พระธรรม

ในเดือน...มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๙. การพิจารณาทุกข์ ให้สรุปลงตรงที่มีขันธ์ ๕ เพราะถ้าไม่มีขันธ์ ๕ ตัวเดียว การเหน็ดเหนื่อยในการทำงานก็ไม่มี การเจ็บ แก่ ตาย ก็ไม่มี ให้ใช้บารมี ๑๐ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การกระทำทุกอย่างมุ่งอยู่จุดเดียว คือทำเพื่อพระนิพพาน (อธิษฐานบารมี) จะเป็นงานทางโลกหรือทางธรรม ก็ให้คิดไว้ว่าเป็นครั้งสุดท้าย ขันธ์ ๕ พังเมื่อไหร่จิตก็พร้อมที่จักไปพระนิพพานได้เมื่อนั้น จุดนี้จักต้องมีวิริยะ ความเพียรที่สม่ำเสมอ คือซ้อมตายและพร้อมที่จะตายได้ตลอดเวลา มีมรณาและอุปสมานุสสติอยู่เสมอ ขณะมีชีวิตอยู่ทำทุกอย่างให้เต็มความสามารถอย่างผู้มีสติ สัมปชัญญะ (ปัญญา) แต่จิตพร้อมที่จะปล่อยวางทุกสิ่งในโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถเอาไปได้ตลอดเวลาเช่นกัน

          ๑๐. การตั้งอารมณ์จิตที่ถูกต้อง คือ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว สมเด็จองค์ปฐม ทรงให้หลักในการทำงานโดยให้ได้บุญสูงสุดไว้ ๓ ข้อ คือ
         ก)  จงอย่ามีอารมณ์เสียดายในทานที่ทำไปแล้ว
         ข)  จงอย่าหวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่คำว่าขอบใจ
         ค)  ให้อธิษฐานสั้น ๆ ว่า ขอทำเพื่อพระนิพพานในชาตินี้ หรือ นิพพานะ สุขขัง

          ธัมมวิจัย พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว จะเห็นได้ว่าอุบายทั้ง ๓ ข้อนี้ ทำเพื่อละ ปล่อย วาง ทั้งสิ้น คือไม่หวังจะเกิดในมนุษยโลก ในเทวโลกและในพรหมโลก วางโลกทั้ง ๓ ซึ่งไม่เที่ยง ก้าวเข้าสู่พระนิพพานซึ่งเที่ยงไม่เปลี่ยนแปลงอีก ดังนั้นผู้ที่จิตทรงอารมณ์พระนิพพานจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง เพราะไม่เกิดไม่ตายอีกตลอดกาล ซึ่งตรงกับบาลีที่ว่า เต สัง วู ปะสะโม สุขโข ซึ่งแปลเอาตามความหมายว่า การไม่เกิดมามีร่างกายอีกเป็นยอดของความสุข หรือการไม่เกิดเป็นยอดของความสุข ซึ่งก็คือพระนิพพานนั่นเอง

          ๑๑. ปัญญาสูงสุดในพระพุทธศาสนา คืออริยสัจ ๔ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์และพระอรหันต์สาวกทุกองค์ ต่างก็บรรลุธรรมพ้นทุกข์ได้ด้วยอริยสัจด้วยกันทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี หรือให้จำสั้น ๆ ว่า กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ คืออริยสัจ

          ๑๒. การตั้งอารมณ์พระนิพพานที่ถูก ต้องพิจารณาเข้าหาทุกข์ของการทำงานให้มาก โดยเห็นโทษของการมีขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้ต้องทำงาน จุดนี้จักทำให้เกิดนิพพิทาญาณในงาน ทำให้ละขันธ์ ๕ ได้ง่าย ดังนั้นวิปัสสนาญาณ ๙ ต้องหมั่นทบทวนพิจารณาให้จิตรู้ความจริงแล้วยอมรับ และให้คอยระวังอารมณ์เศร้าหมองหดหู่ จักต้องลงตัวธรรมดาจนชิน เป็นสังขารุเบกขาญาณให้ได้ (หมายความว่า เห็นการทำงานทางโลกไม่เที่ยง ทำให้เกิดทุกข์ เป็นของธรรมดา จิตพร้อมที่จะปล่อยวางงานทุกชนิดได้ทันทีเมื่อกายพัง จิตพร้อมไปนิพพานได้เสมอ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน คือทางลัดที่จำเป็นจะต้องซ้อมและพร้อมอยู่เสมอ)

          ๑๓. พิจารณาทุกข์ให้มากแล้ว จิตจักตัดกิเลสได้เร็ว ชีวิตที่เห็นอยู่ในเวลานี้ อย่าคิดว่ามีความมั่นคง ที่สุดร่างกายนี้ก็จักอนัตตาไป พิจารณาร่างกายหรือขันธ์ ๕ เป็นสื่อความทุกข์ทั้งหมด จิตจักได้คลายความเกาะติดในสักกายทิฏฐิ (ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายหรือขันธ์ ๕) เช่น เมื่อทำงานแล้วรู้สึกเหนื่อยกายเหนื่อยใจ ก็จงพิจารณาเข้าหาทุกข์ในอริยสัจ เนื่องจากการมีขันธ์ ๕ เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ แล้วรักษากำลังใจว่า ต่อไปจักไม่มาเกิดเพื่อเป็นทาสของขันธ์ ๕ ให้ต้องเหนื่อยกายเหนื่อยใจอีก

          ๑๔. การทบทวนคำสอนย้อนไปย้อนมาอยู่ในจิต เป็นการนำไปสู่ปัญญา (สัจจานุโลมิกญาณ หรือวิปัสสนาญาณ ข้อ ๙) ให้พยายามรักษาอารมณ์ อย่าเบื่อหน่ายในการเพียรตัดสังโยชน์ ๑๐ เป็นผู้ช่วย เพียรแก้ไขจุดบกพร่องตลอดเวลา หรือทุก ๆ ขณะที่นึกขึ้นมาได้ การเผลอไปกับอารมณ์อื่น ย่อมยังมีอยู่เป็นธรรมดา มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่เผลอ ให้ทบทวนไว้เสมอว่ากายนี้มิใช่ของเรา เมื่อมีเกิดก็ต้องมีแก่ มีป่วย มีตายเป็นของธรรมดา ไม่มีใครจักฝืนได้ ร่างกายที่เห็นอยู่นี้มันเป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครมีสิทธิ์ปกครองหรือเอาไปได้ ดูอารมณ์ของจิตที่มันพร่องอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมที่เข้ามาครอบงำจิตใจ ให้บังเกิดอาการทะยานอยากอยู่เนือง ๆ ถ้าเห็นชัดก็รู้เท่าทันจักสามารถตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ แต่ถ้าไม่ดูให้ชัดความรู้เท่าทันก็ไม่มี การตัดกิเลสใด ๆ ก็ไม่สามารถจักทำได้ ให้ดูจุดนี้เอาไว้ด้วย และอย่าลืมตนเองเท่านั้นที่จักเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ คำว่าเกิดจักไม่มีสำหรับเจ้าอีก

          ๑๕. ต้องทำใจให้ยอมรับกฎของธรรมดา ถ้าจิตยอมรับกฎของธรรมดา จิตก็จักสุขสงบไม่ดิ้นรนฝืนกฎของกรรม เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎของธรรมดาทั้งหมด จงหมั่นชำระจิตที่ฝืนกฎของกรรม อย่าไปคิดแก้กรรมของใคร ให้แก้ไขจิตใจของตนเองเป็นสำคัญ แล้วจักล่วงทุกข์ด้วยประการทั้งปวง ค่อย ๆ ทำไป อย่ารีบร้อนจนเกินไป แล้วจักพบกับความเยือกเย็นของจิตได้ในที่สุด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่