(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ขณะที่กำลังมีอารมณ์โกรธ เวลานั้นบารมี ๑๐ ขาดทุกข้อ เนื่องด้วยอกุศลกรรมเข้าครอบงำจิต บังคับจิต จิตเวลานั้นก็หมดกำลังที่จักต้านทานความชั่วได้ เพราะจิตมีแต่ธรรมปัจจุบัน ขณะใดที่จิตถูกอกุศลเข้าครอบงำในธรรมปัจจุบัน เวลานั้นจักไม่มีอารมณ์อื่นเข้ามาแทรกได้ จิตมีอยู่อารมณ์เดียวคือธรรมปัจจุบัน เมื่ออกุศลเข้าครอบงำจิตกรรมที่เป็นกุศลก็เกิดไม่ได้ หรือเกิดได้ยากยิ่ง ดังนั้น ในเวลานั้นบารมี ๑๐ จึงขาดหมดทุกข้อ กำหนดดูอารมณ์ของจิตให้ดีๆ จักเห็นว่าอารมณ์เกิด - ดับๆ และแปรปรวนไปทุกๆ ขณะจิต ขณะอกุศลเกิด ดังนั้น ไม่ต้องศึกษาอะไรให้ดีกว่าเรื่องกาย - เวทนา- จิตและธรรม ๒ ข้อแรก เป็นเรื่องของกาย ก็เป็นธรรมดาของกาย ๒ ข้อหลัง เป็นเรื่องของอารมณ์ของจิต ก็เป็นธรรมดาของจิต ผู้รู้จริงๆ คือจิตซึ่งเป็นตัวเรา เห็นสันตติธรรมภายนอกที่กายเรา และเห็นสันตติธรรมภายใน คือ อารมณ์จิตของเราเองซึ่งเกิด - ดับๆ อยู่ตลอดเวลา หากทำได้จิตก็จักพ้นทุกข์ได้ในชาติปัจจุบันนี้แน่นอน

          ๒. อากาศร้อน จิตจงอย่าร้อนไปกับอากาศ แม้มีเรื่องกระทบกระทั่งใจจากเหตุการณ์ต่างๆ ก็พึงวางอารมณ์จิตให้เยือกเย็น อย่าแก้โลก อย่าไปแก้คน ให้แก้อารมณ์จิตของตนเอง เพราะเราตั้งใจจักไปพระนิพพาน ก็จงปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ ค่อยๆ ฝึกไป ให้พิจารณาตามหลักของความเป็นจริง โลกนี้ที่สุดไม่มีอะไรเหลือ คน - สัตว์ - วัตถุธาตุ ตายเหมือนกันหมด แม้ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นพึงเร่งมรรคทางจิตให้มาก เพื่อจักให้ถึงผลของการที่จักไม่ต้องกลับมาเกิดอีก จิตใครที่ไหนอื่นก็ไม่สำคัญ สำคัญที่จิตของตน ใครจักเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา สุดแล้วแต่กฎของกรรมจักทำให้เป็นไป อย่าไปขวางกรรมของเขา ปล่อยวางไม่รับ แผ่เมตตาจิตให้มาก แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างจักคลี่คลายไปเอง

          ๓. การกระทบกระทั่งทั้งหมดมีได้ ก็เพราะมีร่างกาย อายตนะ ๖ ภายในที่รับการสัมผัสกับอายตนะ ๖ ภายนอก จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์อันเนื่องจากความไม่เที่ยงนั้น พิจารณาให้เห็นชัดจึงจักปล่อยวางได้ เช่น อายุมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มอ่อนแอ มีอาการเจ็บป่วยบ่อยขึ้น ก็ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย ชีวิตยังอยู่ก็ต้องดูแลร่างกายไปตามหน้าที่ในทางสายกลาง หรือใช้พรหมวิหาร ๔ เป็นหลัก คนมีครอบครัวก็ต้องมีเรื่องมากระทบให้เกิดอารมณ์พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้างเป็นธรรมดาตามกฎของกรรม ให้พยายามปล่อยวางให้มาก ลงตัวธรรมดาให้มาก

          ๔. การวางอารมณ์จิตเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะบางครั้งหรือบ่อยครั้งที่นิวรณ์ ๕ เข้าแทรก ทำให้คิดผิดปฏิบัติผิดได้ ดังนั้นจึงพึงให้ความสำคัญกับอารมณ์ของจิตให้มาก เวลานี้ทฤษฏี แอลนิโย กับลามิน่าปรากฏกับโลก ภัยธรรมชาติย่อมเกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมายเสมอ การตายหมู่จึงมีขึ้นได้หลายรูปแบบ จากดินถล่ม แผ่นดินไหว น้ำท่วมฉับพลัน ฝนตกมากเกินพอดี ลมพัดแรงเป็นพายุหมุนรุนแรง ในระดับต่างๆ ไฟไหม้จากอุบัติเหตุ และจากฟ้าผ่า เป็นต้น จึงพึงสังวรเตือนจิต และเตรียมจิตให้พร้อม และจิตจักต้องพร้อมทิ้ง - พร้อมละวางทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่ห่วงอะไรทั้งหมด แม้แต่ร่างกาย มุ่งจุดเดียวที่จักไปคือพระนิพพาน จุดนี้จักต้องทำให้ได้ในขณะจิตเดียว ให้ซ้อมจิตปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ห่วงอะไรทั้งหมด มุ่งสู่พระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น พึงหมั่นทำดู ถ้าไม่ไหว ก็พิจารณาศีลข้อไหนพร่องบ้าง สมาธิจิตตรงไหนพร่องบ้าง นิวรณ์ข้อไหนกวนใจ ปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงของร่างกายตรงไหนพร่องบ้าง แล้วตรวจดูบารมี ๑๐ จุดไหนยังอ่อนแอบ้าง เสริมกำลังใจให้เต็ม ค่อยๆ ทำไปไม่นานก็จักคล่องตัวได้เอง

          ๕. พระอรหันต์เขาเป็นกันก่อนตาย มิใช่ตายแล้วถึงเป็น ดังนั้น จงอย่าเพิ่งคิดว่าตายก็ช่างมัน ผู้ที่จักคิดเช่นนี้ได้ก็เมื่อผู้นั้นเข้าถึงพระอรหัตผลแล้ว คืออยู่กับตายมีผลทรงตัวแล้ว แม้พระอรหันต์เอง เมื่อจบกิจแล้ว ท่านก็ดูแลร่างกายเป็นอย่างดี เพื่อเป็นการบรรเทาทุกขเวทนา เป็นการทำหน้าที่ ตายแล้วหรือถึงที่ตาย ตรงนั้นแหละช่างมัน ไม่ใช่จิตยังไปไม่ถึง แล้วคิดว่าตายๆ ก็ช่างมัน พิจารณาจุดนี้ให้ดี จักได้ไม่สำคัญผิด ดังนั้นจงอย่าประมาทในความตาย ถ้ากฎของกรรมเข้าแทรก เวลาร่างกายเจ็บป่วย มันเอาทั้งนั้นไม่เคยยกเว้นให้ใครเลย แม้แต่พระตถาคตเจ้าทุกๆ พระองค์ก็ยังป่วย จึงต้องรักษาเยียวยาร่างกายไว้ให้ดี เพราะหากจิตไม่ถึงพระอรหัตผลเพียงใด คำว่าประมาทในความตายไม่พึงมีในใจ เพราะร่างกายนี้ยังคงอยู่ ก็พึงเร่งรีบมรรคผลให้ถึงที่สุด ก่อนที่ร่างกายนี้จักพังลงไป

          ๖. งานมาฆะบูชา จักมีการเวียนเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในบวรพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ และเป็นวันปลงอายุสังขารของพระตถาคตเจ้าทุกๆ พระองค์ด้วย เหล่านี้พึงทำทักษิณาวัตร เป็นการเคารพบูชาอย่างยิ่ง แล้วสำรวจกาย - วาจา - ใจของตนเองว่า ได้ทำตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระตถาคตเจ้าได้ครบถ้วนหรือยัง อย่าไปสนใจกับจริยาของผู้อื่น เพราะการพ้นทุกข์จักมีขึ้นได้ ก็ด้วยการ สำรวมกาย - วาจา - ใจของตนเอง ให้อยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์นั้น

          ๗. ให้คุณหมอแนะนำทุกคนให้นึกถึงคำสอนของท่านฤๅษี คือ นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ไว้เป็นที่พึ่ง ก่อนออกจากบ้าน ให้ภาวนาพุท - โธ แล้วกลืนน้ำลาย ๓ จบก็จะปลอดภัย ถ้าหากไม่แน่ใจ วัตถุมงคลทุกชนิดที่ท่านฤๅษีได้อาราธนาพระพุทธเจ้าทำเอาไว้ ก็ใช้ได้ทุกอย่าง แม้ทรายเสก พระธาตุรวมตัว น้ำมนต์ชาตรีก็สามารถกันสารพิษ หรือกัมมันตภาพรังสีได้ รวมทั้งผ้ายันต์ต่าง ๆ ด้วยเหล่านี้ เป็นต้น แต่อย่าลืมว่าทุกคนต้องตาย ให้เตรียมจิตเตรียมใจให้พร้อม ถ้ากฎของกรรมเข้ามาถึงก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ไม่ว่าจักอยู่ที่ไหนในโลก ยกเว้นที่เดียวคือพระนิพพาน

          ๘. การมีชีวิตร่างกายอยู่ ก็อยู่อย่างผู้ไม่ประมาท และเมื่อความตายเข้ามาถึงก็พร้อมที่จะละร่างกายไปได้ โดยไม่มีความกังวลเกี่ยวกับร่างกาย เพราะซ้อมตาย และพร้อมที่จะตายไว้เป็นปกติธรรมของจิตด้วยความไม่ประมาท มี มรณาและอุปสมานุสสติอยู่เสมอ ผู้มีสติ สัมปชัญญะอยู่ ย่อมไม่ประมาททั้งการอยู่และการตาย จงพยายามทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมในทุกๆ อิริยาบถ และทุกๆ ขณะจิตเถิด

          ๙. ให้กำหนดรู้ในเวทนาที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายนี้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พึงพิจารณาเวทนาให้มาก รวมทั้งพึงถวายสังฆทานอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ที่ทำให้เกิดอาการมึนศีรษะวิงเวียน จักอาเจียน (นับเป็นวาระกฎของกรรมของสุรา - เมรัยในอดีตชาติให้ผล) ในครั้งนี้ด้วยจักทำให้ผลของกรรมทุเลาเบาบางลงได้ แล้วให้เห็นเป็นปกติของร่างกาย ความไม่เที่ยงเป็นของธรรมดาของร่างกาย ถ้าไม่มีร่างกายเสียอย่างเดียว ความเดือดร้อนต่างๆ อันเนื่องด้วยร่างกายก็จักไม่มี ให้พิจารณารูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณให้มาก อย่าสักแต่ว่ารู้โดยสัญญาเท่านั้น หากยังไม่เข้าถึงจิตเพียงใด ก็ยังไม่ใช่ปัญญาที่จริง ตัวปัญญาที่แท้จริงเกิดขึ้น ก็จักปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด รวมทั้งขันธ์ ๕ ของตนเองด้วย จำไว้รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา แยกส่วนออกมาให้ได้ จิตจักได้ไม่เดือดร้อนไปกับขันธ์ ๕

          ๑๐. การถูกลอบทำร้ายด้วยคุณไสย ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ศัตรูส่วนตัวหรอก อย่าไปโกรธแค้นใครเขาเลย ขอจงอย่าประมาทก็แล้วกัน เพราะ พวกเจ้าทำงานให้กับพระพุทธศาสนา ให้ตั้งอภัยทานและอโหสิกรรมเอาไว้ในจิต คิดเอาไว้เสมอว่าเราจักไม่เป็นศัตรูกับใคร ให้แผ่เมตตาเอาไว้เสมอๆ จิตจักได้เยือกเย็นมีความสุข ให้จดจำอารมณ์พระอรหันต์เข้าไว้ ท่านมีความสุขเป็นปรมัตถ์ แม้เหตุการณ์ที่เข้ามากระทบทางร่างกายจักเป็นอย่างไรก็ตาม (เช่นพระโมคคัลลาน์ เป็นต้น) จิตของท่านหาได้หวั่นไหวไปกับเหตุการณ์ทั้งหลายไม่ การมีชีวิตอยู่ก็ต้องต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงอย่างนี้แหละ อย่าคิดว่าจักอยู่ได้โดยสมความปรารถนาหมดทุกอย่าง ไม่มีอันใดเข้ามาเป็นอุปสรรคเลย ถ้าคิดเช่นนั้นก็เป็นการหลงผิด เพราะการมีร่างกาย ย่อมมีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นของธรรมดา นี่เป็นอริยสัจของชีวิตที่มีร่างกายดำรงอยู่นี้

          ๑๑. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ ถึงที่ตายก็ตาย ไม่ถึงที่ตายก็ไม่ตาย เมื่อรู้แล้วก็จงมองทุกอย่างให้เป็นธรรมดาเสียให้หมด จิตก็จักได้ปล่อยวางร่างกายลงไป อย่าทิ้งการพิจารณาร่างกายและความตาย เพื่อมุ่งตัดอุปาทานขันธ์ ๕ อันจักเป็นหนทางนำจิตเข้าสู่พระนิพพานได้ จุดนี้อย่าคิดว่าใครจักช่วยเราได้ ทุกคนจักต้องช่วยตัวเองในวินาทีสุดท้ายทั้งนั้น ยกเว้นพระอรหันต์ ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้เมื่อตัดกิเลสได้หมดในความเป็นพระ (สมณะวิสัย) ท่านอยู่เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ท่านรู้อยู่ขันธ์ ๕ นี้ไม่มีในท่าน อุปาทานขันธ์ ๕ ท่านปล่อยวางไปสิ้นแล้ว สำหรับพวกเจ้าหากเวทนารบกวนหนัก ก็พึงพิจารณาและภาวนาให้มาก มุ่งกำหนดรู้ในเวทนานั้นไม่ใช่เรา ภาวนาไปไม่ไหวก็ให้พิจารณา พิจารณาไปไม่ไหวก็ให้ภาวนา สลับกันไปสลับกันมา จิตทรงตัวได้บ้าง - ไม่ได้บ้างก็ให้ถือว่าเป็นของธรรมดา ให้พยายามเอาสติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้เข้าไว้ ค่อยๆ ทำไป แล้วจักถึงคำว่าต่อเนื่องขึ้นมาในจิตได้เอง ถ้าไม่ ขี้เกียจเสียก่อน จุดนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ที่จักต้องต่อสู้กับอารมณ์ของจิต จักต้องพยายามแก้ไขให้ได้ มิฉะนั้นปฏิบัติธรรมไปก็จักไม่มีผล

          ๑๒. ให้ติดตามดูสภาวะของร่างกายที่ไม่เที่ยงอยู่นี้ ให้เป็นปกติ จิตจักได้เย็นไม่ร้อนไปกับความไม่เที่ยง แปรปรวนของร่างกายนี้ โดยอาศัยหลักของมหาสติปัฎฐาน ๔ มีสติกำหนดรู้อยู่กับธรรม ๔ ประการ แยกกาย - เวทนา - จิต - ธรรมซึ่งไม่เที่ยง เกิดแล้วดับๆ ๆ อยู่อย่างนั้นเป็นปกติธรรม จิตคือตัวเราที่ไปกำหนดรู้ เห็นธรรมทั้ง ๔ ตัวนั้นเกิด - ดับๆ อยู่ว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่มีในเรา มันเป็นแค่ สภาวะธรรม ที่เกิด - ดับๆ อยู่อย่างนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา จิตรับรู้ความเป็นจริงแล้วไม่ปรุงแต่งธรรมนั้นต่อ เห็นเป็นธรรมดา มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา นี้เป็นธรรมภายใน คือธรรมของร่างกายที่แปรปรวนไม่เที่ยงอยู่นี้ ส่วนธรรมภายนอกคือ เหตุการณ์ต่างๆ เข้ามากระทบ ก็จงเห็นเขาเกิดได้ เขาดับไป (เกิด - ดับๆ) มันก็เป็นเรื่องของเขา จิตอย่าไปยึดสิ่งกระทบให้เป็นที่เร่าร้อน ปล่อยวางเหตุการณ์ทั้งหมดไปตามกรรม จักทำอะไรให้ใจเย็นๆ จึงจักเห็นผลดี ไม่ว่าจักเป็นงานทางโลกหรือทางธรรม ใจเย็นมีความรอบคอบ ใจร้อนงานไม่เรียบร้อย ขาดความรอบคอบ งานใดไม่แน่ใจ ให้ใคร่ครวญพิจารณาเสียก่อนจึงทำ นั่นแหละจักได้ผลสมบูรณ์

          ๑๓. จงอย่าประมาทในเหตุการณ์ทั้งปวง เพราะความสงบภายนอกจักหาได้ยากเข้าทุกที จงหมั่นรักษาความสงบในจิตให้มาก เพราะภายนอกยิ่งร้อนมากเท่าไหร่ จักต้องรักษาภายในให้เย็นมากเท่านั้น พยายามพิจารณาหาเหตุ - หาผลให้มากด้วยอริยสัจ แล้วจักปล่อยวางเหตุการณ์ภายนอกลงได้ พิจารณาลงในความไม่เที่ยงทั้งหมด ยึดถืออะไรไม่ได้เลยในโลกนี้ มองทุกอย่างให้เห็นตามความเป็นจริง จิตจึงจักวางได้ การปฏิบัติธรรมให้ได้ผล จักต้องเดินตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระตถาคตเจ้า อย่าออกนอกลู่นอกทางจักไม่มีผล โดยให้มุ่งตัดกิเลสที่ใจของตนเป็นสำคัญ อย่าไปสนใจกับกิเลสของบุคคลอื่น มองดูทุกอย่างตามความเป็นจริง จักมีการปล่อยวางความโกรธ - หลงได้ง่าย อย่าไปแบกโลก แล้วอย่าไปแบกธรรม โลกก็เป็นอย่างนี้เป็นปกติ ธรรมก็เป็นอย่างนี้เป็นปกติ อย่าคิดว่ามีอะไรผิดธรรมดาเป็นอันขาด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่