิตของตนนี้แหละ

 

การคิดถึงความตายไม่ใช่ของง่าย

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. หลวงตาสมชาย ท่านตายแล้ว แต่ท่านใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใช้อภิญญาสมาบัติ หรือ มโนมยิทธิ ให้เกิดประโยชน์กับท่าน ท่านนึกถึงพระพุทธเจ้าๆ ก็เสด็จมา ท่านนึกถึงท่านฤๅษีๆ ก็มา เพียงท่านฤๅษีถามว่า หลวงตาไม่อยากเกิดอีกแล้วใช่ไหม? เพียงแค่นี้บุญเก่าที่สะสมก็รวมตัว ท่านก็ไปพระนิพพานได้อย่างสบายๆ

          ๒. คนที่เขาตายกัน เขาตายกันเมื่อไหร่ วันนี้หรือพรุ่งนี้ (เพื่อนผมตอบว่าไม่แน่) ทรงตรัสว่า แน่ซิ คนทุกคนตายกันที่ตรงที่เดี๋ยวนี้ทั้งนั้นแหละ ร่างกายที่ กำลังกัตวา (ตาย) นั่นแหละ ขณะจิตเดี๋ยวนั้น ไม่มีตายเวลาอื่นหรอก ทุก ๆ คนจึงตายอยู่ในธรรมปัจจุบัน ตายจริงๆ ก็เดี๋ยวนี้เดี๋ยวอื่นไม่ได้

          ๓. นี่แหละคือ มรณานุสสติ ที่เป็นจริง อยู่ในธรรมปัจจุบันนั่นแหละ ไม่ใช่คิดอย่างผู้ที่ยังประมาท คิดถึงความตายห่างมากเกินไป ต้องคิดถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ก็คือคิดถึงอยู่ในธรรมปัจจุบัน ตายเดี๋ยวนี้ไว้เสมอ แล้วควบ อุปสมานุสสติ เตือนใจอยู่มิได้ขาด นี่ซิของจริง

          ๔. ในอดีตที่เข้ามาสะสมบารมีธรรม การคิดถึงความตายไม่ใช่ของง่าย จิตคิดบ้าง ลืมบ้าง คิดแล้วไม่ยอมรับบ้าง ฝืนไปเสียบ้าง จนในที่สุดจิตละเอียดขึ้นก็คิดถึงวันละ ๒ - ๓ ครั้ง แต่จิตก็ยังไม่ทรงตัว พอจิตละเอียดขึ้นไปอีกคิดได้วันละประมาณ ๗ ครั้งทรงตัว แต่ก็ยังมีอารมณ์เกาะติดอยู่ในร่างกายของตนและบุคคลอื่น พระโสดาบันจึงยังมีครอบครัวได้ เพราะการเกาะติดตรงนี้

          ๕. แต่ไม่ได้คิดว่าตายเดี๋ยวนี้ ถ้าคิดตายเดี๋ยวนี้จริงๆ จนกระทั่งจิตทรงตัว ภาระครอบครัวก็ไม่มี มันมีไม่ได้ คนมันคิดจักตายอยู่รอมร่อ จักไปใยดีอะไรกับร่างกายของตนและของผู้อื่น

          ๖. จุดนี้แหละที่สมเด็จองค์ปัจจุบันตรัสกับพระอานนท์ไว้ว่า ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก เพราะจักทำให้จิตมันชินกับความไม่ประมาท อัปมาเทนะ สัมมาเทถะ เกิดขึ้นได้เพราะจุดนี้ อย่าปล่อยความดีจุดนี้ให้หล่นหายไปเสียนะ จงทำไว้ให้เป็นปกติ ถ้าทำให้ถึงพร้อม ความประมาทในธรรมก็จักไม่มี มรรคผลนิพพานจักเกิดขึ้นได้ง่าย

          ๗. พวกเจ้ามาถึงจุดนี้ พบขุมทรัพย์ใน มรณานุสสติ แล้ว ถ้าจักไม่ฉลาดตักตวงละก้อ ก็สุดแล้วแต่อัธยาศัยเถิด ถ้าขยันเก็บสะสมไว้ให้จิตทรงตัวที่จุดนี้ จิตก็จักไม่ประมาทในชีวิต การตัดกิเลสก็จักเป็นของง่ายดายยิ่งขึ้น อย่าละความเพียร (พยายาม) ก็แล้วกัน

 

กฎของกรรมคืออริยสัจ

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ร่างกายมันก็ไม่ดีมาอย่างนี้ทุกๆ ชาตินั่นแหละ ตั้งแต่จุติมาจากความเป็น ปภัสสราพรหม ก็ทำบุญทำบาปกันเรื่อยๆ มา แต่กำลังของบุญมีน้อยกว่ากำลังของบาปมาก นับแสนอสงไขยกัปนับไม่ถ้วน เกิดตายๆ เวียนว่ายอยู่ในกระแสของกรรม

          ๒. ขึ้นชื่อว่ากรรมไม่มีใครทำ ล้วนแล้วแต่เราทำเอาไว้เองทั้งสิ้น กรรมแปลว่า การกระทำ ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางใดทางหนึ่ง เมื่อกระทำขึ้นมาก็เป็นกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นทุก ๆ ชาติที่ยังอัตภาพให้เกิดขึ้นมา ก็ย่อมหนีการเจ็บป่วยไปไม่พ้น เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องเสวยผลแห่งกรรมที่ตนกระทำเอาไว้นั้น ไม่มีใครหนีกฎของกรรมได้พ้น

          ๓. ให้เห็นธรรมดาเข้าไว้ว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจ การกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ความปรารถนาไม่สมหวังนั้น เป็นเรื่องของกฎธรรมดา ไม่มีใครที่จักหลีกเลี่ยงไปได้

          ๔. ให้ทุกคนยอมรับในกฎของกรรม ซึ่งย้ำอีกทีไม่มีใครทำ เราทำของเราเอาไว้เอง แม้องค์สมเด็จปัจจุบันทรงปรินิพพาน ๘๐ พรรษา เพราะกรรมปาณาติบาตฆ่า รากษกตายตอนอายุ ๘๐ ปี กฎของกรรมอันนี้ถ้าพระพุทธองค์หนี โดยใช้อิทธิบาท ๔ ครบ บารมี ๑๐ พร้อม ก็สามารถอธิษฐานกายให้อยู่ไปตลอดพุทธันดรได้ แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ทำ เพราะเคารพในกฎของกรรมที่พระองค์ทำไว้นั้น

          ๕. เรื่องท่านมหาโมคคัลลานะ ยอมให้โจรทุบจนร่างกายแหลก ก็เพราะท่านเคารพในกฎของกรรมเช่นกัน

          ๖. และ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่มีบทใดเลยที่ไม่แสดงเรื่องกฎของกรรม เพราะกฎของกรรมคืออริยสัจ กฎของกรรมคือของจริง เป็นสิ่งที่ พระอริยเจ้าทั้งหลายยอมรับ แต่มีกำลังใจยอมรับแค่ไหนนั้น ก็สุดแล้วแต่บารมีธรรมของจิต จักเจริญขึ้นมาได้แค่ไหน ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ให้สำรวจอารมณ์เอาไว้ให้ดี เตือนจิตตนเข้าไว้ อย่าสร้างกรรมที่เป็นอกุศลให้เกิดเป็นทั้งกาย วาจา ใจ อีกพยายามตัดกรรมเข้าไว้

          ๗. ถ้าไม่รู้จักทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ มันก็ล่วงพ้นความทุกข์ไปไม่ได้ พระตถาคตเจ้าทั้งหลายสอนให้เห็นทุกข์ จักได้วางทุกข์ ปลดทุกข์ ละทุกข์เสียได้ จึงจักเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

          ๘. หากพิจารณาให้ดีๆ จักเห็นได้ว่า โลกนี้ทั้งโลกมีแต่ความทุกข์ หาสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย ให้เห็นตามความเป็นจริงอย่าให้สภาวะของจิตมันบิดเบือนความจริง เพราะตัวธรรมล้วนๆ ไม่มีการปรุงแต่ง มันเกิด เสื่อม ดับ อยู่เป็นปกติตามหลักของ มหาสติปัฎฐาน ๔ คือ มีสติกำหนดรู้อยู่เสมอว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนเกิดดับๆ อยู่เป็นปกติธรรม จิตของเราเป็นผู้ไปรู้ธรรมนั้นๆ ผู้ใดไปยึด ไปฝืนกฎธรรมดาเข้าก็เป็นทุกข์ จงอย่าให้จิตของเรามีอุปาทานหลอกตัวเองปรุงแต่งธรรม ว่าดี ว่าเลว ว่าผิด ว่าถูก มองให้ลึกๆ ลงไป มันเป็น สภาวะธรรมอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดา

          ๙. โลกทั้งโลกจึงล้วนเป็นอริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าจักตรัสอย่างไรอีกกี่แสนครั้ง ก็ไม่พ้นจากอริยสัจ การสอนของพระองค์มุ่งเน้นอยู่ที่อริยสัจหรือกฎของกรรมทั้งสิ้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่