พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มกราคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ เนื่องจากเพื่อนของผมท่านใจร้อน มุ่งจะเอาแต่คำสอนใหม่ ๆ เพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ตนเองยังไม่สามารถปฏิบัติที่ทรงตรัสสอนไว้ก่อนหน้านั้นไม่ได้ และร่างกายก็กำลังป่วยอยู่ ในเดือนนี้จึงเน้นสอนทบทวนของเก่าเป็นปกิณกะธรรมเกือบทั้งสิ้น)

          ๙. การยอมรับนับถือกฎของกรรม ให้มองเห็นตามความเป็นจริงจักดีที่สุด เพราะจักเห็นเหตุ-เห็นผลอย่างชัดเจน การเห็นรอบจักมีประโยชน์ คือได้พิจารณาธรรมได้ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้น และการยอมรับนับถือกฎของกรรม จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง และเมื่อยอมรับแล้ว จิตก็จักมีปัญญา จักทำตัวคือจิตเองมีความสุข เยือกเย็นด้วยการไม่ต้องไปยุ่งกับกฎของกรรมของใครอีก และจะไม่มีจิตเดือดร้อน แม้ในขณะที่กฎของกรรมส่งผลให้กับร่างกายของตนเอง

          ๑๐. อะไรจักเกิดขึ้น ก็จงอย่าหวั่นไหว รักษากำลังใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ เตือนจิตใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาอย่างจริงใจ อย่าสักแต่ว่าเข้าใจแล้ววางทิ้งไปอย่างไม่สนใจจริง ๆ ให้พยายามทำจิตให้ละเอียด จักมีผลในการตัดกิเลสมาก

          ๑๑. ในเมื่อร่างกายแย่ หมอสั่งให้พัก ๗ วัน ก็ต้องพักตามนั้น อย่าห่วงงานที่ทำให้มากจนเกินไป ปล่อยวางเอาไว้บ้าง ทำเท่าที่จักทำได้ และทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อย่าทำงานด้วยความคิด ต้องทำด้วยกำลังกาย ทำจริง ๆจึงจักเห็นผลจริง ถ้าคิดวางแผนงานแต่ไม่ลงมือทำ ความสำเร็จผลก็จักมีได้ยาก หมอสั่งให้พัก ๑ สัปดาห์ ก็จงพักให้ได้ตามนั้น ให้สังเกตความเพลียของร่างกาย เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว จึงค่อยไปทำงาน และทำงานเอาแค่พอตัวเท่านั้น อย่าโหมงานมากจนเกินไป สุขภาพไม่ดียิ่งจักทำให้ย่ำแย่ลงไปอีก จงอย่าลืมว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถทำงานทางโลกได้เสร็จบริบูรณ์ เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์

          ๑๒. ทำกำลังใจให้ดี ดูร่างกายด้วยความสงบ อย่าดิ้นรนไปกับร่างกาย ให้เห็นปกติธรรมของร่างกายให้มาก ทำจิตให้ยอมรับธรรมนั้น แล้วจักเป็นสุข แล้วอย่าไปไว้วางใจในอาการของร่างกาย เวลานี้มันก้าวไปสู่ความเสื่อม จงทำใจให้ยอมรับปกติธรรมของร่างกาย

          ๑๓. สิ่งใดที่เป็นความดีให้ทำไปเถิด ทำด้วยความตั้งใจ-เต็มใจ เป็นกำลังใจว่านี่คือความดี และพยายามพยุงกำลังใจให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ จิตจักได้มีความสุข ดีในที่นี้หมายถึงดีตามศีล-ตามพระวินัย-ตามสมาธิอันเป็นสัมมาทิฎฐิ-ตามปัญญาอันรู้ตามขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง นี่คือความดีที่ถูกต้อในหลักของพระพุทธศาสนา

          ๑๔. การที่จิตของเจ้าพิจารณาเห็นการเจ็บไข้ได้ป่วยว่าเป็นทุกข์ แล้วยอมรับนับถือว่าเป็นปกติธรรมของการเกิดมามีร่างกาย นี่แหละคือตัวจริงของการปฏิบัติ ในอดีตเป็นเพียงแต่ศึกษามาเพียงแค่รู้ กับจำได้ว่าการมีร่างกายนี้ย่อมมีการป่วย-เจ็บเป็นของธรรมดา ซึ่งยังไม่ใช่ของจริง เพราะยังไม่เคยเจ็บ-ป่วยอย่างจริงจัง จนแทบเอาชีวิตไม่รอด การเจ็บป่วยในครั้งนี้เจ้าเจ็บปวดขามากจนเหมือนกับจักสิ้นสติ คือเป็นลมไป เมื่อรู้ตัวมีสติกลับมาใหม่ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาเข้าหาความเป็นจริงของร่างกาย จนทำให้จิตยอมรับสภาพปกติธรรมของร่างกายตามความเป็นจริง แล้วจิตยอมรับกฎของธรรมดานั้น โดยการปล่อย-วางทุกขเวทนาของร่างกายได้เองว่า เวทนานี้มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เมื่อปล่อยวางทุกขเวทนาของร่างกายได้ จิตก็หมดกังวล-สงบและเป็นสุข การปล่อยวางยังจักต้องใช้เวลาพิจารณาซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าจิตจักยอมรับสภาพร่างกายตามความเป็นจริง โดยที่การดิ้นรนของจิตจักไม่มีเลย ค่อย ๆ ทำไปไม่ต้องรีบร้อน พิจารณาโดยรอบคอบ แล้วความละเอียด ประณีตของธรรมจักเกิดขึ้นกับจิต จิตจักมีปัญญาตัดกิเลสได้ในที่สุด

          ๑๕. ทำกำลังใจให้เข้มแข็ง อุปสรรคใด ๆ ที่เข้ามาตัดรอนมรรคผลนิพพาน จงอย่าท้อถอย ให้เห็นอุปสรรคทั้งหลายเหล่านั้นเป็นครูที่มาทดสอบจิตใจ จักต้องทำกำลังใจให้เป็นหนึ่งเสมอ คือเป็นเอกัตคตารมณ์ในมรณากับอุปสมานุสสติ ซึ่งเป็นอนุสสติสุดท้าย ทำให้เป็นหนึ่งอยู่เสมอ กายตายเมื่อใดจิตก็พร้อมจักไปพระนิพพานได้เมื่อนั้น อารมณ์ของพระอรหันต์อยู่ตรงเอกัตคตารมณ์-อุเบกขารมณ์ หรือสังขารุเบกขาญาณเท่านั้น คำว่าไหวขึ้น-ไหวลงไม่มีในจิตของพระอรหันต์

          ๑๖. หลวงปู่วัย ท่านเมตตามาสอนเพื่อนของผม ซึ่งสุขภาพกำลังแย่ มีความสำคัญว่า “การวางขันธ์ ๕ ว่ามันไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรานั้น มันไม่ใช่ง่ายนักหรอก ไอ้ที่จะไม่ให้ขันธ์ ๕ มันกินใจ จำจะต้องฝึกฝนจิตของตนให้แน่วแน่ในการละอวิชชา ตัดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นี้มันเสีย มันไม่ใช่ของหนัก แต่โยมต้องขยันทำเอา ถ้าขี้เกียจ ขันธ์ ๕ ก็กินใจอยู่อย่างนั้นแหละ มีปัญญาให้รู้จักใช้เสียบ้าง”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่