พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้เป็นอนัตตา มีอะไรเกิดขึ้นมา ให้พิจารณาลงจุดนี้ จิตก็จักปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง

          ๒. ให้เคารพกฎของกรรม ฟังข่าวแล้วให้พิจารณากันเสียก่อน จงอย่าทำตนเป็นมงคลตื่นข่าว ข่าวว่าคนนั้นดี คนนี้ดี ถ้าเขาดีจริง กาลเวลาจักเป็นเครื่องพิสูจน์ ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ และจงจำไว้ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎของกรรมไปได้ ในเมื่อเกินวิสัยที่จักช่วยเหลือก็จงปล่อยวางไป มาฝึกฝนจิตใจของตนเองเข้าไว้ ให้ยอมรับกฎของกรรมจักดีกว่า(ทรงเมตตาตักเตือนเรื่องที่ชอบไปยุ่งกับกรรมของผู้อื่นภาษาไทยแท้ท่านว่าชอบเสือก)

          ๓. ให้เห็นธรรมดา ให้พยายามทำใจให้ปล่อยวางเอาไว้เสมอ อย่าเกาะกรรมใดๆ ทั้งหมด ให้ถือเสียว่าธรรมดาเขาก็เป็นอย่างนี้ (ธรรมดานี้จะเห็นได้ด้วยการพิจารณา และใคร่ครวญด้วยปัญญาก่อน จึงเห็นยากในปุถุชนคนธรรมดา จะต้องมีศีล ๕ เป็นเครื่องรับรอง จึงจะเห็นได้ง่าย)

          ๔. ให้เห็นทุกข์ของกาย หรือทุกขสัจตามความเป็นจริง ให้ดูสภาพร่างกายตามความเป็นจริง จงอย่าท้อใจ หรือรังเกียจร่างกาย เพราะนั่นเป็นอารมณ์ไม่พอใจทั้งคู่ จัดว่าเป็นการตกหลุมพรางของกิเลสไปเสียแล้ว จงอย่าสนใจว่าจักต้องวางอย่างไร ให้ทำใจลงอุเบกขาเสียก่อน จิตที่ไม่สงบ ปัญญาย่อมไม่เกิด (ธรรมของตถาคตจักต้องหยุดอารมณ์จิตให้ได้ก่อน จึงจักเห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง)

          ๕. ให้เชื่อพุท-โธ อัปมาโณ เชื่อพุทธานุภาพเข้าไว้ จักสามารถชนะภัยได้ทั้งปวง จงอย่าประมาทในชีวิต ชำระจิตให้ปล่อยวางเห็นทุกสิ่งเกิดและดับอยู่เสมอ หมั่นวางภาระทั้งหลายต่างๆ ให้ออกจากใจ โดยพิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริง ถ้าหากยังยึดเกาะอยู่ ก็ถือว่ายังห่างไกลพระนิพพาน

          ๖. ทรงเน้นวิปัสสนาญาณ ๙ อันเป็นตัวปัญญาแท้ในพุทธศาสนา จงพิจารณาอนัตตาให้มาก โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ จงอย่าได้ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นเรา เป็นของเรา จงมีสติระลึกนึกถึงตามความเป็นจริงเอาไว้เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกพังหมด ไม่ว่าคน-สัตว์-วัตถุธาตุไม่มีอะไรเหลือ แล้วจิตจักโง่ เกาะติดเพื่อประโยชน์อันใด หมั่นปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง

          ๗. บารมี ๑๐ จงอย่าทิ้ง รักษากำลังใจให้มั่นคงในการที่จักละความผูกพันในทุกสิ่ง ทุกอย่างในโลกลงเสียให้ได้ แต่จงอย่าคิดว่าจักทำได้ง่ายตามความตั้งใจ แต่ก็ควรจักตั้งใจทำให้ได้เป็นเรื่องๆ ไป ปล่อยวางเสียให้มาก แล้วจิตจักเยือกเย็นเป็นสุขได้ง่ายขึ้น (คนฉลาดมาก ทรงแนะให้ตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจุดเดียว ก็จบกิจเป็นพระอรหันต์)

          ๘. ให้สนใจแต่สงครามภายใน รักษากำลังใจให้ตั้งมั่นอยู่ในอุเบกขารมณ์ ถ้าหากสงครามใหญ่จักเกิดขึ้น ก็จัดเป็นเรื่องธรรมดา อันเป็นกรรมของชาวโลกที่จักหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เตรียมการให้พร้อมในทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าที่จักเตรียมได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงอย่าตื่นเต้นหรือตกใจ แล้วจักมีสติเตรียมการแก้ไขเหตุการณ์ทั้งหมดได้ครบถ้วน

          ๙. ตัณหา ๓ ครองโลก ทำไมจึงไปคิดว่ามีในสิ่งที่ไม่มี การไปยึดเกาะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เป็นสมบัติของโลก เป็นการยึดเกาะสิ่งที่ไม่มีว่าเป็นสิ่งที่มี แล้วการไปมีอารมณ์พอใจ และไม่พอใจกับสิ่งเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นโทษแก่อารมณ์ของจิตใจ และยังเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นอีกด้วย เป็นโทษให้บุคคลอื่นๆ เขาเสื่อมศรัทธาในตัวของเจ้าด้วย จงพิจารณาให้เห็นโทษของการยึดเกาะให้มากๆ แล้วเพียรวางอาการเหล่านี้ลงด้วยปัญญาตามความรู้แจ้งตามความเป็นจริง พิจารณาให้มากๆ แล้วพึงพิจารณาย้อนกลับไปดูอารมณ์ พิจารณาเก่าๆ ที่ผ่านมา ดูว่าผิดหรือถูก ถ้าหากจิตยังทรงอารมณ์นิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายแต่ยังแฝงไปด้วยอารมณ์หนักใจ อารมณ์นั้นยังผิดอยู่ แต่ผิดไม่หมด ผิดแค่บางส่วนและถูกแค่บางส่วน อารมณ์หน่ายเหล่านั้นยังแฝงอยู่ด้วยปฏิฆะอย่างมากมาย จักต้องตั้งอารมณ์อยู่ในนิพพิทาญาณแบบเบาๆ และแฝงไปด้วยสังขารุเบกขาญาณ โดยเห็นว่าธรรมทุกอย่างมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นแหละ ช่างมันเราบังคับมันไม่ได้ ปล่อยวางมันไปอย่างรู้เท่าทันสภาพตามความเป็นจริง อย่าให้จิตใจมันกลับกลอก รักความเป็นจริงตามกฎของธรรมดาให้มาก

          ๑๐. ให้ดูแต่อารมณ์จิตของตนเอง รักษากำลังใจไว้ให้ดี จงพยายามปรับจิตให้ละจากอารมณ์ที่มีความเห็นผิด เช่น จิตล่วงละเมิดไปในความโกรธ ก็จงรู้ว่าโกรธแล้ว เพราะขาดสติ เมื่อมีสติก็จงพิจารณาละซึ่งความโกรธนั้นเสีย โดยใช้หลักอริยสัจเป็นสำคัญ ความโลภหรือความหลงก็เช่นกัน จักต้องมีกำลังใจรู้อารมณ์ของจิตอยู่ตลอดเวลารู้แล้ว-เห็นแล้วจักต้องพยายามหักล้างให้ได้โดยไว อย่าปล่อยปละละเลย กิเลสจักมีกำลังเหนือจิต โดยโอกาสที่จักแก้ไขจิตจักมีได้ยาก จงอย่าดูใคร ให้ดูใจเราเป็นสำคัญ

          ๑๑. โลกทั้งโลกมีแต่ธรรมดา จงพยายามปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไป โดยเห็นธรรมดาของโลกให้มากขึ้น รักษากำลังใจปล่อยวาง โดยให้เห็นทุกข์ในอริยสัจให้มากๆ

          ๑๒. จงพร้อมอยู่ในความไม่ประมาทให้มากๆ ผู้ที่มีกำลังใจที่ดี ต้องเข้มแข็งและอดทนต่อความชั่วทั้งปวง จงอย่าละจากอารมณ์ตั้งมั่นในพระนิพพาน ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เพราะจักช่วยให้จิตเป็นสุข (อารมณ์จิตที่เป็นสุขที่สุด คือ อารมณ์รักพระนิพพาน) อาทิเช่น มีข่าวว่าอาจเกิดสงครามใหญ่ ซึ่งเป็นอนาคตธรรมที่ยังมาไม่ถึง แต่ก็ไม่ควรประมาทจงเตรียมการให้พร้อมกับสภาวะที่จักเกิดขึ้นในทางสายกลางมีอะไรพึงทำก็จงทำ แต่จงอย่าตกอกตกใจ ให้ยอมรับนับถือในกฎของกรรม และจงคิดเอาไว้เสมอว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยงความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าได้ประมาทในชีวิต ให้ดูการใช้เวลาปฏิบัติธรรม จงกล่าวโทษโจทความผิดของตนเองเอาไว้เสมอว่า เวลาที่ปฏิบัตินั้นยังน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติตัดกิเลสได้ ดังนั้นพึงปรับปรุงจิตใจให้ได้สติ พยายามให้มีสติอย่างต่อเนื่อง เอาเวลามาปฏิบัติให้มากๆ (บุคคลผู้มีปัญญา ท่านเอากายทำงานทางโลกไปตามหน้าที่ ขณะเดียวกันท่านเอาจิตปฏิบัติธรรมไปพร้อมๆ กันด้วยความไม่ประมาท รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน)

          ๑๓. ให้เคารพในกฎของกรรม ทำใจให้สบาย อย่าห่วงกังวลในอะไรทั้งปวง ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมอยู่เสมอทำใจให้เป็นสุข อย่าไปวุ่นวายกับโลกภายนอก จำเอาไว้เสมอๆ ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ วางภาระความกังวลเสียให้หมด เห็นทุกอย่างมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง ธรรมชาติย่อมไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงมันได้ จงยอมรับนับถือกฎของธรรมดาให้มากๆ

          ๑๔. กายกับเวทนาไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา เมื่อร่างกายมีอาการปวดโน่น-เสียดนี่ ก็ให้เห็นว่าเป็นปกติของร่างกาย ซึ่งไม่มีใครจักฝืนร่างกายนี้ไปได้ จงอย่าสลดหดหู่ไปกับร่างกาย เพราะเป็นการวางอารมณ์ไม่ถูก จงอย่างกังวล ให้รักษาความเบาใจเข้าไว้ ความสุขใหญ่ก็จักเกิดขึ้นกับจิตใจ ด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา

          ๑๕. อะไรจักเกิดกับกาย ก็ช่างเรื่องของกายมัน ร่างกายไม่ดีให้ระวังจิตเอาไว้ให้ดี พยายามอย่าให้จิตไหลลงสู่เบื้องต่ำ รักษาจิตให้ทรงอยู่ในพระกรรมฐานอย่างเข้มงวด จักทำอะไรให้พิจารณาจิตของตนเองเสียก่อนว่า เป็นที่ขาดทุน หรือกำไรกับผลของการกระทำนั้นๆ คนใจร้อนมักขาดทุน ทำอะไรก็ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เหตุเพราะขาดสติลืมกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหรือออก อ่อนอานาปานุสสติ เมื่อสติอ่อน-ปัญญาก็อ่อน เลยอ่อนทุกอย่าง ตัวปัญญาแท้ ๆ คือพรหมวิหาร ๔ ขาดเมตตาตนเอง ชอบเบียดเบียนตนเอง ชอบทำร้ายจิตของตนเอง วันหนึ่ง ๆ ไม่มีใครมาทำร้ายกาย และจิตเราได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตตนเอง แล้วมีผลกระทบไปทำร้ายผู้อื่นคือ ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ ธรรมะจุดนี้ละเอียด-ลึกซึ้ง-ประณีตมาก ยากที่บุคคลธรรมดาๆ จักพึงเข้าใจได้ หากจักเอาดีจะต้องสนใจ-ใคร่ครวญ-พิจารณาธรรมจุดนี้ให้มากๆ

          ๑๖.จงห่วงจิตให้มากกว่าห่วงกาย จงอย่าห่วงอะไรให้มากไปกว่าห่วงจิตของตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าจิตของตนเอง ปุถุชนบุคคลที่ยังมากอยู่ด้วยกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรม ย่อมห่วงกายมากกว่าจิตเป็นธรรมดา เพราะเขาคิดว่ากายนี้เป็นของเขา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่