ตอนที่ ๒

ธรรมะและเหตุการณ์บางตอน ที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อ

(พระราชพรหมยาน)




          ในตอนที่ ๑

          ผมได้เขียนถึงเหตุการณ์ที่ผม, คุณสุรีพร และคณะ ได้อยู่เฝ้าขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อที่ศาลา ๑๒ ไร่ ในตอนกลางคืนจน ครบ๑๐๐ คืน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ที่มิได้มีโอกาสอย่างผมและคณะได้รับทราบเรื่องราว และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในเวลานั้นได้ตามสมควรแต่ทุกเรื่องก็ล้วนเป็นอดีตธรรมไปแล้ว หากเราไปยึดติดกับมันเข้าก็จะเป็นทุกข์เป็นโทษกับจิตของตนเองหรือขาดทุนทุกครั้งที่คิดถึงอดีตธรรมอย่างขาดสติปัญญา ผมจึงพยายามเลือกเอาแต่เฉพาะเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านโดยใช้หลักว่า อ่านแล้วเป็นคุณมากกว่าเป็นโทษเพราะธรรมทางโลกไม่เที่ยง และผู้อ่านมีจิตไม่เสมอกัน (จิตในจิต)จึงย่อมรู้ธรรมและเข้าใจในธรรมได้ไม่เสมอกันเป็นธรรมดา (รู้ธรรมในธรรม)

          ใน ๕๐ วันหลังนี้ ธรรมที่แสดงอยู่ทุกวันก็มีครบทั้ง ๓ หมวด คือ

          ๑. ธรรมที่เป็นกุศล(กุสลาธรรมา)

          ๒. ธรรมที่ไม่เป็นกุศล(อกุสลาธรรมา)

          ๓. ธรรมที่ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล (อัพยากตาธรรมา)

          เหตุผลก็เพราะว่ามีผู้มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับหลวงพ่อทุกวัน โดยถวายสังฆทาน และพระ ๔ องค์ สวดอภิธรรมกันทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน วันละหลายสิบจบ หากผู้ฟังสวดพระอภิธรรมแล้วคิด พิจารณาด้วยปัญญาของตนเอง ก็จะสามารถแยกพระอภิธรรมออกเป็น ๓ หมวด ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากเข้าใจได้จริงเพียงเท่านี้ ผมคิดว่าพอจะเอาตัวรอดได้ รายละเอียดผมขออนุญาตไม่เขียน

          สรุปว่าใน ๕๐ วันหลังนี้ผมจะเขียนส่วนของธรรมที่เป็นกุศลและธรรมนำจิตผู้ปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ (อัพยากตาธรรมา หรือธรรมที่เป็นกลาง ๆ ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล ซึ่งไม่มีอุปาทาน หรืออารมณ์ปรุงแต่งเข้าไปเกี่ยวข้อง) ให้มาก และเขียนธรรมที่เป็นอกุศลแต่พอสมควร

          ในตอนท้ายของตอนที่ ๑ ซึ่งผมเขียนไปได้ ๕๐ วัน ถึงวันที่ ๑๘ ธ.ค.๒๕๓๕ ผมได้เขียนเป็นปริศนาธรรมให้ผู้อ่านได้ใช้ปัญญาตนมีความว่า พระพุทธองค์ทรงให้พรกับพวกผมว่า “ขอให้พ้นภัยตนเอง” พรประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร เวลาประมาณ ๑ ปีผ่านไป ผู้อ่านธรรมบทนี้แล้วนำไปพิจารณาด้วยปัญญา ก็นำมาตอบปัญหาธรรมในเวลาสนทนาธรรมกันตามกาลตามสมัย ที่ซอยสายลมเวลา ๑๕.๓๐ น. ถึง ๑๘.๓๐ ซึ่งเป็นเวลาพักของท่านเจ้าอาวาส (พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ) ผมก็ทำหน้าที่ของผมตามที่หลวงพ่อมอบหมายไว้ให้ คือ “กาเลนะ ธัมมะสากิจฉา” ซึ่งแปลเอาความว่า การสนทนาธรรมตามกาลตามสมัย จัดเป็นอุดมมงคล ผมทำหน้าที่นี้มาครบ ๑๑ ปีเต็มในเดือนตุลาคม ๒๕๔๖

          ช่วงพัก ๓ ชั่วโมงของท่านเจ้าอาวาสนี้ พวกเราก็สนทนาธรรมกัน โดยถามและตอบธรรมะและข้อสงสัยในธรรมปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้นเป็นหลักสำคัญ ในวันเสาร์อาทิตย์และจันทร์ เป็นเวลา ๓ ชั่วโมง มีผลทำให้พื้นฐานของพระธรรมค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนเข้าใจเรื่องกฎของกรรม อันเป็นอริยสัจขั้นสูงในพระพุทธศาสนา แต่ยังไม่ค่อยจะยอมรับกฎของกรรมที่ตนได้เป็นผู้กระทำกรรมนั้น ๆ ไว้เอง

          จุดนี้ปฏิบัติจริง ๆ นั้นยากที่จะให้จิตยอมรับ และยอมเคารพในกฎของกรรม จะต้องอาศัยเวลาไปอีกระยะหนึ่งด้วยกันทุกคนเป็นธรรมดา กลุ่มที่มาสนทนาธรรมส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลหน้าเดิม ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีตลอดมา ขันธ์ ๕ ที่ผมอาศัยมันอยู่ชั่วคราวพักเมื่อไหร่ ผมก็หมดหน้าที่เมื่อนั้น

          เรื่องปริศนาธรรม "ขอให้พ้นภัยตนเอง"ทุกคนต่างก็เข้าใจและตอบได้ถูกต้องทุกคน ตามบารมีธรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งไม่เสมอกัน จิตเจริญแค่ไหน ระดับไหน ก็รู้ธรรมเห็นธรรมได้ในระดับนั้น เป็นธรรมดา (ถ้าเข้าใจจิตในจิต ธรรมในธรรม)

          ข้อเท็จจริง ภัยที่ใหญ่ยิ่งที่สุดของจิตเราก็คือภัยที่เกิดจากอารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตของเราเองอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ปฏิบัติรายใดที่ยังไม่รู้จักอารมณ์ของตนเอง จะไม่เข้าใจธรรมข้อนี้ได้เลย

          ดังนั้นผู้ที่จะพ้นภัยตนเองได้จริงๆ หรือพ้นภัยตนเองได้อย่างถาวร ก็คือพระอริยเจ้าเบื้องสูงเท่านั้น (พระอนาคามีผล และพระอรหันต์) เพราะท่านหมดอารมณ์ ๒ (คือ อารมณ์พอใจและอารมณ์ไม่พอใจ หรือหมดอารมณ์ราคะ (โลภะ) และปฏิฆะ (โทสะ) เมื่อหมดอารมณ์ ๒ แล้วอย่างถาวร ภัยจากอารมณ์จิตตนเองทำร้ายจิตตนเองก็หมดไปเป็นอัตโนมัติ หมายความว่าจะไม่เผลอจุดไฟเผาใจตนเองอีกต่อไป>

          ผมจะไม่อธิบายต่อไป เพราะพรประโยคนี้ของพระพุทธองค์ หากเอาไปพิจารณาบ่อย ๆ ด้วยจิตที่สงบด้วยศีล - สมาธิ - ปัญญา แล้ว ธรรมะที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ก็จะเกิดขึ้นกับจิตผู้นั้นเองตามลำดับ จนถึงพระนิพพานได้ในที่สุด ธรรมจุดนี้ทุกคนจะต้องปฏิบัติเอง ไม่สามารถปฏิบัติแทนกันได้ โมทนากันก็ไม่ได้ เพราะธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตัง หมายความว่าจะต้องปฏิบัติด้วยจิตตนเอง จนกว่าจะเข้าใจในธรรมนั้นด้วยจิตตนเอง ตามลำดับ จากหยาบ ๆ มาสู่ขั้นกลาง ๆ และถึงที่สุดในธรรมนั้น ๆ คือ รู้ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ เข้าใจได้ด้วยตนเองเฉพาะตน ของใครของมัน กรรมใครกรรมมัน ไม่สามารถจะรู้ จะเห็น จะเข้าใจแทนกันได้

          สรุปว่า ขอให้ทุกคนจงช่วยตนเอง ในการพิจารณาพร ที่พระพุทธองค์ประทานให้ ด้วยความเพียรอย่างยิ่ง แล้วก็จะพ้นภัยได้ในที่สุด

          เพื่อไม่ให้ผู้อ่านเบื่อในการอ่านเหตุการณ์ทีละวัน ๆ จึงขอรวบรัดเอาเป็นเหตุการณ์ใน ๕๐ วันต่อมา ว่ามีอะไรบ้างที่เป็นสาระ เป็นแก่นสาร ที่ควรรู้ ควรเห็น และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านตามสมควร

          ขอเริ่มต้นด้วยกรรมที่เป็นอกุศลก่อน (อกุสลาธรรมา) ซึ่งมีมากที่สุด มีเกิดขึ้นทุกวันซึ่งก็เป็นของธรรมดา สำหรับผู้ที่ยังมีกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน และอกุศลกรรมอยู่ ตามหลักความจริงซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ มีความว่า “บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เมื่ออยู่ร่วมกันย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นของธรรมดา” ผมไม่ขออธิบายเพื่อให้ผู้อ่านได้ใช้ปัญญา ใคร่ครวญธรรมประโยคนี้ของพระองค์ด้วยตนเอง แล้วปัญญาในการตัดกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน และอกุศลกรรม ก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นกับจิตของผู้ปฏิบัติเองตามลำดับ จนเกิดอารมณ์เบื่อกาย - เบื่อเกิด (นิพพิทาญาณ) ไม่อยากจะเกิดมาพบความทุกข์เช่นนี้อีก จนในที่สุดจิตก็จะค่อย ๆ ปล่อยละ-วางทุก ๆ สิ่งในโลกลงได้ชั่วขณะ หรือชั่วคราว จากเวลาสั้น ๆ แล้วเพิ่มการละ-ปล่อยวางได้นานขึ้น ๆ ตามลำดับ เราสามารถรู้ได้ด้วยจิตตนเองว่า เราวางมันได้จริงหรือไม่ในขณะจิตนั้น หากทำได้แม้ชั่วคราวจิตจะเป็นสุข อย่างไม่เคยพบมาก่อน ส่วนใหญ่จะเกิดปีติจนน้ำตาไหลอย่างเป็นสุข ร่างกายขณะนั้นจะโปร่งเบาสบาย ทุกขเวทนาทั้งทางกายและใจหายไปหมด

          ผมไม่ขออธิบายรายละเอียด เพราะพระธรรมในพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตัง จะรู้จะเห็นได้ด้วยการปฏิบัติที่กายตนและจิตตนเองเท่านั้น และรู้ได้เฉพาะตน จึงไม่ควรอธิบายมาก เพราะอธิบายสักแค่ไหน ผู้อ่านก็ไม่สามารถจะรู้จริง ๆ ได้ จะรู้ได้จริงๆ ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระองค์ จนเกิดผลขึ้นที่จิตตนเองเสียก่อนเท่านั้น

          คำสั่งของพระองค์ ก็คือ ขออธิบายย่อ ๆ เพราะรายละเอียดได้เขียนไว้ในตอนที่ ๑ แล้ว ฆราวาสก็ต้องรักษาศีล ๕ ข้อ หรือ ๘ ข้อ ตามบารมีธรรมของแต่ละคน เณรก็ต้องรักษาศีล ๑๐ ข้อ พระก็ต้องรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ตามฐานะของตน

          คำสอนของพระองค์ ทรงตรัสไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือ ๘๔,๐๐๐ อุบาย ในการตัดกิเลส เพื่อให้เหมาะกับ จริต-นิสัยบารมี หรือกำลังใจของแต่ละคน ซึ่งไม่เสมอกัน และสำคัญที่สุด คือ มีกรรมแตกต่างกันมาก พระองค์ทรงตรัสว่า จาก ๘๔,๐๐๐ วิธีนี้ ล้วนนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น ทรงย่อให้สั้นที่สุดเหลือ ๑๐ข้อ คือ สังโยชน์ ๑๐ (สังโยชน์ ๑๐ ก็คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา นั่นเอง ทรงมุ่งเอา อธิศีล-อธิจิต และอธิปัญญา เป็นผลของการปฏิบัติ)

          ดังนั้น หากใครต้องการพ้นทุกข์อย่างรวดเร็ว ก็ควรปฏิบัติตามคำสั่งและคำสอนของพระองค์เพียงเท่านั้น ทรงยืนยันว่ารู้และปฏิบัติเพียงแค่นี้ ก็สามารถจะพ้นทุกข์ได้แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้อะไรให้พิเศษมากไปกว่านี้ เพราะเวลาของพวกเราเหลือน้อยกันทุกคน แต่ยังมีความประมาทกันอยู่มากในความตาย

          ผมขอยกตัวอย่างเรื่องจริงสัก ๓-๔ เรื่อง ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างนั้น (กรรมที่เป็นอกุศล)

          ๑. มีข่าวลือว่า จะมีบุคคลภายนอกมาแย่งชิงขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อไปจากศาลา ๑๒ ไร่ในตอนกลางคืน ฟังดูเหมือนกับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่หากประมาทอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น เพราะตกดึกพวกเฝ้าหลวงพ่อ ต่างก็หลับกันไปเกือบหมด ตามที่ผมเล่าให้ฟังแล้วในตอนที่ ๑ เหลืออยู่แน่ๆ เพียง ๒-๓ คน คือ ผม คุณสุรีพร และอาจมีผู้อื่นอีก ๑-๒ คน เดิมประตูใหญ่ ๑๒ ไร่ เปิดตลอดคืน เมื่อมีข่าวเช่นนี้มา ผมก็สั่งปิดหลัง ๒๔.๐๐ น. แล้ว และให้ถือเป็นระเบียบ หากมีรถทัวร์พาคณะมา ก็ค่อยเปิดเป็นครั้งคราว ความจริงอาจมีเค้า เพราะมีตำรวจนอนเฝ้าแค่ ๑-๒ นาย ทหารอีกไม่กี่คน หากผู้ไม่ประสงค์ดี เพียงแต่ทำเหตุการณ์ลวง ให้เกิดขึ้นภายนอกสถานที่ศาลา ๑๒ ไร่ ทำให้ตำรวจทหารต้องออกไปจัดการ ในช่วงที่ว่างจากตำรวจ ทหาร ฝ่ายตรงข้ามก็จะขับรถเข้ามา พร้อมคนและอาวุธครบมือ ยกเอาโลงแก้วใส่รถแล้วขับหนีไปได้สบาย ๆ ขออนุญาตไม่เขียนรายละเอียด เพราะมีเหตุการณ์แบบนี้จริง ๆ แต่ผมไม่อนุญาตให้ตำรวจและทหารออกนอกศาลา ๑๒ ไร่ เด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายนอกวัด ขอเขียนไว้เพียงเท่านี้ เพราะเป็นอดีตแล้ว

          ๒.  ลูกศิษย์หลวงพ่อในขณะนั้นส่วนใหญ่เชื่อว่าหลวงพ่ออาจจะกลับมาเข้าร่างที่ท่านอาศัยอยู่ชั่วคราวนั้นอีกอย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่า ท่านเข้านิโรธสมาบัติ ยกตัวอย่าง เช่น พระมหากัสปะ ท่านก็เข้านิโรธสมาบัติมา ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว เพื่อรอพระศรีอารีย์ ตามกฎของกรรม และพระอุปคุต ท่านก็เข้านิโรธสมาบัติอยู่ที่สะดือทะเลแถบมหาสมุทรอินเดีย ใกล้ประเทศศรีลังกา (เป็นเกาะ) ประกอบกับขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อ ยังคงสภาพเหมือนคนนอนหลับไม่ใช่สภาพศพ นี้คืออุปาทานของแต่ละคน จะเห็นได้ว่ามีการทำพิธีขอชีวิตหลวงพ่อกลับคืนมา แต่นั่นคืออดีตที่ผ่านมาแล้วมิใช่ปัจจุบัน ซึ่งทุกคนต่างก็ทราบความจริงอยู่กับจิตตนเองแล้ว จึงไม่ขอเขียนรายละเอียด ธรรมะจุดนี้จะเข้าใจและหายสงสัยได้ ต่อเมื่อเข้าใจเรื่องพุทโธอัปมาโณ ธัมโมอัปมาโณ สังโฆอัปมาโณ ดีแล้วเท่านั้น

          ๓.  มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม ไม่ปรารถนาที่จะให้จิตของหลวงพ่อกลับมาเข้าร่างกายของท่าน เพราะพวกเขาก็ได้ข่าวลือมาว่า หลวงพ่อท่านเข้านิโรธสมาบัติ ไม่ช้าท่านก็จะกลับมาเข้าร่างเดิมของท่าน จึงพยายามเฝ้าดูขันธ์ ๕ หลวงพ่ออย่างใกล้ชิด และส่งพวกมาคอยเฝ้าดูเหตุการณ์ตลอดเวลาว่า ร่างกายของท่านเปื่อยเน่าหรือยัง ยิ่งมาเห็นความจริงว่าขันธ์ ๕ ของท่าน มีสภาพเหมือนกับคนนอนหลับ เนื้อ-หนังยังนุ่ม-ไม่แข็ง ข้อมือ ข้อเท้า ยังงอได้ เหยียดได้ เหมือนคนธรรมดา ๆ ผิวหนังยังมีปฏิกิริยาเหมือนคนมีชีวิต คือ มีเหงื่อซึม เมื่อถูกขีด-ข่วน ก็มีปฏิกิริยาเป็นรอยให้เห็น แล้วก็ค่อย ๆ หายไปได้เอง แว่นตาซึ่งสวมให้ท่านไว้ พอถอดออกก็มีรอยบุ๋มของเนื้อหนังที่ขอบแว่น และหูแว่นตากดทับอยู่เป็นเวลานาน ๆ ผู้ทำความสะอาดขันธ์ ๕ ให้กับท่านจึงถอดออกวางไว้ข้าง ๆ และในเวลาต่อมารอยเหล่านั้นก็หายไป

          ที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ทำความสะอาดใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดบริเวณใบหน้าของท่าน จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาไม่ทราบได้ ผลลัพธ์ก็คือมีเลือดออกจากรูจมูกของท่าน ผู้ทำความสะอาดจึงใช้สำลีอุดจมูกทั้งสองข้างไว้ ศพมีเลือดกำเดาไหลได้หรือ ความลับไม่มีในโลก จุดนี้เองทำให้อุปาทานกินจิตใจของทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่อยากให้หลวงพ่อกลับมา กับฝ่ายที่ไม่อยากให้หลวงพ่อกลับมา เมื่อทิฐิหรือความเห็นไม่ตรงกัน การกระทบกระทั่งกัน ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ผมจึงไม่ขอเขียนต่อ เพราะเป็นอดีตธรรมไปแล้ว

          ๔.  ข่าวลือเรื่องร่างทรง ที่โน่น ที่นี่ หลายสำนัก รวมทั้งอ้างว่า หลวงพ่อชื่อนั้น หลวงปู่ชื่อนี้ รวมทั้งแม่ชีด้วย ต่างก็ยืนยันว่า หลวงพ่อยังไม่ตาย ไม่ช้าท่านก็จะกลับมา นี่แหละคือต้นเหตุแห่งปัญหาของผู้ที่ยังมากอยู่ด้วย กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน เลยช่วยกันสร้างอกุศลกรรม ให้เกิดขึ้นทั้งทางกาย-ทางวาจา และทางใจ ด้วยกันทุกคนไม่มียกเว้น แม้แต่ผมผู้เขียนด้วย รายละเอียดของดไว้ เพราะไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใดเลย (ขออนุญาตวิจารณ์คำพูดที่พูดกันว่า “หลวงพ่อยังไม่ตาย” นั้นถูกต้อง เพราะจิตของหลวงพ่อไม่เคยตาย แม้แต่จิตของทุก ๆ คนก็ไม่ตาย เพราะจิตมีสภาพเป็นอมตะ สิ่งที่ตาย คือ ขันธ์ ๕ หรือร่างกายที่ท่านอาศัยอยู่ต่างหาก ที่จะต้องตายไปตามวาระ ตามสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “คน-สัตว์ เกิดเท่าไหร่ ตายหมดเท่านั้น”)

          ๕.  เรื่องสังโฆอัปมาโณ ข้อนี้เป็นสัจธรรม หรืออริยสัจ ซึ่งแปลว่าความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองแล้ว ผมจำเป็นต้องเขียน เพื่อให้ผู้อ่านคลายความสงสัย สังโฆอัปมาโณ แปลว่า คุณของพระอริยสงฆ์เจ้า หาประมาณมิได้ ผมขอยกตัวอย่างเพียงแค่ ๒ เรื่อง ดังนี้

                ๕.๑  เมื่อครบ ๗ วัน ที่หลวงพ่อท่านจากไป สมเด็จพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ท่านมาเป็นประธานในพิธีทำบุญครบ ๗ วัน ให้กับหลวงพ่อ ท่านคุย (เล่า) ให้ผมฟังเป็นส่วนตัว (หนึ่งต่อหนึ่ง) ว่าท่านเป็นเพื่อนสนิทของหลวงพ่อ จิตของท่านกับจิตของหลวงพ่อติดต่อถึงกันได้ดี ท่านมานอนค้างที่วัดท่าซุงหนึ่งคืน หลวงพี่อนันต์ฯ (รักษาการณ์เจ้าอาวาสในขณะนั้น) ได้จัดให้ท่านได้พักที่ห้องนอนของหลวงพ่อ เตียงก็เตียงของหลวงพ่อ

                หลังจากท่านสรงน้ำ (อาบน้ำ) แล้ว พอท่านจะก้าวขึ้นเตียงนอนเพื่อพักผ่อน ก็เห็นหลวงพ่อมายืนยิ้มอยู่ข้างหน้าท่านแล้วพูดว่า "นั่นแน่ สมเด็จ มานอนเตียงผมทำไม" แล้วหลวงพ่อก็หัวเราะชอบใจ ผมถามสมเด็จพุฒาจารย์ท่านว่า หลวงพ่อท่านมาในรูปของกายเนื้อแบบตอนมีชีวิตอยู่ หรือมาในรูปอื่น สมเด็จพุฒาจารย์ท่านตอบผมว่า ก็มาในรูปของพระสงฆ์ มีกายเนื้อเหมือนตอนท่านมีชีวิตอยู่นี่แหละคุณหมอ ผมขอเขียนไว้เพียงเท่านี้

                ๕.๒  หลายเดือนต่อมา คือ เมื่อครบ ๑๐๐ วัน คณะศิษย์ของหลวงพ่อก็เคลื่อนสรีระขันธ์ของท่าน จากศาลา ๑๒ ไร่มาไว้ที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร และประมาณ ๑-๒ เดือนต่อมา มีหญิงมีอายุท่านหนึ่ง มาจากจังหวัดใดผมจำไม่ได้ เธอมาวัดท่าซุงเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็รีบวิ่งขึ้นบันไดเข้าไปในวิหารแก้ว ตรงเข้าไปโอบกอดต้นเสาวิหารแก้วไว้แน่น ปากก็รำพันคำพูดออกมาด้วยเสียงดังฟังชัดอย่างผู้มี  ความปีติยินดีอย่างมาก มีใจความว่า “วิหารนี้มีจริง ๆ ด้วย ฉันเห็นแล้ว ฉันได้พบแล้ว” ผู้คนในวิหารแก้วต่างพากันประหลาดใจในการกระทำของเธอ ศิษย์หลวงพ่อท่านหนึ่ง

          ถามว่า ป้าไม่เคยมาวัดท่าซุงเลยหรือ

          ตอบ    นี่เป็นครั้งแรก

          ถาม    ป้ามากับใคร ใครเป็นคนชวนป้ามา

          ตอบ    ป้ามาคนเดียว มีพระองค์หนึ่งไปชวนป้ามาเที่ยววัดนี้ ท่านบอกว่าวัดนี้สวยงามมากนะ ถ้าได้เห็นแล้วจะติดใจ

          หมอเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น มีความรู้สึกขึ้นมาในจิตว่า คงจะเป็นหลวงพ่อกระมัง จึงถามว่า ป้า พระองค์นี้ใช่ไหม ชี้ไปที่รูปหลวงพ่อขนาดใหญ่ซึ่งอยู่เบื้องหน้าของป้า

          ตอบ    ใช่ พระองค์นี้แหละที่ไปชวนฉันให้มาเที่ยววัดนี้ แนะนำรายละเอียด

                      ในการเดินทางให้ด้วย

          ถาม    ท่านไปแบบพระสงฆ์ห่มจีวรสีเหลืองแบบรูปนี้ใช่ไหม

          ตอบ    ใช่ แบบนี้แหละ

          ผู้ฟังท่านหนึ่งพูดว่า ป้า หลวงพ่อองค์นี้ท่านสิ้นไป (ตาย) ตั้งหลายเดือนแล้ว จะไปชวนป้าให้มาเที่ยววัดนี้ได้อย่างไร

          ตอบ    อย่าโกหกฉัน ท่านไปชวนฉันถึงที่บ้าน บอกทางให้ฉันเสร็จเรียบร้อย รุ่งขึ้นฉันก็ตรงมาที่วัดนี้ โดยไม่ต้องถามใคร

          ถาม    ที่ป้ากอดเสาวิหารแก้วไว้แน่น แล้วร้องไห้อย่างมีปีติหมายความว่า อย่างไร

          ตอบ    เพราะฉันนั่งกรรมฐานในห้องพระที่บ้าน ฉันเห็นวิหารแก้วหลังนี้แหละ ต้นเสาก็เป็นเพชรอย่างนี้แหละ ฉันไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง
กลัวคนฟังเขาจะหาว่า ฉันบ้า พอมาเห็นด้วยตาตนเอง ก็อดมีความปีติยินดีไม่ได้ จึงกอดเสาไว้แน่น และร้องไห้ด้วยความดีใจ

          สรุปว่า ถ้าใครเข้าใจคำว่าสังโฆอัปมาโณแล้ว ก็หมดความสงสัยในเหตุการณ์แบบนี้ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็คงต้องสงสัยต่อไปเป็นธรรมดา ความจริงยังมีเรื่องของหลวงพ่อแบบนี้อีกหลายเรื่อง แม้แต่ตอนที่ท่านยังไม่ทิ้งขันธ์ ๕ ท่านก็ไปโปรดคนที่ควรจะโปรด ในรูปของกายเนื้ออยู่บ่อย ๆ แต่ผมของดไว้ ขอเขียนแค่ตัวอย่าง บุคคลใดก็ตามที่เข้าใจเรื่อง พุธโธ ธัมโม สังโฆอัปมาโณ แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะไปอ้อนวอนของร้องให้จิตของหลวงพ่อกลับมาเข้าร่างกาย ที่ท่านไม่ปรารถนาแล้ว เพื่อมาเป็นทุกข์กับพวกเราอีกต่อไป

          ๖.  ยังมีเรื่องอีกมากมาย ซึ่งมีต้นเหตุมาจากทิฐิ (แปลว่าความเห็น) ไม่ตรงกันเกิดขึ้น ตามสัจธรรมที่พระองค์ทรงตรัสไว้ ความว่า “บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เมื่ออยู่ร่วมกัน ย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นของธรรมดา” ผมขอแยกออกเป็นข้อ ๆ เพื่อความเข้าใจง่าย

                ๖.๑  ความทุกข์ซึ่งเกิดจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ธรรมจุดนี้เห็นได้ชัดเจน แต่เห็นแล้วได้ประโยชน์จากธรรมที่เห็นนั้นแตกต่างกันมาก เพราะจิตคนเจริญแค่ไหน ย่อมรู้ธรรมได้แค่ระดับนั้น จะเห็นธรรมที่สูงกว่าระดับจิตของตนเองย่อมไม่ได้ และมีบางคนซึ่งมีมานะกิเลสสูง ถือเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ปัญหากระทบกระทั่งกันจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ผลลัพธ์ก็คือ ต่างคนต่างเอากิเลส-ตัณหา-อุปาทานของตน ๆ ออกมาอวดกันว่า “ของฉันหนากว่าของแก” แต่ถ้าหากเข้าใจธรรมจุดนี้และวางลงได้ด้วยปัญญา คือ เห็นธรรมดาภายนอกก่อน แล้วน้อมเข้ามาเป็นธรรมดาภายใน หมายความว่า เห็นการกระทำของผู้นั้น (การกระทำก็คือกรรม) เป็นของธรรมดาของเขา จิตคนเจริญแค่ไหนย่อมรู้ธรรมได้แค่นั้นเป็นธรรมดา (เห็นจิตในจิต และเห็นธรรมในธรรม)

                จิตเห็นธรรมภายนอกแล้ว ให้น้อมเข้ามาเป็นธรรมภายใน จึงจะเป็นของจริงในพุทธศาสนาของตถาคต” หมายความว่าหากเราเห็นแล้วปล่อยไป ๆ นั่นยังไม่ใช่ของจริง ของจริงต้องน้อมเข้า คือ เอหิปัสสิโก แล้วต้องโอปนยิโก (คือ เห็นแล้วต้องน้อมเข้ามาในใจตนให้เกิดปัญญา) ตัวผลปัจจัตตังจึงจะเกิดได้ตามความเป็นจริง ผู้เคารพในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ย่อมยึดเอาแต่สิ่งที่เที่ยงแล้วเป็นหลัก ในการปฏิบัติพระธรรมในพระพุทธศาสนานั้นเที่ยงแล้วทุกตัวอักษร เพราะเป็นอริยสัจ ซึ่งแปลว่าความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองแล้ว ดังนั้น พระธรรมในพุทธศาสนา จึงเหมือนกันหมดทุก ๆ พุทธันดร

                ธรรมะอีกจุดหนึ่ง ซึ่งตรัสไว้ความว่า “ธรรมภายนอกแก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อรู้เมื่อเห็นแล้วให้วางเสีย โดยคิดว่ามันเป็นธรรมดาของเขา ธรรมภายในเท่านั้นที่แก้ไขได้ หรือเธอจงอย่าคิดไปแก้ไขผู้อื่น ให้คิดแก้ไขตนเองให้ได้เสียก่อน เป็นอันดับแรก” ผมขออธิบายย่อ ๆ ไว้เพียงแค่นี้

                ๖.๒  ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ อันเป็นสัจธรรมที่ทั้งคนและสัตว์จะต้องประสบพบเห็นมาทุกภพทุกชาติ (แต่จำไม่ได้ หรือไม่เข็ด ขยันเกิดต่อไป ทรงเปรียบเหมือนกับแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ) ทุกข์จากสัจธรรมข้อนี้ เกิดจากจิตของคนฝืนความจริง ไม่ยอมรับความจริงว่า ธรรมดาของมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีใครสามารถจะขัดขวางได้

                ผมขอยกตัวอย่างของจริงที่ตรงจุดที่สุด คือ ตอนที่หลวงพ่อท่านจากพวกเราไป พวกเราอดที่จะหวั่นไหวไปกับสภาวะธรรม อันเป็นสัจธรรมนั้นไม่ได้ เพราะจิตไม่ยอมรับความจริง ฝืนความจริง เพราะยังไม่เห็นตัวธรรมดาอย่างแท้จริง (ตัวธรรมดามี ๓ ระดับ คือ หยาบ กลาง ละเอียด) ผู้ใดฝืนความจริงข้อนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์มากแค่นั้น เป็นธรรมดา กรุณาถอยหลังกลับไปดูอารมณ์จิตของตนเองในขณะนั้น เพื่อใช้ประโยชน์ให้เป็นครูสอนใจตนเองในปัจจุบัน (โปรดอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ในตอนที่ ๑ เรื่อง “เหตุการณ์ในวันที่หลวงพ่อทิ้งขันธ์ ๕” (ผู้ที่หมดความหวั่นไหวจริง ๆ คือพระอรหันต์เท่านั้น ให้เอาพระอานนท์ที่เป็นครูสอนเราในเรื่องนี้) (เราจะละกรรมชั่วได้โดยการเห็นกรรมชั่วที่จิตของเรา ด้วยตัวเราเองเป็นอันดับแรก แล้วรีบแก้ไขต้นเหตุแห่งกรรมนั้นเสีย ด้วยการใช้หลักของอริยสัจเป็นสำคัญ)

                ๖.๓ ความทุกข์ที่เกิดจากความปรารถนาไม่สมหวัง ก็อธิบายได้แบบเดียวกันเพราะโลกมนุษย์เป็นแดนของความปรารถนาไม่สมหวัง ต้นเหตุเพราะตัวอนิจจัง (ไม่เที่ยง) ผู้มีปัญญาท่านจึงเอาจิตหนีไปสู่แดนที่เที่ยงแล้ว (พระนิพพาน) ด้วยอุบายที่สั้นและตรงจุดที่สุด คือ ละอุปาทานขันธ์ ๕ ที่กายและจิตของท่านว่า ขันธ์ ๕ ที่ท่านอาศัยอยู่นี้ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ให้ได้อย่างเด็ดขาด หรือถาวรเท่านั้น ท่านก็จบกิจในพระพุทธศาสนา ขอสรุปว่า หากเข้าใจพระธรรมของพระพุทธองค์ได้ตามความเป็นจริงแล้ว จะมีปัญหาอะไรเข้ามากระทบจิต จิตก็สามารถหาทางแก้ไขได้ด้วยปัญญา แล้วลงตัวธรรมดาได้ในที่สุด (จะช้าหรือเร็วอยู่ที่บารมีธรรมของแต่ละคน ซึ่งไม่เสมอกัน และธรรมที่รู้-เห็นนั้นยังมีขั้นตอน ตามระดับจิตในจิต และธรรมในธรรม)

          ๗.  เรื่องกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย ตามมาให้ผล บรรดาศิษย์ของหลวงพ่อทุกภาคจากทั่วประเทศต่างก็ทยอยกันมาวัดท่าซุง บางคนก็ค้างหนึ่งคืน บางคนก็ค้างหลายคืนหมุนเวียนกันมาไม่ขาดสาย ตลอดระยะเวลา ๑๐๐ วัน จุดประสงค์ก็มาทำบุญเพื่ออุทิศกุศลให้กับหลวงพ่อ เมื่อคนหมู่มากมาพบกัน การกระทบกระทั่งกันย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา บางรายกฎของกรรมในอดีตตามมาให้ผล ก็ประกาศสงครามกันตามกรรมที่ตนเองเป็นผู้กระทำเอาไว้ในอดีต ด้วยวิธีการต่าง ๆ อันเป็นมิจฉาทิฐิ หรือเป็นอกุศลกรรมทั้งสิ้น พระท่านบอกว่านี้เป็นกฎของกรรม ห้ามไม่ได้ แต่ท่านก็เมตตาบอกวิธีป้องกันตนเองให้ โดยห้ามทำร้ายเขา (ฝ่ายตรงข้าม) เพราะจะเป็นการก่อกรรมใหม่ต่อไปอีก ในเมื่อเราต้องการจะไปพระนิพพานในชาตินี้ ก็จงอย่าต่อกรรม ให้พยายามตัดกรรมอย่างเดียว เรื่องไร้สาระเหล่านี้มีอยู่มาก พระท่านห้ามเขียน-ห้ามเล่าให้ผู้อื่นฟัง เพราะมีแต่โทษ หาคุณความดีไม่ได้เลย และทุกสิ่งก็ผ่านไปเป็นอดีตหมดแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นกับเรา ท่านก็ให้แก้ไขที่ตัวเรา ห้ามให้ไปแก้ไขที่ผู้อื่น นี่คือหลักสำคัญที่พระท่านให้ไว้สำหรับแก้ไขปัญหา ซึ่งล้วนเป็นกฎของกรรมที่เราได้เคยทำเอาไว้ในอดีตทั้งสิ้น จึงขอจบเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้

          ส่วนกรรมที่เป็นกุศลและกรรมที่เป็นกลาง ๆ ไม่ใช่กุศลและอกุศล (กุสลาธรรมาและอัพยากตาธรรมา) มีอยู่มากที่พระพุทธองค์-หลวงพ่อ-หลวงปู่ทั้งหลาย ท่านเมตตามาสอนให้ใน ๕๐ วันหลังนี้ โดยเฉพาะตอนที่ถูกกรรมที่เป็นอกุศล หรือกฎของกรรมตามให้ผล แต่จะขอเขียนเฉพาะธรรมที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเท่านั้น

           สมเด็จองค์ปฐม

          ก) “อุปสรรคใด ๆ ที่จักบังเกิดขึ้นในเพลานี้ คือ ครูของพวกเจ้า ทดสอบจิตอันจักละเอียดอ่อนได้หรือไม่ มีความประมาทแค่ไหน รักหรือชังแค่ไหน แม้กว่าจักผ่านการสอบได้ในแต่ละวัน เวลา ด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ตาม พวกเจ้าก็สมควรจักภูมิใจ ที่แม้จักตายก็มิได้ตายเปล่า มรรคผลนิพพานจ่ออยู่ แค่ลมหายใจเบื้องหน้านี้” “อย่าคิดเป็นอันขาดว่า เป็นการต่อสู้ที่เหนื่อยเปล่า ถ้าไม่โง่จนเกินไป มรรคผลตามลำดับย่อมเกิดขึ้นได้แน่”

          ข) “ทรงเตือนไม่ให้คอยจับผิดผู้อื่น จงเก็บแต่ความดี อย่าเก็บความเลวของใครไว้ในจิต”

          ค) “จงทำจิตให้สงบ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบเช่นเดียวกันกับพระพุทธรูป เพื่อให้เข้าถึงซึ่งความเป็นพระอนาคามี ใครจักคิดร้ายอย่างไรก็ช่าง คนที่ตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง”

          หลวงพ่อฤๅษี

          ให้อดทนเอาหน่อย กฎของกรรมไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง เขาเป็นกันได้ ก็ด้วยต้องยอมรับกฎของกรรม ความอึดอัดขัดข้องใจมันมิได้มีมาแต่ชาตินี้ชาติเดียว ความปรารถนาไม่สมหวัง มันก็ปรากฏแก่เรามาแล้วทุก ๆ ชาติ พยายามพิจารณาลงตัวธรรมดาให้ได้ ถ้าลงตัวธรรมดาไม่ได้ ความอึดอัดขัดข้องใจก็ไม่มีวันจะหมดไป อุเบกขารมณ์ก็ไม่เกิด แล้วสังขารุเบกขาญาณจะเกิดได้อย่างไร ความเป็นอนาคามีก็เกิดไม่ได้ อะไรมันเกิด พอที่จะแก้ไขได้ ไม่เกินกฎของกรรมก็แก้มันไป แต่บางสิ่งแก้ไขไม่ได้ ก็พึงยอมรับตามสภาพกฎของกรรม ทุกข์นั้นทุกข์แน่ แต่ถ้าจิตของเราไม่ยอมรับทุกข์นั้น เอาไว้ในจิตเสียอย่างเดียว ทุกข์นั้นก็เข้าสิงใจเราไม่ได้ จงอย่าลืม ธรรมะของพระพุทธเจ้า จะต้องยังจิตให้เบิกบาน จึงจะเป็นผล”

          ๑ มกราคม ๒๕๓๖ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา) ให้พรว่า “ขอให้คุณหมอโชคดี รบอะไรก็ขอให้ชนะทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รบกับใจของตนเอง”

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน

          ก) “อารมณ์สังขารุเบกขาญาณ มิใช่จักเกิดขึ้นง่าย ๆ ถ้าหากบุคคลนั้นปราศจากการสำรวม กาย-วาจา-ใจ กรรมทั้ง ๓ ประการ ที่สุดก็จักรวมกันเหลือเพียงหนึ่ง คือ จิตในจิต พระธรรมในพระพุทธศาสนาแห่งตถาคต มุ่งสอนเพื่อให้หลุดพ้น ก็ที่ตรงนี้แหละ”

          ข) “อย่าพึงลิงโลดปีติกับความสุขมากเกินไป แลอย่าพึงเศร้าสลดกับทุกข์มากเกินไป ต้องควบคุมอารมณ์ จิตในจิต ให้อยู่ในอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ ดูจิตในจิต ให้อยู่ในความสงบ มิหวั่นไหวต่อการกระทบ ไม่ว่าจักเป็น อายตนะภายใน หรือ ภายนอกก็ดี สรรพสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ล้วนเป็นกฎธรรมดา เป็นกฎของกรรม เป็นอริยสัจ ที่ผู้เข้าถึงพระพุทธศาสนาจักต้องยอมรับโดยความสงบ มิหวั่นไหว”

          ค. “การพ้นทุกข์ พ้นสุข พ้นสมมุติ ได้ก็ที่ตรงนี้ วิมุติเกิดได้ไม่ยากหรอก ถ้าหากเข้าใจ"

          ง. วิมุติล้วน ๆ มิได้อิง ความสุข ความทุกข์ หากแต่อิงสังขารุเบกขาญาณ ขอให้เข้าใจ”

          จ) “อย่าลืม ต้องหมั่นรักษาอารมณ์จิตให้ดี ๆ ธรรมะมีแต่ปัจจุบัน รักษาอารมณ์จิตปัจจุบันให้ดี ๆ ความทุกข์-สุข จักพ้นได้ก็ที่ตรงนี้”

          สมเด็จองค์ปฐม

          ก) “พระธรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ตถาคตผู้เป็นต้นตำรับก็ยังเคารพสักการะในพระธรรม พระธรรมแม้จักตกอยู่ในมือคนชั่ว ก็ยังเป็นพระธรรม ธรรมที่เที่ยงแท้ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ใครผู้ใดเล่าที่ยังบังอาจบิดเบือนพระธรรมนี้ได้นั้นไม่มี ขอพวกเจ้าจงเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมเถิด”

          พระธรรมเที่ยง ก็คือ กรรมเที่ยง ธรรม ๓ ประการ จงหมั่นศึกษาให้รู้แจ้งเถิด จักได้ไม่สงสัยในธรรมอีก (ธรรม ๓ ประการ นั้นพิจารณาได้ ๒ ระดับ หรือ ๒ แบบ)

          ระดับแรก หมายถึง หมั่นศึกษาให้รู้แจ้งเรื่องกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เพราะกรรมกับธรรมก็คือตัวเดียวกัน ดังนั้น ธรรมทั้ง ๓ ประการ ก็คือ กรรมบถ ๑๐ นั่นเอง ผมจะไม่อธิบายอะไรมาก เพราะผู้ปฏิบัติธรรมสายวัดท่าซุงทุกท่านทราบอยู่ดีแล้วว่า รักษาศีลอย่างเดียวยังไม่พอ ถ้าจะให้จิตดีขึ้น-บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จะต้องรักษากรรมบถ ๑๐ ร่วมไปด้วย เมื่อกรรมบถ ๑๐ ดีขึ้น พระโสดาบันอย่างหยาบ (๗ ชาติ) ก็จะเป็นพระโสดาอย่างกลาง (๓ ชาติ) และเมื่อกรรมบถ ๑๐ ละเอียด ขั้นมโนกรรม ก็จะเป็นพระโสดาบันขั้นละเอียด (๑ ชาติ) มีความดีเท่ากับพระสกิทาคามี แต่ แตกต่างกันในเรื่องของอารมณ์ ๒ เท่านั้น และในที่สุด หากรักษากรรมบถ ๑๐ ได้ละเอียดถึงที่สุด ก็สามารถเป็นพระอรหันต์ได้ ขอจบสั้น ๆ แค่นี้ เพราะพระธรรมในพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตัง ซึ่งผมอธิบายมาหลายครั้งแล้ว

          ระดับ ๒ ก็ขออธิบายย่อ ๆ ว่า คือพระองค์ให้หมั่นศึกษาให้รู้แจ้งเรื่องอารมณ์ทั้ง ๓ ของจิต

          ก) อารมณ์ที่ทำให้จิตเป็นสุข หรืออารมณ์ที่เป็นกุศล-เป็นบุญ (กุสลาธรรมา)

          ข) อารมณ์ที่ทำให้จิตเป็นทุกข์ หรืออารมณ์ที่เป็นอกุศล-เป็นบาป (อกุสลาธรรมา)

          ค) อารมณ์ที่ทำให้จิตไม่สุขและไม่ทุกข์ หรืออารมณ์ที่เป็นกลาง (อัพยากตาธรรมา)

          ขอสรุปว่า อารมณ์สุขและทุกข์ ยังมีอารมณ์ปรุงแต่งอยู่ จึงไม่เที่ยงทั้งคู่ แต่อารมณ์ไม่สุข-ไม่ทุกข์นั้น ปราศจาก หรือไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง อันเป็นอุปาทาน ตัวยึดมั่นถือมั่น เข้าไปอยู่ร่วมด้วย อารมณ์นี้จึงไม่มีอุปาทาน เมื่อไม่มีอุปาทาน จิตก็เป็นอิสระไม่ยึดมั่นถือมั่นทุก ๆ สิ่งในโลก โดยเฉพาะอุปาทานขันธ์ ๕ ตัวเดียว หากผู้ปฏิบัติเข้าใจ จิตก็เข้าสู่พระนิพพานได้ด้วยอารมณ์นี้ พระองค์จึงให้หมั่นศึกษาให้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมเหล่านี้ หรืออารมณ์ ๓ ของจิต ก็คือ

          - อารมณ์โลภ (ราคะ) หรือ อารมณ์พอใจ

          - อารมณ์โกรธ (ปฏิฆะ) หรือ อารมณ์ไม่พอใจ

          - อารมณ์หลง (โมหะ) หรือ อารมณ์โง่, อวิชชา (รู้ไม่จริง) รายละเอียดของดไว้ ไม่เขียน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่องพรหมวิหาร ทรงตรัสว่า

          ก) “ใครจักกรุณาไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ตัวของเจ้าเองต้องหมั่นกรุณาตัวของเจ้าเอง จงรู้เอาไว้เถิดว่า คราวใดที่เจ้ายังอารมณ์จิตให้เร่าร้อนไปด้วย ไฟโมหะ โทสะ ราคะนั้น เจ้าได้สิ้นความกรุณาแก่ตัวเจ้าเอง”

          ข) “พรหมวิหาร ๔ จักต้องเมตตาตัวเองเป็นบาทต้น ธรรมปฏิบัติทุกประการ จักต้องทำให้เกิดกับตนเองก่อน พระธรรม คือ อริยทรัพย์อันล้ำค่า จักต้องปฏิบัติให้เกิดผลกับตนเองก่อน จึงจักเป็นของแท้ ตราบเมื่อมีอริยทรัพย์เกิดขึ้นในตน ในจิตของตนแล้วย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระอริยเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อต่อ ๆ ไปจักนำธรรมที่ปฏิบัติได้แล้วไปแจกจ่ายกับใครตามที่ตนเองปฏิบัติได้มา จึงจักเป็นของจริง อย่าลืมนะ พวกเจ้าต้องหมั่นสร้างพรหมวิหาร ๔ ให้เต็มที่จิต ที่ตัวของพวกเจ้าเองก่อน ธรรมทั้งหลายทั้งปวงจึงจักเป็นของแท้

          ค) “เมื่อเมตตา กรุณา ตนเองแล้ว ทำให้ได้ตามประการนี้ จิตก็จักเป็นสุข สร้างมุทิตา อุเบกขาให้เกิดแก่จิต-แก่ตนเอง เมื่อเกิดแล้วก็จักวางทุกข์-วางสุขที่เกิดขึ้นมากระทบจิตได้อย่างสมบูรณ์ ธรรมอัพยากฤตเกิดขึ้นได้ก็ที่ตรงนี้”

          ง) “ละครนี้ถ้าปิดได้โรงเดียวที่จิตของเรา ละครโรงอื่นที่จักแสดงอยู่ดาษดื่นทั่วโลกไตรภพจบจักรวาลก็ไม่มีความหมาย จงหมั่นตั้งใจรูดม่านปิดให้ดี ๆ อย่าให้อารมณ์ปรุงแต่งมาสอดแทรก เข้ามาแสดงบทบาทแห่งละครโรงนี้ได้ หมั่นนำคำสอนไปปฏิบัติกันนะ”

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง การยืน เดิน นั่ง นอน คือ ตัวธรรมล้วน ๆ

          (ต้นเหตุเพราะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งมาก่อกวน ไม่ให้พวกเราตั้งวงสนทนาธรรมกันได้ตามปกติ) ทรงตรัสว่า

          ก) “พวกเจ้าหมั่นเจริญสมถะธรรมเถิด ไม่ตั้งวงสนทนาธรรมก็มิใช่ว่าจักปฏิบัติธรรมมิได้ การยืน เดิน นั่ง นอน นั่นแหละคือตัวธรรมล้วน ๆ เห็นทุกข์เห็นโทษของการเกิดมาเป็นคน สงบก็ยุ่ง ไม่สงบก็ยุ่ง ตามปกติวิสัยของคน พวกเจ้ามุ่งหวังมรรคผลนิพพาน พึงมองสิ่งที่เกิดขึ้นอันสัมผัสได้ด้วยจิตว่า อายตนะภายนอกจักสงบหรือไม่สงบก็เป็นปกติ ขึ้นชื่อว่าโลกมันก็เกิดดับอยู่เป็นนิจสิน ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ผิดปกติ แม้การเกิดดับภายในก็พึงจักรู้ ศึกษาได้ว่าเป็นสิ่งปกติเช่นกัน พึ่งหมั่นรู้จักความสงบหรือไม่สงบอันเป็นปกตินั้น”

          ข) “ถ้าหากไม่รู้จักความสงบหรือไม่สงบแห่งอายตนะภายในแล้วไซร้ ตัวธรรมล้วน ๆ ก็เกิดขึ้นได้ยากในจิตแห่งพวกเจ้านี้ แต่ถ้าหากรู้จักความสงบและไม่สงบแห่งอายตนะภายในแล้ว เท่ากับรู้เกิด-รู้ดับแห่งกิเลส-ตันหาอย่างแท้จริง พระธรรมอันเป็นตัวแก้แห่งกิเลส-ตัณหานั้น ก็จักสามารถล้างอุปาทาน อันยึดมั่นถือมั่นในสุขในทุกข์อย่างได้แท้จริง”

          ค) “จงหมั่นหาตัวธรรมล้วน ๆ ที่เกิดขึ้นมากระทบอายตนะภายใน รู้เกิด-รู้ดับ สงบรู้-ไม่สงบรู้ แต่ไม่ปรุงแต่งทุกข์-สุขให้เกิดขึ้นตามอุปาทาน ในที่สุดจิตก็จัก เตสังวู ปะ สะโม สุขโข”

          ง) “ขอพวกเจ้า จงหมั่นเป็นผู้มีสติเถิด ในอิริยาบถ ๔ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน อะไรเกิด อะไรดับ สงบหรือไม่สงบ ก็รู้ในระหว่างอิริยาบถนั้น ๆ”

          จ) “นิพพะ แปลว่า ดับ ดับจากอารมณ์ทุกข์-สุขทั้งมวล พยายามเข้านะเจ้า ยังจิตให้เหลืออยู่ในอารมณ์เดียว คือ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ เอโกธัมโมอยู่ตรงนี้ จัก ยืน เดิน นั่ง นอน ก็เอโกธัมโม ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่เกิด-ไม่ดับ นี่แหละตัวธรรมล้วน ๆ ธรรมอมตะที่ไม่เกิดไม่ตาย”

          ฉ) “อย่าไปพะวงกับอาการทุกข์ของธาตุ ๔ หรืออาการ ๓๒ ให้มากนัก แต่จิตของนักปฏิบัติธรรมจักไม่เกาะทุกข์-เกาะสุข อันเกิดจากธาตุขันธ์นั้น เห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดาของธาตุขันธ์ ซึ่งมีแต่เกิดดับอยู่ทุกวินาที จิตคนเรามักจักไม่ยอมรับกฎธรรมดานี้ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นทุกข์) จิตดิ้นรนไม่รู้จักปลดจักวาง ยึดธาตุขันธ์ว่าเป็นเรา แล้วฝืนกฎไตรลักษณญาณ ฝืนความเป็นจริง จนกระทั่งธาตุขันธ์แตกดับไปแล้ว จิตก็ยังไม่วายมีอุปาทานเกาะติดธาตุขันธ์นั้นต่อ ๆ ไป จนตายแล้วก็ไม่วายที่จักทุกข์ จิตแสวงหาความเกิดดับอยู่ ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน ไม่เห็นสันตติ แต่ตกอยู่ภายใต้สันตติ เกิด-ดับ ต่อเนื่องกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

          ช) “มาเถิดเจ้า มาศึกษาให้หมั่นรู้เกิด-ดับแห่งอายตนะภายใน สงบหรือไม่สงบรู้ ทุกข์สุขรู้ ถ้าไม่รู้ก็ไม่พ้น รู้แล้วให้วางให้ละ ละด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา อันเป็นอาวุธที่จักฟาดฟัน กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน อกุศลธรรมได้ แห่งพระพุทธศาสนาของตถาคตนี้ ศีลสมบูรณ์ สมาธิสมบูรณ์ ปัญญาสมบูรณ์ได้ก็ที่จิตดวงเดียว รู้ที่กายคนเดียวนี้ รู้เองที่จิตที่กาย สงบได้ที่จิตที่กายของตนเอง สติ-สัมปชัญญะต่อเนื่องกัน รู้ด้วยความตั้งใจ บารมี ๑๐ ก็จักสมบูรณ์ รู้จิต-รู้กาย เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน ก็เท่ากับรู้หมดทุกอย่าง เอโกธัมโม ชนะที่ (จิต) ตนเอง ก็ชนะหมดทุกอย่าง ธาตุ-ขันธ์หาสาระไม่ได้ มันเป็นสมบัติของโลก ก็คงอยู่คู่กับโลก”

          ฌ) “พวกเจ้าต้องการละโลก ก็จงอย่ายึดธาตุขันธ์นี้ว่าเป็นเราเป็นของเรา เหตุทุกข์-สุขที่มากระทบเราได้ ก็กระทบด้วยธาตุขันธ์นี้ พวกเจ้าผู้มุ่งหวัง อริยมรรค      อริยผล สมควรหรือที่จะยึดมั่นทุกข์-สุขนั้นว่าเป็นเรา เป็นของเรา สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับธาตุขันธ์  ก่อทุกข์-ก่อสุข จงรับรู้เถิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นปกติวิสัยของโลกียชน เมื่อพวกเจ้ามุ่งหวังจักเป็นโลกุตรชน ก็จงวางทุกข์ สุขอันเกิดแก่ธาตุขันธ์นี้เสียให้ได้ ขอพวกเจ้าจงอยู่แต่ในธรรมปัจจุบันเถิด ตัวธรรมล้วน ๆ ไม่มีปรุงแต่ง โลกุตรธรรมขั้นสูงไม่มีปรุงแต่ง หรือจิตปรุงแต่งจักเข้าถึงได้ หมั่นสอบจิตกันเอาไว้ให้ดี ๆ”

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงเมตตาสอนเรื่อง ความไม่เบียดเบียน ทรงตรัสว่า

          ก) “จักทำจิตให้สิ้นความเบียดเบียนได้ ก็ต้องหมั่นทำความไม่เบียดเบียนนั้นให้เกิดขึ้นแก่จิตตนเองก่อน ตราบเมื่อจิตตนเองสิ้นความเบียดเบียนซึ่งตนเองแล้ว บุคคลอื่นมาเบียดเบียน ก็หาผลใด ๆ เกิดขึ้นกับจิตของเราได้ไม่”

          ข) “อารมณ์สิ้นทุกข์-สิ้นสุข นั้นคือ ความไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนั่นเองแหละเจ้า ”

          ค) “ขอให้พวกเจ้าจงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนเถิด มรรคผลนิพพานย่อมอยู่ไม่ไกล”

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง ปกตินั้นเป็นไฉน (๘ มกราคม ๒๕๓๖) ทรงตรัสว่า

          ก) “คืนนี้ก็ปกติ พวกเจ้าจงรู้ว่าปกตินั้นเป็นไฉน ความวุ่นวายยังมีอยู่ในโลกียชน ก็จัดว่าเป็นปกติของโลกียชน ความสงบยังคงมีอยู่เป็นปกติในโลกุตรชน ตามขั้นตอนลำดับของบารมีธรรมที่ต่างพากันสั่งสมกันมา กรรมเป็นปัจจัตตังไม่ว่าในหมู่โลกียะ หรือในหมู่โลกุตระ ต่างฝ่ายต่างทำกันมาเองทั้งสิ้น เหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิด ล้วนเป็นปกติของกรรม อย่าเพิ่งไปโทษใคร กรรมเที่ยงเสมอ ไม่ว่าโลกียะ หรือโลกุตระ มันเป็นปกติอยู่อย่างไร จิตของพวกเจ้า ถ้าไม่ไหวเสียอย่างเดียว ก็จักเป็นธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุอย่างชัดเจน”

          ข) “วางใจเถิด ทำจิตให้สบาย มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ มองเห็นวาระกฎของกรรมให้แจ่มแจ้ง จักไม่เก็บทุกข์ เก็บสุขของใคร นำเอามาไว้ในจิตอีก โลกนี้ทั้งโลกล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของกรรมทั้งสิ้น โลกุตรชนก็ไม่เว้น ถ้าหากยังมีขันธ์ ๕ ให้มันเล่นงานได้ ยกเว้นตัดขันธ์ ๕  ทิ้งขันธ์ ๕ ยังดวงจิตให้อยู่ยังดินแดนอมตะนิพพานอย่างแท้จริงแล้วนั้นแหละ จึงจักหลบเลี่ยงหนีพ้นกฎของกรรมที่มันตามทวง”

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านเมตตาสอนเรื่อง อยากตายเป็นตัณหา (ต้นเหตุเพราะมีพวกเราท่านหนึ่ง คิดอยากตายเพื่อจะได้พ้นกฎของกรรมเสียที) หลวงพ่อท่านจึงมาสอนว่า "ถ้าอยากตายล่ะก้อ รับรองไม่ได้ตายหรอก คนยังมีความอยาก ไม่ว่าอยากอะไร รวมทั้งอยากเป็นอยากตาย รับรองว่ายังไปพระนิพพานไม่ถึง เพราะอารมณ์นั้นมันเป็นอารมณ์ของตัณหา ไม่ใช่อารมณ์สังขารุเบกขาญาณ อันเป็นอารมณ์วางเฉยของพระอรหันต์ที่เตรียมตัวเข้าพระนิพพาน รู้ไว้ด้วยจะได้ไม่คิดเซ่อซ่าโง่ ๆ อีก”

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสว่า “เวลานี้ขอให้พวกเจ้าอย่าห่วงใคร ขอให้ห่วงตนเอง ห่วงอารมณ์จิตของตนเองให้มาก ๆ”

          สมเด็จพระพุทธกัสสป ทรงตรัสว่า “การให้อภัยทานย่อมชนะการให้ทั้งปวงสิ้นทุกข์ สิ้นสุข คลายร้อนคลายหนาวก็ได้ที่ตรงนี้ หมั่นทำสติให้มั่นคงนะ การกำหนดลมหายใจอย่าทิ้ง”

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง อย่าละความเพียรทรงตรัสว่า

          ก) “พวกเจ้าอย่าละความเพียร จักกอปรกรรมดีหรือชั่ว ความเพียรเป็นใหญ่ พวกเจ้าเคยทำกันมาแล้วนับกัปป์ไม่ถ้วน แต่เพลานี้จักกอปรกรรมไม่ดี-ไม่ชั่ว ก็จงหมั่นใช้ความเพียรเป็นใหญ่เถิด”

          ข) “พวกเจ้าใช้ความเพียรในการเกิดมาแล้ว นับกัปป์ไม่ถ้วน เพลานี้ในชาติเดียว เวลาอันเหลืออยู่น้อยนิด จงหมั่นใช้ความเพียรในการดับเถิด นิพพานัง ปรมัง สุขัง รอพวกเจ้าอยู่ในความเพียรนั้นแล้ว”

          หลวงพ่อฤๅษี เมตตาสอนเรื่อง อย่าเอาไฟไปจ่อพระอริยะเจ้า (ท่านปรามลูกศิษย์ท่านหนึ่ง ซึ่งมีโทสะจริตเป็นใหญ่ด้วยความเมตตา) ท่านสอนว่า “จำไว้ ทีหลังอย่าทำอารมณ์คิดปรุงแต่งให้จิตมันรุ่มร้อน เผากายเผาจิตตนเอง ยังไม่พอ ดันเอาไฟในจิตของตนออกไปจ่อคนอื่นเขาเล่นเสียอีก พระท่าน-หลวงปู่-หลวงพ่อทั้งหลาย แม้ท่านพ้นร้อนพ้นหนาวก็จริงอยู่  แต่ปกติของไฟ ใกล้ที่ไหนก็ร้อนที่นั่น อย่าเอาไฟไปสุมใกล้ท่านอีก จะลงนรกเพราะไปรบกวนกระแสจิตพระอริยเจ้าท่านให้”

          สมเด็จองค์ปฐม เมตตาสอนเรื่อง อย่าพกเอากิเลสขึ้นมาบนนิพพาน ทรงตรัสว่า

          “ก่อนขึ้นมา ถ้าหากมีเรื่องราวใด ๆ มากระทบจิต ก็ให้กำหนดจิตวางเรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้นลงก่อน แล้วกำหนดจิตจับอานาปาแล้วกำหนดจิตจับภาพพระ จักเป็นพระองค์ไหนก็ได้ จักเป็นตถาคตหรือสมเด็จองค์ปัจจุบันองค์หนึ่งองค์ใดก็ได้ เมื่อเห็นภาพและกราบแล้ว จักต้องการพบท่านผู้ใด อันเป็นเหตุที่จักต้องสนทนาปัญหาให้คลี่คลาย ก็ทำได้โดยฉับพลัน ขออย่างเดียวอย่าพกเอาอารมณ์ของกิเลสขึ้นมาบนพระนิพพาน”

          สมเด็จองค์ปฐม เมตตาสอนเรื่องการตัดอารมณ์ฟุ้งด้วยปัญญา (๑๖ มกราคม ๒๕๓๖) ทรงตรัสว่า

          ก) “ฟุ้งซ่านนักก็ให้นึกถึงมรณานุสติว่า เรากำลังจักตายอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว หากปล่อยจิตให้เศร้าหมอง ว่างจากความดีแล้วไซร้ มรรคผลนิพพานจักไม่ได้อะไรเลย ตกตายตอนนี้มีแต่จักตกเป็นเหยื่อของอบายภูมิ”

          ข) “อัตนา โจทยัต ตานัง ตถาคตหรือท่านผู้อื่นตักเตือนสักพันครั้ง ก็ไม่เหมือนตัวเจ้าจักกำหนดจิตตักเตือนตนเองด้วยความตั้งใจหนึ่งครั้ง อย่ากระทำจิตให้ว่างจากความดี ขอให้ตั้งใจตักเตือนตนเองไว้เสมอ ๆ อย่าให้อารมณ์ความเลวมันสิงจิต มรรคผลนิพพานมิใช่ได้อยู่บนความเศร้าหมองของจิต ความผ่องใสปราศจากกิเลสครอบงำจิตใจเท่านั้น ที่เป็นมรรคผลนิพพาน”

          ค) “อย่าลืมเตือนใจไว้เสมอ ๆ ว่า คิดอย่างนี้เป็นความชั่วอีกแล้ว เจ้าคิดอย่างนี้ จะไปนิพพานได้หรือ หมั่นถามจิตตนเองให้บ่อยๆ  ว่า เวลานี้กำลังเดินอารมณ์จิตผิดหรือไม่ พยายามใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ เมื่อรู้ผิดก็กำหนดจิตตั้งต้นอารมณ์เสียใหม่ อย่าท้อถอยหมดกำลังใจ จะทำให้พ่ายแพ้แก่กิเลสได้โดยง่าย พิจารณาตามนี้ให้มาก ๆ โจทย์จิตของเจ้าเอาไว้ให้ดี ๆ”

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่องเข็ดทุกข์หรือยัง ทรงตรัสว่า

          ก) “ขอให้เข็ดจริง ๆ นะ ทุกข์มันมีอีกมากมายที่พวกเจ้าจักต้องได้พบประสบกับมัน เวลานี้จงกำหนดจิตตัวรู้ ให้รับทุกข์ สัมผัสทุกข์ที่เกิดกับจิตและขันธ์ ๕ โดยตลอดเถิด ทนได้บ้าง ทนไม่ได้บ้างก็ต้องรับทุกข์นั้น ๆ และตั้งจิตกำหนดรู้ทุกข์นั้น ๆ อย่างมีสติ หนักบ้างเบาบ้างตามแต่วาระของกฎแห่งกรรม เมื่อรับการกระทบแล้ว จงพิจารณาหาสาเหตุแห่งทุกข์นั้น ให้เห็นว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุและผลประการใด จิตเมื่อรับทุกข์ รู้ทุกข์แล้ว จงพิจารณาให้ลงกฎธรรมดาแห่งสัจธรรม ๕ ประการ ชาติปิทุกขา ชราปิทุกขา มรณัมปิทุกขัง โสกะปริเทวะ โทมนัส สุปายาสาปิทุกขา เป็นต้น”

          ข) “จงตระหนักไว้อยู่ตลอดเวลาว่า การทรงขันธ์ ๕ อยู่ไม่มีทางหนีพ้นทุกข์เหล่านี้ไปได้ การไปเสียจากขันธ์ ๕ มีสถานที่เดียว คือพระนิพพาน มองทุกข์ให้เห็น รู้ทุกข์ว่ามีอยู่ทุก ๆ ขณะจิตที่ทรงขันธ์ ๕ อยู่ เกิด-ดับของลมหายใจก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะกายแสวงหาอาหารเกิดดับเป็นปกติ เมื่อเห็นทุกข์เป็นปกติของขันธ์ ๕ จิตมันจักรับรู้ไว้ว่า ทุกข์นี้เป็นของหนัก เมื่อเห็นสภาวะหนักของทุกข์ ต่อไปตัวธรรมดาก็จักเกิดขึ้นได้ด้วยการพิจารณาด้วยปัญญา จิตจักสำรอกทุกข์ทิ้งไปในที่สุด ด้วยจิตที่มีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ได้ในที่สุด”

          ค) “เมื่อเห็นทุกข์อันมีอยู่เป็นปกติของขันธ์ ๕ ต่อ ๆ ไปจิตก็จักกำหนดรู้อยู่แต่ว่าทุกข์ แต่จิตมันจักไม่ยอมรับทุกข์นั้นมาแบกให้หนักอีก สภาวะจิตนั้นมีความดิ้นรนเป็นธรรมดา เมื่อรู้แล้วว่าทุกข์หนัก ก็จักดิ้นรนหาทางออกแห่งทุกข์นั้น ๆ”

          หลวงพ่อฤๅษี เมตตาสอนเรื่อง ธรรมะเป็นของเบา ท่านสอนว่า

          ก) “อย่าเครียดให้มันมากนัก ธรรมะเป็นของเบา เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา สมาธิจิตต้องเบา ๆ ไม่ใช่ตั้งท่าไปมัดกิเลสไม่ให้มันเกิดได้ท่าเดียว จิตเราเคยชินกับกิเลสมาแล้ว ไม่ต่ำกว่า ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป อยู่ ๆ จะไปมัดมือเท้า ไม่ให้กิเลสมันเตะถีบได้ในคราวเดียว มันจะไม่เก่งไปหรือ ค่อย ๆ เป็น ค่อยๆ ไป อย่าเพิ่งเป็นขุนกระบี่พิชิตมารในดาบเดียว ต้องหมั่นหัด หมั่นซ้อม แพ้บ้างชนะบ้างเป็นธรรมดา ทำอารมณ์ให้เบา ๆ เข้าไว้ อย่าเคร่งเครียดให้มากนัก มองทุกข์-เห็นทุกข์ที่เข้ามากระทบ วางได้บ้าง วางไม่ได้บ้าง มันก็ยังดี ดีกว่าที่เรามองไม่เห็นมันเลย”

          ข) ถ้าระงับทุกข์ ระงับสุขไม่อยู่ ก็ให้นึกถึงความตายที่จะเข้ามาถึงเดี๋ยวนี้ รับรองว่าเป็นยาขนานชะงักความทุกข์-ความสุขได้เด็ดขาด คนมันจะตายอยู่ทุกขณะจิตเวลานี้ จะไปมัวนั่งทุกข์นั่งสุขอยู่กระไรได้ ถามจิตมันว่า แกจะตายอยู่แล้วในขณะนี้ มัวแต่เกาะทุกข์-เกาะสุข แกจะไปนิพพานได้ไหม ถ้าจิตไม่โง่เกินไป มันก็ต้องวางอารมณ์ทุกข์-สุขได้บ้าง แม้ชั่วขณะก็ยังดี ถ้ามันดื้อ ก็ให้ถามมันบ่อย ๆ รุกถามถึงความตายอยู่อย่างนั้น จิตมันก็จะหายดื้อไปเอง ห่วงตัวเอง ห่วงอารมณ์จิตของตัวเองให้มาก ๆ เรื่องของคนอื่นไม่ต้องห่วง”

          สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตาสอนเรื่อง วิตกจริต ทรงตรัสว่า

          ก) “จักเป็นไปได้หรือไม่ อย่าเพิ่งคำนึงถึง เพราะนั่นคืออนาคตธรรมที่ยังมาไม่ถึง ธรรมปัจจุบันสำคัญกว่า จงหมั่นตรวจดูอารมณ์ของตน ในทุก ๆ ขณะจิตว่า เพลานี้เป็นไฉน สุขหรือทุกข์ หรือเฉย ๆ เป็นปกติธรรมดา” (ทรงโปรดบุคคลท่านหนึ่งซึ่งวิตกถึงเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง จะพยายามแก้เท่าใดก็ไม่ยอมหาย) ทรงตรัสว่า

          ข) “ตายตอนนี้ก็ลงนรกอีกนั่นแหละ เพราะสงสัยในธรรมแล้วการทำจิตอย่างนี้ เจ้าก็รู้ว่าไม่ดี เป็นความเศร้าหมองของจิต แล้วยังจักยึดเกาะอารมณ์วิตกจริตนี้ไว้กับจิต เพื่อประโยชน์อันใด”

          ค) “การตัดอารมณ์นี้ให้เด็ดขาดย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าไม่ใช่พระอรหันต์ เอาเป็นเพียงแต่ว่า ระงับชั่วคราว ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าการยึดเกาะอารมณ์วิตกจริตในจิตนั้นหาประโยชน์อันใดมิได้ ก็จงหมั่นโจทย์จิตถามตนเองว่า สิ่งที่ยึดเกาะอยู่นี้เป็นความสุขหรือความทุกข์ เป็นคุณหรือเป็นโทษ ถ้าจิตไม่โง่จนเกินไป มันก็ต้องยอมรับว่าเป็นโทษเป็นทุกข์ จิตมันมีนิสัยเคยชินกับกิเลสแห่งอารมณ์วิตกจริตมานาน แม้รู้ว่าทุกข์ว่าโทษก็ยังไม่คลายจิต สำรอกอารมณ์ทุกข์นั้นออกมา จิดมันติดเกาะทุกข์ราวกับพอใจในความทุกข์ที่เศร้าหมองนั้นอย่างเหลือประมาณ เราจะต้องเข้มแข็งอดทนต่อสู้กับอารมณ์นั้น ๆ ประการแรกต้องจับอานาปานุสติให้ตั้งมั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก อย่าทิ้ง จักหลับ จักตื่น ให้รู้ลมควบคำภาวนาเข้าไว้ จักต้องทำให้ได้ด้วย มิฉะนั้นจักระงับอารมณ์เหล่านี้ไม่ได้ ต้องใช้ความเพียรเป็นใหญ”

          ง) “เพราะฉะนั้น เมื่อจิตซ่านตกไปในอารมณ์วิตกจริต สงสัยอยู่ร่ำไปเมื่อใดนั้น ต้องหมั่นกำหนดจิตรู้ว่า จิตเลวแล้ว ชั่วแล้ว อย่าปล่อยไว้ให้นาน ต้องหมั่นชำระล้างจิตโดยไวเมื่อนั้น โดยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกสักสิบคู่ วาระแรก ๆ มันไม่ยอมรับรู้ลมหายใจ ก็ให้ระบายลมหายใจแรง ๆ เหมือนคนถอนลมหายใจแรง ๆ ยาว ๆ สักสิบครั้ง หรือทุกครั้งที่จิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์วิตกจริตนี้ เป็นการระบายลมหยาบ เป็นการผ่อนคลายความเครียด อันเกิดจากความคิดอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้

          การระบายลมเป็นการตัดความคิดฟุ้งซ่านให้ชะงักงัน ขอพวกเจ้าจงลองทำดู ระหว่างนั้นเมื่อระบายเอาลมเข้าออกให้ยาว ๆ แรง ๆ สมองก็จักได้ปลอดโปร่งขึ้น สภาวะที่จิตหมกมุ่นอยู่ในความคิดเครียด ๆ ก็จักคลายตัว ขอให้หมั่นกระทำดูตามนี้ และคอยสังเกตผลของการกระทำอย่างนี้ดูด้วย”

          หลวงพ่อฤๅษีท่านเมตตามาสอนต่อ (เพราะบุคคลท่านนี้เคยเป็นลูกท่านมาหลายชาติ) ว่า

          ก) “กรรมฐานแก้บ้าไงล่ะลูก จำได้ไหม ที่พระท่านมาสอนในเวลานี้ พ่อเคยสอนเอ็งเอาไว้แล้ว ทำไมไม่นำเอาออกมาใช้ (ก็รับว่าลืมซะสนิท)

          ข) “ลืมไม่ได้นะลูก การปฏิบัติกรรมฐานจักต้องครบวงจร มิฉะนั้นมรรคผลเกิดได้ยาก ถ้าทำเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ไม่ต่อหน้าต่อหลัง ก็มีหวังบรรลุได้ยาก อย่าลืมแต่ละคนสะสมกิเลสมานาน ทำเป็นเล่น ๆ ไม่เอาจริงเอาจัง มีหวังถูกกิเลสกินทะลุทุกราย อย่าอวดเก่งเบ่งว่าบารมีสูงจัด ลงคิดว่าตัวเองดีก็มีหวังเสร็จทุกราย หมั่นมองหาความเลวของจิตให้พบ เศร้าหมองด้วยอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจ เศร้าหมองด้วยอารมณ์สุขหรือทุกข์ อดีตอนาคตไม่ต้องไปหา สำคัญแต่อารมณ์วันนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะจิตนี้ อย่าเข้าข้างกิเลสเหมาเอาว่า อารมณ์มันดีแล้ว คนเราถ้ายังไม่ถึงอรหันตผล คำว่าอารมณ์มันดีแล้วไม่มี หาความทรงตัวไม่ได้”

          ค) “การรู้อารมณ์ การละอารมณ์ จะต้องทำกันด้วยฉับพลันทันใด ใหม่ ๆ ก็แก้มันบ้าง ชนะมันบ้างเป็นธรรมดา แต่จำไว้ว่าอย่าท้อถอย แพ้มันได้ แต่ต้องแพ้มันไม่นาน เพราะถ้าเผลอให้มันเข้ามากินใจได้นานเท่าใด มันก็จะเกาะติดใจนานมากขึ้นเท่านั้น”

          ง) “ในบุคคลที่คิดมาก การกำหนดรู้ลมเข้า-ออกก็น้อย ปอดได้รับลมน้อย เป็นผลให้หัวใจอ่อน เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง จึงมึนงงศีรษะ เพลีย  บางรายปวดศีรษะ ทำให้เครียด ก็มีสิทธิ์เป็นโรคประสาท ใจสั่น ความดันขึ้น นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ผลที่สุดไม่เป็นบ้าก็เป็นลมตายอยู่ดี พยายามเอากรรมฐานหักล้างอารมณ์คิดเลวนี้เสีย กำหนดรู้ลมเข้า-ออก งัดเอากรรมฐานแก้บ้ามาใช้ให้มาก ๆ”

          จ) “พกคาถาประจำจิตไว้ว่า กูจะไม่เผลอ กูจะไม่ประมาทต่อข้าศึก อันได้แก่กิเลสของจิต ของกูเอง คาถานี้ถ้าไม่ลืมพ่อรับรองว่า พวกเอ็งรบทีไรชนะทุกที”

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาสอนเรื่อง อุเบกขาอย่างมีสติและมีปัญญา ทรงตรัสว่า

          ก) “หมั่นเรียนรู้ หมั่นแยกแยะทุกข์-สุขให้ออกจากจิต อย่าให้มีอารมณ์ ๒ ครอบครองจิตอยู่นานนัก จักไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง มองธรรมดาให้เห็น หาความปกติให้พบและอารมณ์อุเบกขาก็จักเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก พวกเจ้าต้องรู้จักอุเบกขาอย่างมีสติและมีปัญญานะ อุเบกขาอยู่ในความถูกต้อง และเหมาะสมแห่งพระธรรมคำสอนของตถาคต อันยึดมั่นอยู่ในหลักมัชฌิมาปฏิปทา ถ้าหาทางสายกลางไม่พบ อุเบกขาที่เกิดก็จักไม่ใช่อุเบกขาที่แท้จริง จักเป็นอุเบกขาที่ไร้ปัญญา เพราะมุ่งไปเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเข้าโดยไร้สติพิจารณา”

          ข) “ดังตัวอย่างพระอานนท์ ถามสมเด็จองค์ปัจจุบัน เห็นหญิงตกน้ำ ตัวท่านเองสามารถช่วยได้ แต่ถ้าใช้อุเบกขาโดยขาดปัญญากลัวอาบัติ ก็หลีกไปเสีย ไม่ช่วยหญิงนั้นขึ้นมา หญิงนั้นก็ตาย อุปมาอุปมัยให้เห็นว่า หากกระทำเช่นนั้นก็ขาดปัญญา คือ เบียดเบียนผู้อื่นให้ตกตาย และเมื่อคำนึงถึงการตายของหญิงที่ตกน้ำทีไร จิตของพระโสดาบันที่ยังตัดอารมณ์ ๒ ยังไม่ได้ ก็ต้องเศร้าหมองอยู่ดี กล่าวคือเป็นการเบียดเบียนตนเองด้วยอย่างแท้จริง” (การอาบัติจะเกิดขึ้นได้อยู่ที่เจตนาของจิต การช่วยผู้อื่นแม้จะเป็นเพศตรงข้าม หากจิตไม่มีกำหนัดแล้ว ก็ไม่มีโทษอาบัติแต่อย่างใด)


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่