ศีล : สมาธิ : ปัญญา




วันอังคารที่ ๑๑ พ.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนไว้มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าทิ้งศีล-สมาธิ-ปัญญา ให้ขาดออกจากจิตเป็นอันขาด การรักษาศีล ยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่ จะทำให้สมาธิและปัญญาละเอียดมากขึ้นเท่านั้น

          ๒. การปฏิบัติทุกข้อ เพื่อทำให้จิตพ้นจากการเบียดเบียนจากอารมณ์ของกิเลสมรรค ๘ ซึ่งย่อลงมาเหลือศีล สมาธิ ปัญญานั้น ต้องไปด้วยกันเสมอ ในขณะที่จิตเจริญพระกรรมฐาน พระอริยเจ้าทุกองค์ ไม่มีใครทิ้งศีล สมาธิ ปัญญา ให้ขาดจากกัน

          ๓. คำว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ต้องมีครบถ้วนในพระอริยเจ้าทุกระดับ สักแต่ว่ากำลังย่อมแตกต่างกันตามระดับบารมีธรรมนั้นๆ จำไว้พวกเจ้าอย่าทิ้งศีล และตราบใดที่ยังไม่ถึงพระอรหันต์ คำว่าศีลบริสุทธิ์หมดจดยังไม่มีในจิตของพวกเจ้า ซึ่งพระอรหันต์ท่านมีศีลบริสุทธิ์ถึงที่สุด คือ มโนกรรมบริสุทธิ์ แต่ก็มิได้หมายความว่าท่านทิ้งศีล เพียงแต่อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ทรงตัวอยู่ในจิตของท่าน โดยไม่ต้องระมัดระวังในการรักษา จิตของท่านทรงตัวอยู่ในโลกุตรธรรมเบื้องสูง คำว่าโทษ อันเกิดจากการละเมิดศีล สมาธิ ปัญญานั้น ไม่มีในจิตของท่าน อาบัติทั้งปวงจึงไม่มีสำหรับท่านอีกต่อไป

          ๔. จงศึกษาจรณะ ๑๕ ให้ดีๆ หากทรงได้ครบ ก็ได้ชื่อว่าเดินตามรอยบาทของตถาคต ศีล สมาธิ ปัญญา จักไม่มีวันบกพร่อง และอาศัยอิทธิบาท ๔ ปฏิบัติธรรมทุกข้อให้ทรงตัว มีพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาจิต ของตนเองเป็นหลักสำคัญเข้าไว้ วิชชา ๘ ประการคือ ญาณทั้ง ๘ อย่างก็จักทรงตัว เมื่อศีลมี สมาธิมี ปัญญาก็เกิด การเจริญพระกรรมฐานหมวดไหน ก็ย่อมได้ผลทุกเมื่อ การเข้าถึงพระอริยเจ้าเบื้องสูงก็มิใช่เป็นของยาก

          ๕. จงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ คำว่าเจริญพระกรรมฐาน จงจำไว้คือการที่เจริญจิตให้ทรงอยู่ในธรรม หรือกรรมซึ่งมีฐานแห่งความดี ดีในที่นี้คือโลกุตรธรรมยังอารมณ์จิตให้พ้นโลก วิสัยโลก ก็คืออารมณ์จิตที่เต็มไปด้วย โมหะ โทสะ ราคะนั้นนั่นเอง

          ๖. อย่าลืม ศีลทุกข้อละเมิดแล้ว ทำให้เกิดอารมณ์ที่เป็นวิสัยโลกียะทั้งสิ้น ศึกษากันให้ดีๆ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่