หลวงพ่อ
กับเหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๒๐
ตอนที่ ๒
(จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๓)
โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน




          พอเริ่มต้นจะเขียนต่อจากตอนที่ ๑ ในลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๒ ผมก็เห็นความเลวของผมแล้วว่า ความจริงเป็นเหตุการณ์ระหว่างปี ๒๕๑๗-๒๕๒๐ ผมลดไปเสีย ๑ ปี เพราะสัญญา (ความจำ) ของผมเป็นอนิจจังจริง ๆ ตามที่ผมได้บอกไว้แล้วในตอนแรก คนเราหากพยายามหาความผิด-ความเลว-ความชั่ว ที่ตนเองอยู่เสมอย่อมพบมันได้เสมอ แล้วก็พยายามแก้ไขมันเสียในที่นั้น คือ เกิดที่ไหนก็ดับมันที่นั่น กิเลสหรือความชั่ว มันไม่ได้อยู่ที่อื่นนอกตัวเรา หากอยู่ที่ใจของเราทุกคน จึงต้องแก้มันที่ใจเช่นกัน หากผู้ใดยังไม่เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ ก็ไม่มีทางละความชั่วของตนเองได้ ดังที่หลวงพ่อท่านพูดเสมอ ๆ ว่า ให้ใช้อัตตนา โจทยัตตานัง เป็นหลักในการปฏิบัติก็คืออันนี้แหละ แต่คนส่วนใหญ่มักสวนทางกับสัจธรรมข้อนี้ คือ คิดว่าตนเองเก่ง ตนเองแน่ ตนเองฉลาด ซึ่งล้วนเป็นข้อมานะกิเลสมาปิดกั้นความดีของดีตนเองไว้ทั้งสิ้น

          ดังนั้น เมื่อคิดว่าตนเองดีจึงหาความดีไม่พบ พบแต่ความเลวที่ตนคิดเอาเองว่าดี และเก็บความเลว ยึดความเลวไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะเป็นมิจฉาทิฎฐิ ซึ่งเป็นอารมณ์สวนทางกับพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดก็ตามที่คิดว่าตนเองยังเลวอยู่ (โง่อยู่) ผู้นั้นยังมีโอกาสเป็นบัณฑิต (คนฉลาด) แต่ผู้ใดที่คิดว่าตนเองเป็นบัณฑิต (คนฉลาด) ผู้นั้นคือคนโง่อย่างแท้จริง” ผมเขียนธรรมะข้อนี้ขึ้นมาก็เพื่อเตือนตนเองเท่านั้น เพราะใจผมก็อดเผลอไม่ได้ อยากเป็นคนโง่อยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน ต้องคอยปรามบ้าง ปราบบ้าง ไม่ให้มันล้ำเส้นอยู่ทุก ๆ วันเกือบตลอดเวลา

 

          : หลวงพ่อไม่ตาย แต่หมอตกใจเกือบตาย

          หน้าร้อนปี ๒๕๑๗ หลวงพ่อสั่งท่านอ๋อย (ภรรยา พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์) ซึ่งเป็นแม่งานของหลวงพ่อ ให้จัดรถทัวร์หลายคันพร้อมลูก-หลานของท่านขึ้นไปกราบพระสุปฏิปันโนที่ภาคเหนือหลายครั้ง แต่ที่ผมเขียนนี้เป็นครั้งแรกหรือครั้งที่สอง ผมจำไม่ได้ การไปแต่ละครั้งหลวงพ่อเหนื่อยมาก ๆ เพราะเกือบไม่มีเวลาพักเลย ผมในฐานะแพทย์ประจำองค์ท่าน (ท่านอ๋อยขออนุญาตหลวงพ่อแต่งตั้ง) แต่ผู้เดียว จึงต้องอยู่ใกล้ชิดท่านตลอดเวลา จึงทราบเรื่องดี ต้องฉีดยาบำรุงให้ท่านเกือบทุกวัน หากท่านมีเวลาว่างนานหน่อย ก็ให้น้ำเกลือ และทั้ง ๆที่กำลังให้น้ำเกลืออยู่นี้ ท่านก็ต้องรับแขกไปด้วย เพราะมีบรรดาพุทธบริษัททางจังหวัดเชียงใหม่ที่ศรัทธาในท่านมารอกราบและทำบุญกับท่านจำนวนมาก สถานที่พักก็ใช้บ้านของ ดร. ปริญญา นุตาลัย ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบ้านเพื่อน ๆ อาจารย์ของท่านเป็นที่พัก (อยู่ในเขตรั้วของมหาวิทยาลัย) ส่วนคณะใหญ่ก็อาศัยวัดในเมืองเป็นที่พัก ในการไปครั้งนี้ผมสังเกตว่า หลวงพ่อท่านไอมากผิดปกติ ได้ถวายยาแก้ไอกับท่าน ก็ระงับได้ชั่วคราว เพราะหลอดลมท่านอักเสบมาก จากการที่ท่านต้องใช้เสียงพูดเกือบทั้งวัน ส่วนใหญ่จะออกตั้งแต่เช้า ๐๗.๐๐ น. เป็นอย่างช้า กลับมาก็ประมาณ ๑๘.๐๐ น. หรือกว่านั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้ อากาศก็ร้อน ถนนก็ไม่ค่อยดีระยะทางก็ไม่ใกล้ ต้องทำเวลาให้ทันจุดที่กำหนดไว้ ท่านเหนื่อยมาก จะห้ามท่านไม่ให้พูดก็ไม่ได้ ความทุกข์จึงตกอยู่กับหมอ (ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ) ส่วนหลวงพ่อท่านทุกข์แต่กาย ใจท่านเลิกทุกข์มานานแล้ว มันต่างกันตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่ท่านไข้ขึ้นสูง ไอมาก แต่ใบหน้าท่านยังยิ้มแย้มเป็นปกติ และพูดเกือบตลอดเวลาที่พาลูก-หลานไปกราบพระ สุปฏิปันโนตามวัดต่าง ๆ ซึ่งอยู่ห่างกันมากแต่ละวัด ขันธ์ ๕ ของท่านทนมาได้จนถึงวันสุดท้าย ท่านพาลูกหลานให้ได้บุญครบ ตามที่ท่านกำหนดไว้ และรถทัวร์เหล่านั้นก็มุ่งกลับกทม.หมด คงเหลืออยู่เพียงประมาณ ๑๐ คน ที่จะเดินทางขึ้นไปเชียงรายในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้หลวงพ่อท่านได้พักผ่อนสัก ๒-๓ วัน ในตอนเย็นวันนั้นเอง คงประมาณ ๑๘.๓๐ น. ผมกำลังคุยอยู่กับดร.ปริญญาและเพื่อน ๆ ชั้นล่าง เห็นพี่นนทาวิ่งลงมาจากชั้นบน ตรงมาจับข้อมือผมแล้วดึงขึ้น จนตัวผมลอยตามมือพี่นนทา พร้อมกับร้องอย่างตกใจว่า หมอ เร็วเข้า หลวงพ่อกำลังแย่แล้ว พี่นนทาลากผมลอยขึ้นบันไดไปอย่างอัศจรรย์จำไม่ได้ว่าเท้าของผมติดพื้นหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะพี่นนทาท่านมีกำลังภายในมากเหลือเกินสุดที่ผมจะขัดขืนท่านได้ มารู้สึกตัว และได้สติก็ตอนเห็นหลวงพ่อกำลังอาเจียนอย่างหนัก ผมเห็นอาเจียน ที่ท่านทั้งไอและอาเจียนออกมาเป็นหนองล้วน ๆ เกือบสองกระโถน ผมเองตั้งแต่จบแพทย์มากว่า ๒๐ ปีแล้ว ยังไม่เคยพบคนไข้มีอาการหนักขนาดนี้ ขอรับตามตรงว่าตกใจมากในขณะนั้น ทำอะไรเกือบไม่ถูก สิ่งแรกก็คือตรวจหัวใจ ปอด และความดันโลหิตของท่านก่อน ท่านเองคงทราบว่าหมอนั้นเกือบช็อกแล้ว ท่านก็ยิ้มเหมือนปกติ แล้วพูดกับผมว่า หมอ หัวใจเต้นกี่ครั้ง ผมก็ตอบว่า ๘๐ ครั้งต่อนาทีครับ ท่านก็ตอบว่า ถูก ท่านก็ถามผมต่อไปว่าแล้วความดันโลหิตล่ะเท่าใด ผมก็ตอบว่า ๑๒๐ กับ ๘๐ ครับ ท่านก็ตอบว่าถูกอีก และเสริมต่อไปว่า หากหมอไม่ตอบตามนี้ หมอก็โกหก เพราะท่านโกมารภัจท่านก็บอกว่าเท่านี้เหมือนกัน พอผมได้ยินชื่อท่านหมอโกมารภัจเท่านั้น ผมก็หายจากอาการช็อกโดยสิ้นเชิง เพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว หากมีหมอชั้นยอดของโลกอยู่กับผมด้วย ผมรีบเปิดกระเป๋าหยิบยาหลอดยาขึ้นมาอธิษฐานถามพระพุทธเจ้า และท่านหมอโกมารภัจว่าจะใช้ได้ไหม ท่านก็ตอบว่าได้ ผมก็รีบฉีดให้หลวงพ่อท่านทันที แล้วจับยาแก้หลอดลมอักเสบขึ้นมาอธิษฐานอีก ท่านก็บอกว่าใช้ได้ ผมก็จัดถวายท่านไป พอหลวงพ่อรับยาที่ผมจัดให้ท่านก็พูดว่า หมอไม่ต้องเป็นห่วงสองวันก็หาย ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะรุ่งขึ้นคณะของหลวงพ่อก็เดินทางไปจ.เชียงราย พักที่วัดเม็งราย ซึ่งอยู่บนยอดเขาไม่สูงและอยู่ในตัวเมืองเชียงราย ที่พักและอากาศดีมาก หลวงพ่อท่านก็แจ่มใสและหายเป็นปกติ ตามที่ท่านบอกไว้

          สำหรับตัวผมขอเล่าความในใจซึ่งเก็บไว้กว่า ๑๐ ปีดังนี้

          เดิมผมเองนั้น ไม่ได้คิดจะเดินทางร่วมไปกับหลวงพ่อด้วยที่เชียงราย ได้วางแผนจะขอแยกกับท่านในตอนเช้า โดยส่งท่านและคณะไปเชียงราย ส่วนผมขออยู่ที่เชียงใหม่ต่อ เพราะได้นัดให้ภรรยาและบุตรสาวอายุ ๖ ปี ขึ้นมาพบกันที่เชียงใหม่ และอยู่เที่ยวที่เชียงใหม่อีก ๓-๔ วัน ตอนนั้นคิดมากจริง ๆ ระหว่างหลวงพ่อกับลูก-เมีย แต่โชคดีที่คิดถูก คือ เลือกเอาหลวงพ่อก่อน เพราะทิ้งท่านไม่ได้ แม้ท่านจะพูดว่าไม่เป็นไรสองวันก็หาย ให้ผมฟังก็ตาม เรื่องนัดลูกเมียไว้นี้ผมไม่ได้เรียนให้หลวงพ่อทราบ แต่ผมก็ทราบว่าท่านรู้โดยไม่ต้องบอก มันเป็นการทดสอบอารมณ์ของผมไปในตัว รายละเอียดในอารมณ์ของผมจะไม่เขียนเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ผมจึงแก้ปัญหาโดยเขียนจดหมายฝากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการสาขาท่าแพ ซึ่งมีบ้านรับรองอยู่ให้ช่วยคอยรับลูกเมียผมแทน พร้อมทั้งจดหมายของผม และโชคดีอีกตามเคยที่ภรรยาผมไม่โกรธ จึงต้องนับว่าเป็นความดีของเธอและบุญของเธอด้วย

 

          : หลวงพ่อถูกเทวดาแบกขึ้นดอยตุง

          การขึ้นดอยตุง จ.เชียงราย ครั้งแรกนี้ คงอยู่ในระหว่างปี ๒๕๑๗ และ ๑๘ ผมก็ต้องขออภัยที่จำวัน-เดือนและปีที่แน่นอนไม่ได้ ได้พยายามถามผู้ที่ไปด้วย ก็ปรากฏว่าสัญญาเป็นอนิจจาเหมือนกับผม ในเมื่อมันจำไม่ได้เราก็ควรไม่เอาจิตไปผูกพัน เพราะหากเราเอาจิตไปผูกพันสิ่งใดก็ตาม มันก็เกิดความทุกข์ขึ้นกับใจเราเอง และพระท่านสอนเราว่า โลกนี้เป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควรยึดถือว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา เพราะยิ่งยึดมันก็ยิ่งทุกข์ ยึดมาก ทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย ไม่ยึดมันเสียก็ไม่ทุกข์ ในโลกนี้เห็นจะมีความตาย และความไม่เที่ยงเท่านั้นที่เที่ยง เพราะเกิดมาครั้งใดก็ตายทุกทีทั้งคนและสัตว์ แต่จะตายเมื่อไหร่ไม่รู้ พระองค์จึงสอนเราอยู่ในความไม่ประมาท ให้รู้ตนเองอยู่เสมอว่าจะต้องตาย แม้พระองค์เองก็เคยตรัสไว้กับพระอานนท์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระโสดาบันอยู่ว่าเธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ตอบว่า “วันละประมาณ ๗ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า ” ทรงตรัสว่า “อานนท์ยังน้อยเกินไป ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าและออก”พอเขียนมาถึงตอนนี้ ก็เกิดปัญญาขึ้นว่า ความจริงพอปฏิบัติมาถึงพระโสดาบันแล้ว (พระโสดาปัตติผล) ความเที่ยงจะเกิดขึ้นกับท่านสองข้อทันที คือ

          ๑. เที่ยงจากการที่จะไม่ต้องตกนรกอีก (พ้นนรกได้ตลอดกาล)

          ๒. เที่ยงจากการจะเข้าสู่พระนิพพานได้แน่นอนในอนาคต ตามบารมีหรือกำลังใจจะเต็มแค่ไหน คือ ๗ ชาติ ๓ ชาติ หรือ ๑ ชาติ แต่หากท่านปฏิบัติเอาจริงจังมุ่งตัดอวิชชาเลย (สังโยชน์ข้อที่ ๑๐) ท่านก็อาจไปนิพพานได้ในชาติปัจจุบันนี้โดยใช้มรณานุสสติควบกับอุปสมานุสสติ นี่ก็เช่นกัน ผมเขียนไว้เพื่อเตือนตนเอง ปลอบใจตนเอง และก็เร่งรัดตนเองด้วย

          การขึ้นดอยตุงครั้งแรกนี้ใช้รถสองคัน ทางขึ้นเขายังไม่ได้ทำให้เรียบร้อย เพียงกรุยทางไว้เท่านั้น รถที่จะขึ้นไปถึงพระธาตุได้ จึงเป็นรถจิ๊ปหรือแลนด์โรเวอร์ ที่มีเกียร์พิเศษเท่านั้น แต่หลวงพ่อท่านจะขึ้น ดร.ปริญญาถามว่า ขึ้นได้หรือ หลวงพ่อท่านตอบว่าได้ เพียงเท่านี้ ดร.ปริญญาก็หมดสงสัย ตกลงใจทันที รถคันแรกก็เป็นรถโฟล์คตู้สีเหลือง หลวงพ่อนั่งกับพี่นนทาและคณะอีก ๓-๔ คน (จำไม่ได้ ว่าใครบ้าง) คนขับดูเหมือนจะเป็นพี่เหม่ รถคันนี้ผมฟังเสียงเครื่องยนต์แล้ว ผมว่ามันเดินแค่ ๓ สูบเท่านั้น ส่วนรถคันที่ ๒ เป็นรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้าของดร. ซึ่งเป็นรถเก่า เรานั่งกันเต็มอัตราคือ ๗ คน ข้างหน้า ๓ คน ข้างหลัง ๔ ผมเองน้ำหนักน้อยที่สุดคือ ๖๐ ก.ก. นอกนั้นก็กว่า ๖๐,๗๐ กว่า, จนถึง ๘๐ โล รวมแล้วก็ข้าวสาร ประมาณ ๕ กระสอบแล้วมันขึ้นไปได้อย่างไร (ในเมื่อหลวงพ่อว่าได้มันก็ต้องได้) รถของท่านนำหน้าเรา ทั้ง ๆ ที่รถวิ่งแค่ ๓ สูบ ปรากฎว่าหายวับไปกับตา รถเราควรจะขับตามทันแต่กลับไม่ทัน พอถึงทางชัน พวกเราก็ลงหมดยกเว้นคนขับคือดร. ช่วยกันเข็น ๖ แรง (ลูกม้า) พอพ้นก็ขึ้นนั่ง วิ่งต่อทำไปแบบนี้ตลอดทาง มีบางตอนทางมันชันชนิดที่มองแล้วลมจะใส่เอา เพราะทั้งชันทั้งยาวเหยียดหลายร้อยเมตร แต่มันก็แปลกที่เข็นขึ้นไปได้ทุกที ทางขึ้นเป็นฝุ่นทั้งนั้นยาวราว ๆ ๑๒ ก.ม. ดังนั้นหน้าตา เสื้อผ้า และผมพวกเราก็เหมือนสีฝุ่นทุกคน เมื่อขึ้นไปจวนถึง ปรากฏว่าเกิดมีทางแยกไปซ้ายกับขา ไม่รู้จะไปทางไหนดี ผมจึงวิ่งขึ้นไปดูเพื่อสังเกตรอยยางรถของหลวงพ่อท่าน แต่ต้องผิดหวังเพราะไม่มีรอยยางรถให้เห็นเลย อัศจรรย์ยิ่งนัก ผมเลยต้องขอพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พร้อมทั้งพรหม และเทวดาให้ช่วยบอกทาง รถเราจึงไปได้ถึงยอดดอย พอไปถึงต่างคนก็ต่างเข้าไปรายงานตัวกับหลวงพ่อพวกที่ถึงก่อน เขาเห็นพวกเราหน้าตา-ผมเป็นลูกครึ่งหมด จึงแจกผ้าเย็นคนละผืนเช็ดหน้าตาและผม รวมทั้งคณะที่ไปถึงก่อนด้วย และถวายให้หลวงพ่อท่านเช็ดหน้าตาและศีรษะ เมื่อเช็ดเสร็จต่างคนก็ต่างเอามาอวดกันว่าใครจะมีสีแดงมากกว่ากัน ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจที่ฝุ่นมันมากขนาดผ้าเกือบไม่มีสีขาวมีแต่สีแดงเท่านั้น ส่วนผมได้สังเกตว่า ผ้าของหลวงพ่อ ปรากฏว่าไม่มีฝุ่นสีแดงติดเลยแม้แต่นิดเดียว ผมจึงพูดขึ้นและชี้ให้ทุกคนดูสิ่งอัศจรรย์ที่เห็น ส่วนหลวงพ่อท่านก็ได้แต่ยิ้ม ผมจึงรายงานท่านว่า ผมสงสัยว่ารถของหลวงพ่อนี้ไม่ควรจะขึ้นมาได้ เพราะเป็นรถตู้ และเครื่องทำงานแค่ ๓ สูบเท่านั้น และผมคิดว่ารถคันนี้น่าจะลอยมามากกว่า เพราะรอยยางรถไม่มีเลยที่พื้นถนน และเล่าถึงทางสามแพร่งที่ผมต้องอธิษฐานถามพระว่าไปทางไหนดี เพราะไม่เห็นรอยยางรถ หลวงพ่อท่านได้แต่หัวเราะและยิ้ม ผมก็เลยพูดต่อว่า ผมอัศจรรย์ใจจริง ๆ ที่รถของผมนั่งมา ๗ คน แต่ละคนน้ำหนักมาก ๆ ทั้งนั้น ผมเองตัวเบาที่สุด เวลาขึ้นทางชันต้องช่วยกันเข็นทุกที ไม่รู้ว่ามันขึ้นมาได้อย่างไร หากมากันเองโดยไม่มีหลวงพ่อมาด้วย แม้รถเปล่า ๆ ไม่มีคนนั่งเลยก็ไม่มีทางขึ้นมาได้ หลวงพ่อท่านจึงพูดว่าคนช่วยเข็นบานเลย ผมก็ยังโง่ตามเคย ตอบว่าครับ ต้องลงมาช่วยกันเข็นทุกที ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ เทวดาทั้งนั้น ผมจึงถึงบางอ๋อตอนนี้เองหมดสงสัยว่าเหตุใดรถ ๒ คันนี้จึงขึ้นมาได้

          ผมจึงขอสรุปว่า รถของหลวงพ่อนี้ เทวดาท่านต้องช่วยกันแบกขึ้นมาตลอดทางแน่ ๆ หลวงพ่อท่านเล่าให้ผมฟังในวันต่อมาว่า ขาลงจากดอยรถท่านเวลาวิ่งลงล้อหน้า ๒ ล้อ มันลอยอยู่ตลอดเวลาจนถึงตีนเขา ก็แสดงว่าเทวดาท่านแบกรถของท่านลงมาอีกเช่นเคย เรื่องอย่างนี้ท่านเคยเห็นที่ไหนบ้าง ถ้าเคยพบเคยเห็นที่ไหน กรุณาเล่าให้ผมฟังบ้าง

          : อีสานแดน ผ.ก.ค.

          ในระหว่างปี ๑๗ ถึง ๑๙ นี้ ผ.ก.ค.ในภาคนี้กำลังดังมาก เขาสามารถยึดเทือกเขาทั้งแถบ และหมู่บ้านบริเวณนั้นเป็นฐานของเขาได้เกือบทั้งหมด ตำรวจและข้าราชการตกอยู่ใต้อิทธิพลของเขาเกือบหมด ด้วยความกลัว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้ทหารเข้าปราบปราม แต่ก็ค่อนข้างจะช้าไป เพราะนอกจากเขาจะไม่กลัวทหารแล้ว เขายังท้าทายให้พวกทหารโจมตีเข้าด้วย เช่น ที่ภูพาน เป็นต้น และอำเภอที่เขามีอิทธิพลมาก คือ อำเภอนาแก ใครจะผ่านเข้าออกต้องระวังตัวให้ดี ส่วนในเวลากลางคืนแถบนั้นจะไม่มีรถกล้าวิ่งผ่านเลยตลอดแนวถึง จ.นครพนม แต่หลวงพ่อท่านก็พาคณะของท่านวิ่งผ่านมาแล้วในเวลากลางคืน พวกที่ไม่รู้เรื่องหรือไม่รู้เลยก็สบายใจ แต่พวกรู้มากนี่มันยากนานจริง ๆ รู้มากก็อุปาทานมาก-ทุกข์มาก-กลัวมาก ส่วนหลวงพ่อท่านกลับเฉย ๆ เราก็เลยต้องทำกายเราให้เฉยตามท่าน แต่ส่วนใจนั้นมันไม่ยอมเฉยตามกาย ฟุ้งซ่านตลอดทาง พวกที่ไม่รู้เรื่องนี้ดีมาก เพราะเขานั่งหลับตลอดทาง

          ดังนั้นจึงต้องใช้ที่พึ่งอันสุดท้าย คือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” โดยจับอานาปานุสสติเพื่อให้หายฟุ้ง ระลึกถึงคุณ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ จับภาพกสิณพระไว้ในอกบ้างศีรษะบ้าง หรือภาวนาไปบ้าง ว่าคาถาต่าง ๆ ไปบ้าง พิจารณามรณานุสสติ และอนุสติอื่น ๆ ไปบ้าง มันก็ช่วยให้หายฟุ้งหายกลัวไปได้ในที่สุด ผมสังเกตดูว่าจะมีรถคันอื่นตามมาบ้างไหม ปรากฏว่าไม่มี มีแต่รถของเราคันเดียวจริง ๆ ที่วิ่งมาจนพ้นเขตอันตราย คือ เข้าสู่ตัวเมือง ต้องใช้เวลาวิ่งผ่านดงผกค.เป็นเวลาหลายชั่วโมง และหากจำไม่ผิดท่านสั่งให้รถวิ่งผ่านตอนกลางคืนนี้ ๒ หรือ ๓ ครั้ง สมัยนั้นไม่มีรถเป็นขบวนแบบนี้ โดยมากมีแค่คันเดียว (เช่าเขามา) อย่างมากก็ ๒ คัน

 

          : หลวงพ่อถูกพวก ผกค.ล้อม

          มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อได้พาพระสุปฏิปันโนหลายองค์ไปเป็นกำลังใจให้กับทหารที่ประจำอยู่แถบเทือกเขาภูพาน ใช้ ฮ.ถึง ๓ ลำ เพราะท่านมาหลายองค์ หลวงพ่อท่านให้แยกกันนั่งลำละ ๒-๓ องค์ เพราะมีนายทหารชั้นบิ๊ก ๆ ติดตามมาด้วยหลายคน แต่คนที่ใกล้ชิดหลวงพ่อมากที่สุด คือ พล.ท. ยุทธศิลป์ เกสรสุข (ยศในขณะนั้นเป็นพล.ต.) การบินบินระยะยาว จำเป็นต้องหยุดลงเติมน้ำมันก่อนหนึ่งครั้ง จุดนัดพบคือสนามร.ร.แห่งหนึ่งของอำเภอนาแก ปรากฏว่า ฮ.ทั้ง ๓ ลำลงแล้วตั้งนาน รถน้ำมันยังไม่มา ทุกคนยกเว้นพระ ต่างกระสับกระส่าย เพราะมีคนหน้าตาแปลก ๆ ออกมาจากบริเวณนั้นจำนวนมากขึ้น ๆ จนล้อมฮ.ทั้ง ๓ ลำไว้หมด หลวงพ่อท่านก็สั่งผมว่า ให้ทุกคนที่ร่วมโดยสารไปด้วยลงจากฮ. และเอาของที่จะไปแจกทหารออกมาแจกชาวบ้าน ให้เอาพวกขนมก่อน และพยายามชวนพวกชาวบ้านคุยไว้ ทุกคนเมื่อเข้าใจคำสั่ง ก็โดดลงคว้าถุงขนมปังบ้าง ขนมอื่นบ้าง มาม่าบ้าง ติดมือลงไป เดินเข้าไปหาชาวบ้าน ชวนเขาคุยตามอัธยาศัยพร้อมกับแจกขนมไปด้วยกับพวกเด็ก ๆ ที่มีอยู่ไม่น้อย และชี้ให้พวกผู้ใหญ่ดูพระว่า พระท่านโดยสารมาด้วยให้พยายามหาเรื่องคุยไว้ เมื่อเราคุยกันไปสักพักใหญ่ ๆ จึงมีรถทหารลากถังน้ำมันมา แล้วรีบเติมให้กับฮ.ทั้ง ๓ ลำ ผมก็เลี่ยงไปฟังข่าวว่าเพราะอะไรจึงมาช้า ทั้ง ๆ ที่วิทยุนัดกันอย่างดีแล้ว คำตอบก็คือ เมื่อคืนนี้ฝนตก ถนนลื่น ขับรีบร้อนไปหน่อย จึงไหลลงไปอยู่ในคูกว่าจะเอาขึ้นมาได้ เลยช้าไปหน่อย (ช้ามาก ๆ ทีเดียว) เหตุการณ์ครั้งนี้หวาดเสียวมาก เพราะอยู่ในถิ่นของผกค. ที่เขาระบายสีแดงสดไว้ในแผนที่ และเมื่อเร็ว ๆ นี้เขาก็จัดการกับพวกตำรวจ ทหารโดยการโยนระเบิดมือใส่ ทำให้มีการเสียชีวิตกันหลายคน ยิ่งรู้มากก็เสียมาก ผมยังเดาไม่ถูกว่า หากไม่มีหลวงพ่อท่านมาด้วยอะไรจะเกิดขึ้น เวลาที่ฮ.บิน ก็บินแบบยุทธวิธี คือ ๓ ลำ ไม่บินเป็นหน้ากระดาน แต่ให้ทิ้งระยะกันพอเห็นลำ และเวลาบินก็ให้บินเปลี่ยนระดับกันอยู่เสมอ คือ เดี๋ยวลำหนึ่งขึ้นสูง อีกลำหนึ่งลงต่ำสลับกันตลอดทาง เพราะข้างล่างที่บินผ่านมีแต่พวกเขาทั้งนั้น

 

          : หลวงพ่ออยู่กลางดงผกค.

          ที่ผมไม่ลงวันเดือนปีนั้น เพราะจำไม่ได้แน่นอน เนื่องจากเวลาผ่านมากกว่า ๑๐ ปีแล้ว และไปหลายครั้งเหลือเกิน การบินด้วยฮ. ก็บินเข้าเขตนั้น เข้าจังหวัดนี้ จนงง ไม่รู้ว่าอยู่ในเขตของจังหวัดอะไรแน่ จึงขอเล่ารวม ๆ ว่าเป็นจังหวัดภาคอีสานก็แล้วกัน

          การบินไปด้วยฮ.ครั้งนั้นเป็นฮ.ของตำรวจบินไปลำเดียว มีพระ ๒ องค์ คือหลวงพ่อกับหลวงปู่ครูบาธรรมชัย และผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมฮ.จึงบินลงไปอยู่กลางดงของผกค. อาจเป็นไปได้ว่า ในช่วงนั้นเป็นเวลาเพลพอดี นักบินท่านรู้ว่าพระจะต้องฉันเพล เลยหาที่บินลงสักครู่ เพื่อให้ท่านฉัน พอฮ.จอด ผมก็โดดลงให้ตำรวจที่มาด้วยปูเสื่อ แล้วผมก็นิมนต์ให้หลวงพ่อกับหลวงปู่นั่ง และถวายปิ่นโตอาหารที่เตรียมมาด้วย เมื่อเสร็จภาระของผมแล้ว จึงหันมาดูสถานที่รอบ ๆ บริเวณที่ท่านฉัน ก็ตกใจเพราะไม่ทราบว่าคนมาจากที่ไหน ตอนฮ.ลงไม่เห็นมีคน แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียวมันแห่กันมาจากไหน ชักใจไม่ดี แต่สังเกตดูหลวงพ่อกับหลวงปู่ก็เห็นท่านนั่งฉันกันอยู่เป็นปกติ ผมจึงบอกตำรวจที่มาด้วย ให้คอยดูแลพระแทนผมที แล้วผมก็เลี่ยงออกมายืนดูสถานการณ์อยู่รอบนอก พอเดินห่างออกมาจากที่ ๆ หลวงพ่อท่านกำลังฉันเพลอยู่ประมาณ ๓๐ เมตร ผมก็ต้องสะดุ้งตกใจอีกเป็นครั้งที่ ๒ เพราะมีกลุ่มคนจำนวนมากมายืนออกันอยู่อีกหนึ่งวงล้อมเป็นวงที่สอง ขณะนั้นบังเอิญเหลือบไปเห็นตำรวจด้วยกันคนหนึ่งยืนอยู่ในที่นั้น จึงเดินเข้าไปถามเขาว่าที่นี่มันที่ไหน แล้วทำไมคนจึงมาล้อมพวกเราไว้แบบนี้ ตำรวจผู้นั้นคงรู้เรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาดี อธิบายว่าที่ลงมานี้เป็นหมู่บ้านของพวกผกค. ซึ่งกำลังมีใจรวนเร คือ ไม่แน่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลดีหรือฝ่ายผกค.ดี เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนั้นสับสน อเมริกาแพ้ญวน ญวนรุกเอาเขมรและลาวไว้ได้หมด พวกลาวซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็หนีข้ามมาอยู่ที่ฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก ผมเข้าใจว่าหลวงพ่อท่านมาลงจุดนี้ เพราะเหตุนี้เอง ตำรวจผู้นั้นได้อธิบายว่าพวกนี้เขาแบ่งเป็น ๓ กลุ่มตามกำลังใจ

          กลุ่มที่ ๑ ที่อยู่รอบ ๆ หลวงพ่อนั้นไม่มีอันตราย เพราะเขาเคารพพระอยากกราบพระ จึงไม่ใช่ผกค.แน่ ที่ต้องมาอยู่ก็เพราะสถานการณ์บังคับหรือจำใจ

          กลุ่มที่ ๒ ห่างออกมา ๓๐ เมตร กลุ่มนี้พวกลังเลไม่แน่ใจหรือสองจิตสองใจ ใครจะพูดอะไรให้ฟังก็มักจะคล้อยตามเขา ขาดการพิจารณาหรือปัญญาเป็นพวกแนวร่วม

          กลุ่มที่ ๓ ยังมีอีก ตำรวจชี้ให้ผมดูอยู่ห่างออกไปประมาณ ๖๐ เมตร ไม่ค่อยจะเห็นเขา เพราะมีจำนวนน้อย เป็นพวกอุดมการณ์ ซึ่งมาคอยยุแหย่ชาวบ้าน หรือตัวแสบนั่นเอง

          เมื่อได้รับข้อมูลจากตำรวจแล้วก็ใจชื้นขึ้นมาก รีบกลับไปหาหลวงพ่อ ก็พอดีท่านฉันเสร็จ หลวงพ่อท่านไม่ปล่อยให้เวลาว่างเลย ท่านขอโต๊ะ ๑ ตัว (ให้ตำรวจขอจากชาวบ้าน) ท่านขึ้นยืนบนโต๊ะจับไมโครโฟนแบบมือเดียว (ใช้ถ่านไฟฉาย) มีลำโพงในตัว ขึ้นปราศรัยกับชาวบ้านที่มาล้อมท่านอยู่ ท่านพูดได้จับใจจริง ๆ เราฟังแล้วยังขนลุกด้วยปีติ ผมจึงขอเอาแต่ใจความมาเล่าให้ฟังต่อดังนี้

          “พี่น้องชาวไทยและชาวลาวที่รักทุกท่าน ที่อาตมามาหาพวกท่านในวันนี้ จุดประสงค์เพื่อจะชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับพวกท่านทราบถึงลัทธิที่ใช้หลอกลวงชาวบ้าน คือ พวกผกค.เขาพยายามมาพูดหลอกพวกท่านว่า รัฐบาลกดขี่ท่าน เอาเปรียบท่าน ส่วนเขาเป็นพวกมาช่วยเหลือท่านให้ออกจากแอกหรือปลดแอกให้กับพวกท่าน โดยให้สัญญากับพวกท่านว่า เขาจะให้ที่ดินท่านทำกินคนละเท่านั้นเท่านี้ มีกินมีใช้อย่างสมบูรณ์ แต่ขณะนี้เขากำลังดำเนินการ จึงต้อง ขอให้พวกท่านช่วยพวกเขาก่อน ขอให้พวกท่านแบ่งข้าว-หมู-ไก่และอาหารอื่น ๆ ของพวกท่านไปเกือบทุก ๆ เดือน เพื่อพวกเขา เขาทำอย่างนี้มากี่ปีแล้ว พวกท่านยังจำได้ไหมว่า เขาเอาของท่านเป็นจำนวนเท่าใดแล้ว หากคิดเป็นเงินก็นับว่ามากโข และเขาเคยนำอะไรมาให้กับท่านบ้าง เคยบ้างไหมที่เขานำมาให้ท่าน ถ้าคนไหนขัดขืนเขาก็ว่าเป็นคนโง่ไม่มีอุดมการณ์ แล้วหาทางทำร้าย หรือฆ่าทิ้งเสีย ท่านลองใช้ปัญญาพิจารณาดูว่าอาตมานี้พูดจริงไหม เขาโกหกหลอกลวงพวกท่านมาตลอดเวลา ข้อเท็จจริงที่พวกท่านเห็น ๆ อยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ พวกชาวลาวพี่น้องของเรา ก็ถูกเขาหลอกมาแบบนี้มาตลอด พอเขายึดลาวได้แล้ว เขาให้ตามที่เขาสัญญาหรือเปล่า ไม่เชื่อให้ถามชาวลาวที่หนีความตายข้ามมาอยู่ฝั่งเราว่าเป็นจริงตามที่อาตมาพูดหรือเปล่า ถ้าอาตมาพูดไม่จริง ชาวลาวก็คงไม่หนีตายมาอยู่ฝั่งไทย เท่าที่อาตมาทราบเขากดขี่ข่มเหงชาวบ้านหนักขึ้น เขาต้องการอะไรเขาก็หยิบเอาไป ข้าว-หมู-ไก่-เป็ด-พืชผักที่เราปลูก เราเลี้ยงเกือบตายเขาก็มาเอาไปเกือบหมด อ้างอุดมการณ์อันอุบาทว์ของเขาบังหน้า เราทำเท่าใดเขาก็มาบังคับเอาไปหมด คนลาวจึงต้องหนีตายมาอยู่ฝั่งไทย ท่านถามพวกเขาได้ว่าจริงไหม” ผมสังเกตว่าขณะที่หลวงพ่อท่านพูดตามใจความที่ผมพอจะจำได้ข้างบนนี้ (ส่วนของจริงนั้นเพราะจับใจและมีมากกว่านี้มากนัก)

          ผลก็คือพวกกลุ่มที่ ๒ (๓๐ เมตร) ก็เข้ามารวมกับกลุ่มที่ ๑ พวกกลุ่มที่ ๓ เคลื่อนที่เข้ามากลุ่มที่ ๒ หลวงพ่อท่านใช้ปฏิสัมภิทาญาณของท่าน พูดจนกลุ่มที่ ๓ ซึ่งเข้ามาแทนกลุ่มที่ ๒ แล้วก็สลายตัวหมดมาเหลือกลุ่มเดียว คือ หมดสงสัยในตัวท่าน หมดสงสัยว่าถูกพวกผกค.หลอกลวงมานาน ตาเพิ่งจะสว่างวันนี้เอง เพราะมีหลวงพ่อมาโปรดให้ทราบความจริง ผมอยากจะตั้งคำถามว่ามีพระองค์ใดบ้างในประเทศไทยนี้ที่กล้าทำกล้าเสี่ยงแบบนี้ หากผมไม่นำมาเล่า พวกท่านก็คงไม่รู้ ส่วนองค์หลวงพ่อท่านเป็นพระเต็มองค์ ท่านทำอะไรก็เพื่อส่วนรวม เพื่อพี่น้องชาวไทย-ชาวลาวที่กำลังมีปัญหา (ทุกข์) และเพื่อชาติ-ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ท่านไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวท่านเอง ไหนก็พูดกันเรื่องฮ. และการเสี่ยงตายของหลวงพ่อท่าน ผมก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก (ไม่ใช่เขตอีสาน) ซึ่งติดกับเขตด้านพม่า หากไม่รีบเขียนประเดี๋ยวก็คงเป็นอนิจจาไป จึงขออนุญาตมาเล่าให้ฟังเสียเลย

 

          : หมู่บ้านที่ไม่มีคน

          การสร้างทางจากแม่สอด เพื่อจะไปทะลุกาญจนบุรีนั้นจำเป็น เพราะเป็นทางยุทธศาสตร์ พวกผกค.เขาจะเดินตามสันเขา คณะของหลวงพ่อซึ่งอาศัยฮ.ของทหาร ได้บินสำรวจทางเดินของผกค.ทหารชี้ให้ดูว่าพวกเขาเดินกันโดยไม่ต้องลงที่ราบเลย จากลาวข้ามมาพม่า เพราะอาศัยสันเขาที่เชื่อมต่อกันมาตลอด ถ้าไม่ได้เห็นเองด้วยตาแล้วก็คงไม่เชื่อ เราใช้ฮ.บินลงไปใกล้ ๆ สันเขา จะเห็นทางเดินซึ่งเดินกันประจำเป็นปกติ จนต้นไม้และหญ้าตาย ทำให้เกิดเป็นทางเท้าขึ้นอย่างถาวร ถนนยุทธศาสตร์จึงจำเป็นต้องสร้าง คนที่ไม่เข้าใจก็คิดว่าเป็นการทำลายป่า ในตอนนั้นสถานการณ์แบบนั้นเราจะรักษาป่าไว้เพื่อให้ผกค.อยู่ หรือเราจะยอมสูญชาติ คิดแค่นี้ก็ได้คำตอบ

          ดังนั้นการสร้างทางจากแม่สอดไปกาญจนบุรี จึงเริ่มขึ้นด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของตำรวจและทหาร หน้าที่สร้างทางเป็นของหน่วยทหารช่างโดยตรง จุดนี้แหละ ที่หลวงพ่อท่านมุ่งตรงไปให้กำลังใจ คณะของหลวงพ่ออาศัยวัดเป็นที่พัก ผมจำได้ว่าเที่ยวนั้นผมนอนมุ้งเดียวกันกับ พล.ร.ท. จินดา วุฑฒกนก (อดีตเจ้ากรมอู่ทหารเรือ) ซึ่งติดตามหลวงพ่อบ่อย ๆ ตอนที่ท่านพอปลีกตัวมาได้ (เพราะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมาก)

          ในเที่ยวนี้ผมเองก็ไม่ทราบรายละเอียดนัก เขาให้ขึ้นฮ.ไปกับหลวงพ่อและหลวงปู่ครูบาธรรมชัยกับคณะทหาร บินตรงไปยังจุดที่ไม่เปิดเผย (โดยติดต่อกันทางวิทยุ) เมื่อฮ.บินไปยังจุดนัดพบ ก็ลงจอดที่กลางหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งผมเองแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ทราบชื่ออะไร เมื่อฮ.จอดสนิทหลวงพ่อและหลวงปู่ครูบาธรรมชัยก็ลง แล้วเดินไปนั่งอยู่บนศาลาพักที่ค่อนข้างจะใหญ่โต มีที่นั่งจุคนได้หลายสิบคน แต่ผมสังเกตว่าทำไมจึงไม่มีคนเลยแม้แต่คนเดียว พยายามเดินหาจนถึงขนาดวิ่งหารอบ ๆ บริเวณก็ยังไม่พบ แม้แต่หมู-หมา-กา-ไก่ก็ไม่พบ เห็นบ้านอยู่หลายบ้านติดต่อกัน มีรั้ว มีสวนครัว แต่หาคนไม่ได้ ชักใจไม่ดี บังเอิญตาไปเห็นบั้นท้ายของคน ๆ หนึ่งโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ก็เลยวิ่งตรงไปจับบั้นท้ายนั้น (ผู้ชายครับไม่ใช่ผู้หญิง) แล้วถามเขาว่าคุณ ๆ ทำไมคุณต้องมาหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัวอยู่แบบนี้ เขาหันมาเห็นผม เขาก็ยิ้มแยกเขี้ยว (ยิ้มแหง ๆ หรือจะเรียกว่ายิ้มแห้ง ๆ ก็ได้) ผมก็พูดขึ้นว่าพระท่านอุตส่าห์มาเยี่ยมพวกคุณจนถึงบ้านแล้ว ทำไมจึงปล่อยให้ท่านนั่งรอ เขาหน้าตาดีขึ้นพูดกับผมว่า ผมไม่ทราบว่าฮ.ฝ่ายไหนมาลง ผมเลยถามว่านี่แสดงว่าเคยมีฮ.ฝ่ายตรงข้ามมาลงด้วยใช่ไหม เขาตอบว่าครับ ผมเลยบอกเขาว่าเร็ว ๆ เข้า คุณรีบไปตามชาวบ้านมาช่วย บอกเขาด้วยว่าหลวงพ่อท่านมาเยี่ยมมีของดีมาแจกด้วย เท่านั้นเองได้ผล ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นไม่ทราบคนมาจากไหนเต็มศาลาเลย

          หากเอาเหตุการณ์นี้มาพิจารณาก็จะพบว่า การมาครั้งนี้ของหลวงพ่อท่านเสี่ยงจริง ๆ แต่ที่ท่านกล้ามาก็เพราะท่านรู้ว่าไม่มีอะไร และมาแล้วจะได้ประโยชน์ ท่านจึงมา (ด้วยปฏิสัมภิทาญาณ) ส่วนตัวผมคิดแล้วเสียวสันหลัง คือ ตอนที่ผมเดินบ้างวิ่งบ้างไปตามหาคน คนที่แอบซุ่มอยู่บริเวณนั้น เขาเห็นผมแต่ผมไม่เห็นเขา หากเขาคิดไม่ดีกับผม ผมก็คงสบายไปแล้วตอนนี้ หลวงพ่อท่านไปไหนก็มีแต่เมตตากับกรุณาชาวบ้าน พูดให้กำลังใจแก่เขาให้เขาเกิดความรักชาติบ้านเมือง ไม่หลงตามคำโฆษณาของพวกผกค. และก็แจกเหรียญแจกพระหรือวัตถุมงคลให้กับพวกเขาไว้เป็นกำลังใจโดยทั่วกัน หากมีของอื่นมาแจกก็เอามาด้วย หรือฝ่ายพวกทหารให้ช่วยมาแจกแทนท่านในภายหลัง ท่านทำงานแบบนี้มาโดยตลอดในระยะ ๓-๔ ปีติดต่อกันมา โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเขียนเรื่องเกี่ยวกับฮ. ความจำในอดีตเกี่ยวกับฮ. ที่ปรากฏกับจิต จึงขอเล่าเรื่องฮ.ต่อไปอีก

 

          ฮ.บินตอนกลางคืน

          ความจริงเป็นกฎตายตัวของทหารและตำรวจ เขาห้ามฮ.บินตอนกลางคืน หากไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เรื่องโดยย่อมีดังนี้ หลวงพ่อ หลวงปู่ครูบาธรรมชัยและท่านหญิงวิภาวดี รังสิต ไปเยี่ยมตำรวจ-ทหารภาคเหนือตามแนวเขตแดนเชียงราย ต่อกับพม่าและลาว ขากลับพวกมารถให้กลับทางรถไปก่อน ส่วนหลวงพ่อ หลวงปู่ครูบาธรรมชัย ท่านหญิง และผมกับผู้ติดตามท่านหญิงกลับทางฮ. โดยบินยาวจากเชียงรายมาจ.ตาก และจะแวะพักตามจุดนัดพบ (พร้อมกับพวกที่มาทางรถยนต์ก่อน) ที่เขื่อนภูมิพล ผมคุยกับนักบินฮ.ของตำรวจว่า ระยะบินนี้ไกลพอดู จะใช้เวลาสักกี่ช.ม. เขาตอบว่า ๒ ช.ม. เพราะเราบินตัดตรง ผมถามเรื่องน้ำมันต้องแวะเติมไหม เขาบอกว่าไม่ต้องแวะ คณะของหลวงพ่อและท่านหญิง จะต้องถึงสนามบิน จ.ตากก่อน ๑๘.๐๐ น. เพราะสนามบินจะปิดเวลา ๑๘.๐๐ น. คือ ปิดการสื่อสารทั้งหมด เมื่อเราออกบินก็เผื่อไว้แล้ว ๓๐ นาที คือ ออก ๑๕.๓๐ น. แต่พอบินมาได้ถึงจ.น่าน ก็เจอพายุและฝนตกหนัก ฮ.จึงต้องบินช้าลงกว่าปกติมาก พอฝนหยุดพระอาทิตย์ท่านก็อำลาไปด้วย เวลาก็เกิน ๑๘.๐๐ น. แล้ว สนามปิดก็ปิดติดต่อกันไม่ได้อีก เมื่อพระอาทิตย์ตก ความมืดก็เข้ามาแทน มันมืดจริง ๆ มืดจนไม่เห็นแสงอะไรเลยเบื้องล่าง (ขณะนั้นทั้งแพร่และน่านเต็มไปด้วยผกค.) ฮ.บินอยู่ในความมืดสนิทเป็นช.ม. ทำให้ผมจิตฟุ้งซ่านมาก เพราะกลัวจะบินเลยเข้าไปในเขตพม่าบ้าง ลาวบ้าง เพราะไม่เห็นแสงไฟเลยตลอดเวลาที่บิน (หลังพระอาทิตย์ตก) โชคดีที่มีหลวงพ่อท่านนั่งอยู่ด้วย ส่วนอีกลำหนึ่ง ท่านหญิง (วิภาวดี รังสิต) กับหลวงปู่ครูบาธรรมชัย สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุด คือ น้ำมันเครื่องบินจะหมด เพราะตัวรู้มากยากนาน (รู้ไม่จริง-รู้ไม่หมด) ปกติเราบินแค่ ๒ ช.ม. ก็ต้องเติมน้ำมันกัน นี่กว่า ๓ ช.ม.แล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์เพราะความกลัว (ตาย) ตอนนั้นไม่ทราบว่าธรรมะข้อสุดท้ายในพรหมวิหาร ๔ หายไปไหน (อุเบกขา) เพิ่งจะมาคิดออกเอาตอนนั้นเองว่า ธรรมะเป็นของสงบ หากจิตไม่สงบธรรมะไม่เกิดกับจิต ตัวฟุ้งซ่านเป็นนิวรณ์ที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง (เกิดความโง่) ตัวธรรมดาหรือธรรมะจึงไม่เกิด และหากเราหมดความกลัว (ตาย) หรือหมดความหวั่นไหว เราก็ต้องเป็นพระอรหันต์เสียก่อนจึงเป็นของธรรมดา สำหรับคนที่ยังไม่หมดกิเลส ย่อมยังมีความกลัวตาย และยังมีความหวั่นไหวอยู่ปกติ พอจิตเริ่มสงบ ตาก็มองเห็นแสงสว่าง จึงร้องถามนักบินว่าถึงจ.ตากแล้วใช่ไหม นักบินก็ตอบว่าใช่ แต่ความดีใจเกิดขึ้นได้นิดเดียวก็ต้องดับไป เพราะฝนเริ่มตก นักบินเริ่มปรึกษากัน รวมทั้งใช้วิทยุติดต่อกับอีกลำหนึ่งว่าไม่สามารถลงสนามบินได้เพราะเขาปิดไฟหมด ไม่ยอมรับการติดต่อ ฝนก็ตก สิ่งที่น่ากลัวมากก็คือสายไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งมีอยู่มากมายในบริเวณนั้น หากบินไปโดนเข้าเพียงนิดเดียว ฮ.ก็จะระเบิดทันที เห็นตำรวจเอาสายรัดตัวไว้เปิดประตูข้างของฮ.ออก เปิด สปอตไลท์ส่องดูบริเวณที่ฮ.จะลงได้ ตัวแกแกว่งไปมาน่ากลัวมาก ประเดี๋ยวก็บอกว่าระวังข้างซ้ายสายไฟแรงสูง เดี๋ยวก็ตะโกนว่า ระวังขวา สายไฟน่ากลัวจริง ๆ จนที่สุดก็ลงได้คือ ลงมันกลางทุ่งนานั่นเองทั้ง ๒ ลำ

          หลวงพ่อรอสักครู่ก็มีรถจิ๊บวิ่งมารับ ผู้มาในรถ คือ พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ท่านเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ท่านบอกว่าเห็นแล้วหวาดเสียวเหลือเกิน ผมได้ยินท่านให้พรนักบินตำรวจเสียยาวเหยียดว่า ทำไมเอาหลวงพ่อ-หลวงปู่ และท่านหญิงมาแบบเสี่ยง ๆ เช่นนี้ นักบินก็ต้องอธิบายให้ท่านฟังว่า เป็นเหตุสุดวิสัย ไม่คิดว่าจะติดฝน ติดพายุ จึงทำให้ต้องบินมาถึงเอาตอนกลางคืน ผมเองก็รู้สึกเหนื่อยแทนนักบิน และเหนื่อยแทนท่านปลัดกระทรวงด้วย และได้ทราบจากนักบินในภายหลังว่าน้ำมันหมดพอดี หากยังชักช้ากว่านี้อีกนิดเดียวมีหวัง ผมว่าโอกาสดี ๆ แบบนี้คงจะหายากเต็มที่ แต่โดยจิตของผม ผมว่าที่โชคดีมาตลอดก็เพราะบารมีของหลวงพ่อและหลวงปู่ครูบาธรรมชัย โดยมีองค์สมเด็จท่านคุมอยู่ตลอดทาง

 

          : ยึดเทือกเขาภูพานคืน

          ในสมัยนั้นผกค.มีอิทธิพลสูง ได้ยึดเทือกเขาภูพานเป็นฐานใหญ่ของเขา และยังท้าทายฝ่ายทหารว่า หากจะตีเขาได้จะต้องใช้กำลังหลายกองพล และใช้เวลาหลายเดือนจึงจะสำเร็จ พล.ต. ยุทธศิลป์ เกสรสุข (ยศในขณะนั้นปัจจุบันมียศพล.ท.) ซึ่งเป็นรองแม่ทัพ จึงนำเรื่องนี้มากราบเรียนหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านเป็นพระ จะไปรบกับเขาก็ไม่สมควร แต่ท่านก็มีวิธีช่วยเป็นกำลังใจให้กับทหารได้ดังนี้

          ๑. ท่านเดินทางไปพร้อมกับคณะ เพื่อทำพิธีบวงสรวงก่อนที่ฐานทัพของทหาร

          ๒. แจกผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม ให้กับทหารในหน่วยนั้นทุกคน (ผ้ายันต์สีแดง)

          ๓. ให้ฤกษ์แก่ฝ่ายทหาร ทั้งนี้หมายถึงให้ฤกษ์ดีว่าเป็นมงคล ไม่ได้ระบุให้เข้าไปตีกันรบกัน เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ส่วนเขาจะไปทำอะไรกันนั้น พระท่านต้องอุเบกขา

          ผมจำได้ว่า หลวงพ่อทำพิธีตั้งแต่เช้ามาก เพราะจากรูปถ่ายที่ นาวาตรีประชา สิกขวานิช ร.น.ถ่ายไว้ ปรากฏพุทธนิมิตเป็นฉัตร ๕ ชั้น ทอดมาตามแสงแดดครอบคลุมองค์หลวงพ่อเท่านั้น ยังทำมุมน้อยมาก (มีรูปถ่ายอยู่ที่บ้านสายลม และที่วัดท่าซุง) หลังพิธีแล้ว ฝ่ายทหารก็นำหลวงพ่อ หลวงปู่ครูบาธรรมชัย และคณะเข้าห้องยุทธการ เพื่อฟังบรรยายสรุปของฝ่ายทหาร เมื่อบรรยายจบปรากฏว่ามีนายทหารที่ฉลาดถามได้ถามหลวงพ่อกับหลวงปู่ว่า ขณะนี้พวกผกค.เขาอยู่ที่ไหนบ้าง โดยให้ท่านเอาไม้เท้าช่วยชี้ไปในแผนที่ทหาร ปรากฏว่าท่านชี้จุดให้ทันทีทันใด โดยไม่ต้องคิดหรือต้องเสียเวลา เหล่าทหารต่างร้องอือพร้อม ๆ กันหลายคน และบอกว่าตรงจุดเป๋งเลยครับหลวงพ่อ บางคนไม่ฉลาดถามก็ถามวิธีเข้าโจมตี หลวงพ่อท่านก็ปฏิเสธเพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ส่วนวิธีถามที่ฉลาดผมขอสงวนไว้ก่อนครับ จากนั้นก็คุยกันในเรื่องอื่น ๆ ผมฟังไป ๆ คงจะตื่นเต้นมาก เลยเกิดทุกข์หนัก ต้องขอตัวขอเวลานอกไปพิจารณาทุกข์ที่ห้องสุขา และผมคงจะพิจารณาทุกข์ ขณะกำลังบรรเทาทุกข์แล้วมีผล คือ เห็นอริยสัจ เพราะธรรมะของพระองค์ท่านแนะนำวิธีปฏิบัติไว้ชัดว่าให้ปฏิบัติตลอดเวลาทุกเวลา ทุกโอกาส ทุกสถานที่ และทุกอิริยาบถ คือ เป็นอกาลิโก ผมก็ปฏิบัติตามท่านอย่างเพลิดเพลิน พอจบภารกิจส่วนตัวของผมแล้ว ก็ออกมารีบเดินเข้าห้องยุทธการ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว ชักใจไม่ดีรีบวิ่งออกมาข้างนอก ก็ปรากฏว่ารถหลวงพ่อและคณะหายไป ไม่พบใครสักคนเลย หันรีหันขวางอยู่ บังเอิญมีนายทหารท่านหนึ่งท่านจำผมได้ เห็นผมจึงถามว่าคุณมากับหลวงพ่อใช่ไหม ผมก็ตอบว่าใช่ครับ ทหารผู้นั้นก็บอกว่าหลวงพ่อกับคณะไปนานแล้ว คุณไปอยู่ที่ไหนมา ก็ตอบไปว่าอยู่ในห้องน้ำครับ ท้องมันไม่ค่อยดี ขณะนั้นผมเองรู้สึกเง็งไปหมด (ไม่ใช่งง เพราะมันเป็นความรู้สึกที่เกินกว่างง) แต่เคราะห์ยังดีที่ นายทหารท่านนั้นช่วยแก้สถานการณ์ให้ทันควัน โดยส่งรถจิ๊ปเล็ก พร้อมคนขับให้ผมกระโดดขึ้นพร้อมกับท่านรีบบึ่งตามคณะหลวงพ่อไปจนทัน การปฏิบัติธรรมของผมเป็นที่ครื้นเครงของพวกเราทุก ๆ คนที่ได้หัวเราะกันจนฉี่จะออก

          หลังจากที่หลวงพ่อและคณะได้เยี่ยมให้กำลังใจกับทหารตามหน่วยต่าง ๆ แล้วก็กลับไปกทม. และจากนั้นอีกไม่กี่วัน พล.ต.ยุทธศิลป์ ก็สั่งทหารแค่หนึ่งกองร้อยเข้าโจมตีที่มั่นของผกค.เป็นการหยั่งเชิง โดยมีตัวท่านเป็นผู้สั่งการอยู่ข้างบนเครื่องบิน ผลปรากฏว่าดีมากเกินคาดหมาย แต่มีรายงานจากวิทยุว่ามี ทหารเสียชีวิต ๑ นาย ท่านเกิดสงสัยว่ามันตายได้อย่างไร เพราะท่านมั่นใจว่า ทหารของท่านต้องไม่มีใครตาย ท่านให้แค่บาดเจ็บเท่านั้น จึงสั่งลงมาจากเครื่องบินให้ค้นตัวทหารที่ตายว่า พบอะไรติดตัวบ้าง โดยเฉพาะผ้ายันต์แดง ธงมหาพิชัยสงคราม ทหารก็รายงานว่าไม่พบผ้ายันต์แดงเลยในตัว ท่านรู้สึกผิดหวังมากที่เขาไม่พกเอาผ้ายันต์แดงไปด้วยทั้ง ๆ ที่สั่งแล้ว เมื่อถอนตัวกลับฐานทัพ ก็สอบข้อเท็จจริงเรื่องพลทหารที่ตายว่าชื่ออะไร อยู่หน่วยไหน ทำไมจึงไม่มีผ้ายันต์สีแดง ก็พบว่าเป็นทหารที่เพิ่งย้ายกลับเข้ามาเมื่อวานนี้เอง จากหน่วยทหารราชบุรี (อ.ปากท่อ) ท่านจึงถึงบางอ้อ

          วันที่สอง ท่านเพิ่มหน่วยจู่โจมเป็นสองกองร้อย ผลปรากฏว่ามีตาย ๒ คน และก็มีสาเหตุจากไม่มีผ้ายันต์แดงติดตัวเช่นกัน เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาจากหน่วยอื่นความลับไม่มีในโลกทั่วทั้งกองทัพรู้ข่าวรู้อิทธิปาฏิหาริย์ของผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงครามกันหมด ผลก็คือ ทหารทุกคนที่ไม่มีผ้ายันต์ สีแดง จะไม่ยอมออกโจมตีในวันต่อไป จึงเดือดร้อนถึงท่านรองแม่ทัพ ดังนั้น เพื่อขวัญและกำลังใจของลูกน้อง ท่านรองจึงต้องบินมาหาหลวงพ่อในคืนนั้นเพื่อขอผ้ายันต์แดงไปแจกลูกน้องให้ครบทุกคน

          วันที่ ๓ ทุกคนมีขวัญและกำลังใจเต็ม ๑๐๐% ใช้กำลังเป็น ๓ กองร้อย ปรากฏผลว่าสามารถยึดฐานใหญ่และฐานย่อยของภูพานได้ทั้งหมดชนิดที่ผกค. ขวัญกระเจิงไม่ยอมสู้ด้วย เพราะวันที่ ๓ นี้ทหารทุกคนถือปืนวิ่งเข้ายึดฐานโดยไม่มีใครยอมหมอบ หรือวิ่งเข้าหาที่กำบังเหมือน ๒ วันแรก ทุกคนดาหน้าเข้ายึดเอาดื้อ ๆ โดยไม่กลัว ไม่ยอมหลบลูกปืนสักคน จึงยึดได้ด้วยเวลาอันสั้น และไม่มีใครเสียชีวิตเลย ผมนึกภาพเอาเองนะครับว่า หากผมเป็นผกค. ผมก็คงต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด เพราะยิงเท่าใดก็ไม่โดนตัว หรือโดนก็ไม่เข้าคงดาหน้าเข้ามาเต็มไปหมด เหมือนกับยิงทหารที่ทำจากหุ่น (เหมือนในสมัยขุนแผน ท่านเป็นแม่ทัพเสกหุ่นให้เป็นทหารรบที่ไหนก็ชนะหมด) พอหลวงพ่อท่านทราบข่าวจากท่านรองแม่ทัพ ท่านพร้อมคณะไปเยี่ยมทหารหน่วยนั้นในวันต่อมา

          หลังจากได้คุยกับทหารหน่วยพิเศษนี้แล้ว ผมพอจะสรุปผลย่อ ๆ ได้ดังนี้

          ๑. ขณะที่ฝ่าย ผกค.ยิงปืนเข้าใส่พวกเรานั้น ส่วนใหญ่บอกว่าไม่โดนแต่เฉี่ยวหรือเฉียดตัวไป รู้สึกว่าลูกปืนมันวิ่งมาเต็มไปหมด แต่ไม่ยักโดนตัว

          ๒. บางคนบอกว่า บางครั้งก็โดน แต่ไม่เข้า ไม่รู้สึกเจ็บ มีความรู้สึกคล้าย ๆ มีแมลงหรือผึ้งบินมาชนตัวเท่านั้น

          ๓. มีอยู่ ๑ ราย ที่เล่าว่าขณะที่เดินไปบ้าง วิ่งไปบ้าง ยิงปืนใส่ข้าศึกบ้าง รู้สึกหิวจึงเอามือล้วงมาม่า (เส้นหมี่) กินไปด้วย แต่แปลกใจว่าทำไมมาม่ามันถึงแข็งและเหนี่ยวนัก เลยคายออกมาจากปากดู ปรากฏว่ามันไม่ใช่มาม่า แต่เป็นลูกปืนที่ข้าศึกยิงมาโดนตัวแต่ไม่เข้า ลูกกระสุนแบนเหมือนถูกบี้ แล้วจึงหล่นลงไปในกระเป๋าเสื้อที่มีมาม่าอยู่

          ๔. บางคนเล่าว่า ขณะวิ่งไปยิงไปนั้น บางครั้งก็มองเห็นข้าศึกที่ซุ่มอยู่ข้างทาง แต่มันไม่ยักยิง เห็นตามันค้างคล้ายกับหุ่นหรือคนตกใจ ข้อนี้ขออนุญาตวิจารณ์ว่าคงเป็นอานุภาพของผ้ายันต์แดง ทำให้เกิดอาการ “นะจังงัง” ขึ้น หรือเพราะมันตกใจจริง ๆ ที่ไม่เคยเห็นคนที่ไม่ยอมหลบลูกปืน จึงมีสภาพคล้ายเห็นผี แล้วตกใจตาค้าง

          ๕. เรายึดได้ฐานใหญ่มาก จนไม่น่าเชื่อ เพราะฐานนี้มีทั้งร.พ.และเวชภัณฑ์มากมาย มีโรงพละศึกษา, สนามบาส, โรงครัวขนาดใหญ่พร้อมเสบียงกินได้เป็นปี, อาวุธมากมาย, เครื่องปั่นไฟและน้ำมัน โดยเฉพาะราวตากผ้า ท่านรองแม่ทัพบอกว่าต้องใส่รถ ๑๐ ล้อทั้งคันอาจจะขนไม่หมด แสดงว่ามันมีกำลังพลไม่ใช่น้อยเกินกว่าที่เราคาดคะเนไว้อีก และมีการทดน้ำไว้ใช้ด้วย แสดงว่าเขาอยู่มานานหลายปี

          ๖. เนื่องจากเราใช้กำลังพลน้อยแค่ ๓ กองร้อย หากจะยึดพื้นที่ไว้ก็เสี่ยงเกินไปเพราะตอนกลางคืน มันอาจหวนกลับมาใหม่ก็ได้ จึงสั่งทำลายและเผาให้หมด สำหรับผมคิดเอาเองว่าหากผมเป็นผกค. ก็ไม่ขอยอมหันหลังกลับมาตียึดคืนแน่ ๆ เพราะเข็ดไปจนตาย จะไม่ขอพบทหารผี (ทหารหุ่น) เหล่านี้อีก

          ๗. เป็นจริงตามคาดหมาย เพราะตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นตันมา ผกค.ก็หายซ่าไปเลย

          เรื่องของหลวงพ่อท่าน ยังมีอีกมาก ยากที่ผมจะเล่าให้ฟังหมดได้ และโดยธรรมแล้ว อะไรก็ตามที่มันมากเกินไป ผลมันแทนที่จะมากตามส่วนกลับไม่ได้ผลหรือกลับเป็นผลเสีย เช่น ยาทุกชนิด หากใช้เกินขนาดล้วนเป็นโทษแก่ผู้ใช้ทั้งสิ้น ร่างกายของคนก็เช่นกัน หากส่วนใดเจริญมากไป ก็กลายเป็นมะเร็ง สมจริงตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ใน “ปฐมเทศนา” ความว่าอย่าตึงไป (เครียดเกินไป) อย่าหย่อนไป (อยากมากเกินไป,ขี้เกียจมากไป) จะไม่มีผล ให้เดินสายกลาง ผมจึงต้องขอจบเรื่องไว้อีกตอนหนึ่งเพียงแค่นี้ แต่ก่อนจะจบ ขอสรุปเรื่องผ้ายันต์แดงธงมหาพิชัยสงครามไว้ เพื่อเตือนความจำ ดังนี้

          ๑. ความศักดิ์สิทธิ์ของธงมหาพิชัยสงครามมีมากมาย เขียนอีก ๒-๓ ตอนก็ไม่จบ ที่เล่าให้ฟังนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางเรื่องเท่านั้น

          ๒. ผู้นำไปใช้หากนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น เป็นโจรปล้น-ฆ่าเขา-ขโมยเขา ธงนี้จะไม่คุ้มครอง ซ้ำยังให้ผลร้ายกับผู้นั้นด้วย หากถูกยิงลูกปืนจะเข้าแสกหน้าทะลุออกท้ายทอยทุกราย

          ๓. ธงมหาพิชัยสงครามไม่ใช่ไสยศาสตร์ แต่เป็นพุทธศาสตร์ จึงไม่เสื่อม (หากใช้ในทางที่ดี)

          ๔. เวลาทำพิธีพุทธาภิเษกนั้น ธงแดงมหาพิชัยสงครามกับผ้ายันต์เกราะเพชร ซึ่งมีรูปหลวงพ่อปานและรูปยันต์เกราะเพชรนั้น ทำเหมือนกัน มีคุณภาพเหมือนกันทุกประการ ใช้แทนกันได้

          ๕. เรื่องป้องกันหรือบรรเทาอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน, พายุใหญ่ หรือวาตภัย มีผู้เล่าให้ฟังเสมอว่ามีผลดีอย่างอัศจรรย์ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ต้องอธิษฐานขอ และผลขึ้นอยู่ที่ความมั่นคงของจิตของแต่ละคนด้วย


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่