(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๖)




ควรนึกถึงความตายทุกอิริยาบถ

          เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๓๐ พ.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จพระพุทธกัสสป ได้มีพระเมตตามาตรัสสอนเรื่อง ควรนึกถึงความตายทุกอิริยาบถ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ควรจักระลึกถึงความตายเป็นนิจ ถ้าควบคู่กับลมหายใจเข้า - ออกได้ก็ควรทำ เพราะขาดมรณานุสสติกรรมฐาน อารมณ์ประมาทจึงเกิดขึ้นได้ง่าย

          ๒. ความไหวไปในอารมณ์โมหะ โทสะ ราคะ ก็เกิดขึ้นง่าย เพราะจิตลืมคิดไปว่าร่างกายนี้มันกำลังจักตาย จึงไหวไปกับอายตนะกระทบทั้งปวง ทำอารมณ์ร้อนรุ่มไปให้เกิดกับอารมณ์ของจิตอยู่เสมอ แต่ถ้าหากยึดมรณานุสสติกรรมฐานไว้เป็นแม่บท ควบคู่กับอานาปานุสสติกรรมฐานแล้ว อารมณ์หลงไปในโทสะ ราคะก็จักเบาลง

          ๓. ร่างกายมันกำลังจักตาย ร่างกายคนอื่นก็ก้าวสู่ความตายเช่นกัน จักโกรธ โลภ หลง ก็ไม่มีประโยชน์อันใด อารมณ์ของจิตจักเยือกเย็น มีกำลังตัดกิเลสอันเป็นอกุศลได้ทั้งปวง

          ๔. ขอให้โชคดี ขยันหาผลของการปฏิบัติเข้าไว้

 

เรื่อง อารมณ์ราคะกับปฏิฆะ

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐมก็ ทรงพระเมตตามาตรัสสอนต่อ เรื่องอารมณ์ ๒ ให้ ดังนี้

          ๑. เจ้าจงหมั่นดึงอารมณ์ให้ช้าลงด้วยอานาปานัสสติ ควบคู่กับภาพพระในอก

          ๒. ที่ยังหุนหันพลันแล่นเพราะอารมณ์จิตมันร้อน ใจเร็วเกินไปหน่อย ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่มีอารมณ์ใคร่ครวญ กามฉันทะ ปฏิฆะกระทบทีไร อารมณ์จึงเตลิดไปก่อนทุกที

          ๓. นิสัมมะ กะระณัง เสยโย ยังอ่อนเกินไป สติไม่ไว รู้ไม่เท่าทันความคิด ต้องพยายามรู้ลม จับภาพพระ โจทย์จิตตนเองไว้เสมอ ๆ

          ๔. เพ่งโทษของความรัก และความโกรธเข้าไว้เนือง ๆ แต่รู้ด้วยอารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ

          ๕. ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ของตนเองและผู้อื่นว่าในที่สุดก็ต้องตาย ขันธ์ ๕ มีแต่ความเสื่อมสกปรกหมด ถ้าหากไม่ชำระจิตให้สะอาดดีแล้ว ก็ต้องจุติสู่ภพสู่ชาติกันอีกต่อไป จักมานั่งรักนั่งโกรธขันธ์ ๕ ของตนและบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์อันใด เพราะขึ้นชื่อว่าขันธ์ ๕ มันไม่เที่ยง เป็นเพียงธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ เข้ามาประชุมกันชั่วครั้งชั่วคราว ขันธ์ ๕ ทุกรูปทุกนามเต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยโทษ ยิ่งมัวเมาอยู่ในอารมณ์ราคะ ปฏิฆะมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องกลับมาเกิดพบกับขันธ์ ๕ ที่เต็มไปด้วยโทษและทุกข์เช่นนี้อีก

          ๖. การมีขันธ์ ๕ กรรมที่ล่วงปัญจเวรทั้ง ๕ มาแต่อดีตชาติก็เข้ามาเล่นงานได้ตามวาระ ไม่มีใครอยากได้ขันธ์ ๕ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยเพราะกฎของกรรมเยี่ยงนั้น แต่สภาพจริง ๆ ของขันธ์ ๕ ก็เป็นเยี่ยงนี้เป็นปกติ เกิดเป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ มีชีวิตอยู่ก็พลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความกระทบกระทั่งของอารมณ์เป็นต้นเหตุ

          ๗. รวมความว่า ในเมื่อเจ้าเบื่อไม่อยากมีขันธ์ ๕ เจ้าก็สมควรเบื่ออารมณ์ราคะกับปฏิฆะ ที่ทำให้ต้องกลับมามีขันธ์ ๕ ด้วย มองดูทุกข์ มองดูโทษของอารมณ์ทั้ง ๒ นี้ด้วยตาปัญญาเถิด

          ๘. กำหนดอานาปานัสสติให้จิตมีกำลัง มีสติทรงตัว แล้วกำหนดรู้ทุกข์นั้นช้า ๆ

          ๙. จงหมั่นกระทำประดุจเดียวกันกับการพิจารณาขันธ์ ๕ คือ หมั่นแยกแยะอารมณ์ให้ละเอียดลงไปตามลำดับ หามูลเหตุให้ได้ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอารมณ์นั้น ๆ

          ๑๐. อย่าคิดว่าง่าย รู้แล้วเป็นอันขาด เพราะ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม มันครอบงำบดบังจิตได้ง่าย ๆ นิวรณ์เข้าแทรกเมื่อไหร่ ปัญญาที่จักเห็นต้นเหตุที่เกิดอารมณ์นั้น ๆ มันก็หมดไป มองไม่เห็นและมักจักเกิดอารมณ์โง่ คือเข้าข้างตนเอง ปล่อยให้จิตตกเป็นทาสอารมณ์ที่ถูกกิเลสนั้น ๆ เข้าครอบงำ ตัวอย่างที่เจ้าตกอยู่ในสภาพหดหู่ เศร้าหมองเพราะคิดถึงท่านฤๅษี ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่ดี (ทรงเน้นสอนเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมของผมโดยเฉพาะ) แต่จิตก็ไม่มีปัญญาที่จักแก้ไขอารมณ์หลงนี้ให้หลุดไปจากจิตได้ แต่ถ้าเจ้าทำตามขั้นตอนนี้ ที่ตถาคตได้กล่าวมาแล้วนั้น ใช้อานาปานัสสติคุมจิตให้มีสติให้มีกำลัง ดึงอารมณ์จิตให้ช้า พิจารณากำหนดรู้ทุกข์ รู้โทษของอารมณ์ หมั่นแยกแยะอารมณ์ให้ละเอียดลงไปตามลำดับ ในที่สุดเจ้าก็จักละอารมณ์หดหู่เศร้าหมองได้ อารมณ์ใดเกิดก็ให้ละอารมณ์นั้น ด้วยจิตที่มีสติ มีกำลัง ในที่สุดก็จักละอารมณ์เหล่านั้นลงได้ตามลำดับ

          ๑๑. กำหนดรู้ให้มาก แต่อย่าทำอารมณ์จิตให้เครียด จงหมั่นอาศัยอานาปานัสสติยังจิตให้เข้าถึงฌาน อารมณ์จักเบา

          ๑๒. สำหรับการพิจารณา ก็พยายามรักษาอารมณ์ให้อยู่ในขั้นปฐมฌานเข้าไว้ จิตจักมีกำลังระงับนิวรณ์ ๕ และจักทำวิปัสสนาญาณไปด้วยดี ใคร่ครวญคำสอนเรื่องอารมณ์นี้ให้มาก ๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่