ทุกข์ทั้งหลายเกิดจากใจก่อนทั้งสิ้น

 

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมิใช่เกิดที่ภายนอก แต่เป็นการเกิดขึ้นที่ภายใน คือ อารมณ์ของจิตของเรานั่นแหละที่ไปเกาะทุกข์ ถ้าปล่อยวางเสียอย่างเดียวจิตก็ไม่ทุกข์ ในเมื่อจิตของเราไม่มีทุกข์เสียอย่างเดียว ทุกข์ภายนอกจักสำคัญแค่ไหน ก็ไม่สามารถจักทำให้จิตของเราทุกข์ได้

          ๒.แม้แต่ ขันธโลกก็เป็นทุกข์ภายนอกนะเจ้า มันทุกข์ก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องทุกข์ของเรา ปล่อยมันไปลงกับตัวธรรมดา โลกนี้ทั้งโลกเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่ถ้าจิตเราไม่เกาะทุกข์ของภายนอก เราก็ไม่ทุกข์ไปกับมันได้

          ๓. มาหาทุกข์ภายในตัวจริง ที่เราสมควรจักขจัดมันออกไปเสียจากจิต ก็คือสังโยชน์ ๑๐ ตัวไหนที่คั่งค้างอยู่ จงรีบขจัดให้มันออกไป เรื่องกิจภายนอกไม่สำคัญ เรื่องกิจภายในนี่ซิสำคัญกว่า

          ๔. ตั้งใจระลึกถึงสังโยชน์ที่คั่งค้างเอาไว้ให้ดีๆ เพราะเหตุอันที่จักพ้นทุกข์ได้จริงๆ อยู่ที่ตรงนี้ คิดทบทวนคำตรัสนี้เอาไว้ให้ดีๆ แล้วจิตของพวกเจ้าจักสงบได้ด้วยธรรมนี้เป็นระยะ ๆ จนในที่สุดจิตเป็นฌาน จักชินในความคิดนั้น แล้วจักเห็นความไม่เที่ยง คือ ทุกข์ภายนอกเป็นของน่าเบื่อหน่าย ไม่พึงสนใจ แล้วจักเห็นความไม่เที่ยงของอารมณ์ของจิตตนเอง น่าเบื่อหน่าย พึงสนใจที่จักตัดทิ้งไป

          ๕. ทำให้ตามนี้วิปัสสนาญาณก็จักเกิดขึ้นได้ ให้ทำกันไปพิจารณาไป ก็สลับกันไปกันมา ทั้งสมถะและวิปัสสนาญาณ ใน ที่สุด อกาลิโกธรรม ก็จักเกิดขึ้นแก่พวกเจ้าในระดับหนึ่ง จากจุดอ่อนๆ แล้วจักเข้มข้นขึ้นตามลำดับจนกระทั่งเป็น ปรมัตถบารมี เมื่อถึงจุดนั้นพวกเจ้าก็จักหมดทุกข์ ถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ได้โดยไม่ยากเย็น

 

อะไรคือธรรมปัจจุบัน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อะไรคือธรรมปัจจุบัน (เพื่อนผมตอบว่า คือเรื่องที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน)

          ๒. ไม่ใช่นั่นเป็นปัจจุบันของโลกภายนอก แต่ธรรมปัจจุบันจริงๆ ก็คืออารมณ์จิตที่เกิดขึ้นในขณะจิตหนึ่งๆ

          ๓. ขณะจิตหนึ่งคืออะไร (ตอบว่า คือ หายใจเข้าไม่ทันหายใจออก หรือขณะภาวนาพุท ยังไม่ ถึงโธ)

          ๔. ถูกต้อง นั่นแหละคือธรรมปัจจุบัน บุคคลใดที่จักศึกษาอารมณ์ของจิตของตนให้ถ่องแท้จักต้องจับที่จุดนี้ จักรู้กระแสของจิต คือ อารมณ์ของความคิดว่าอยู่ใน จริตใดๆ คิดดีหรือคิดเลว พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สอนให้แก้ตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา) อยู่ที่จิตจุดเดียว ถ้าไม่ทิ้งการกำหนดรู้ธรรมปัจจุบันของขณะจิตได้ทุก ๆ ขณะ มรรคผลนิพพานเกิดขึ้นได้ไม่ยาก (ก็นึกก็ว่า ยากอยู่ที่การกำหนดรู้)

          ๕. ถ้าเจ้าคิดว่ายากก็ยังไปไม่ถึงพระนิพพาน แต่ถ้าคิดว่าง่ายก็จักประมาทเกินไป ไปไม่ถึงพระนิพพานเช่นกัน จักต้องใช้ความเพียรเป็นที่ตั้งในการกำหนดรู้ธรรมปัจจุบันไว้เสมอ การพลั้งเผลอใหม่ ๆ ย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา แต่จงอย่าละความเพียรเสียอย่างเดียวเท่านั้น

          ๖. หากทำได้ สติสัมปชัญญะก็จักทรงตัว ขอจงอย่าลืมอานาปานัสสติ อันเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งที่ทำจิตให้สงบอยู่ในธรรมปัจจุบันได้อย่างดี งานนี้ไม่มียากไม่มีง่าย มีแต่พึงทำให้จงได้ก่อนที่จักสายเกินไป เพราะความตายมาเยือนร่างกายของพวกเจ้านี้ เนื่องเพราะความประมาทเป็นเหตุ ถ้าไม่ประมาทเสียอย่างเดียว คำว่ายากจักไม่มี

          ๗. ให้พวกเจ้าคุยกันถึงเรื่องนี้ ให้เห็นสันตติของอารมณ์ของจิตที่ไม่เที่ยง มีการเคลื่อนไปทุกๆ ขณะจิต ถ้าพวกเจ้ารู้เท่าทันอารมณ์ของจิตในขณะหนึ่งๆ การแก้ไขหรือระงับ หรือตัดตัณหาสาม ก็เป็นของทำกันได้ไม่ยาก ตลอดเวลาที่สนทนากันให้ดูอารมณ์ของจิตด้วย และจักต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่ จำแล้วนำมาจดบันทึกกันเอาไว้เช่นเคย

 

ศีล ๓ ระดับและอานาปานัสสติกรรมฐาน

          หลวงปู่วัย (ไวย) ท่านมีเมตตาสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ศีล ๕ หรือจุลศีล เน้นคุมกายให้เรียบร้อย จนเป็นอธิศีล

          ศีล ๘ หรือมัชฌิมาศีล เน้นคุมจิตให้เรียบร้อย เรื่องกามราคะและปฏิฆะ จนเป็นอธิจิต

          ศีล ๒๒๗ หรือมหาศีล เป็นการควบคุมอารมณ์ของจิตให้เรียบร้อย โดยทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอด้วยปัญญา จนเป็นอธิปัญญา

          ๒. เมื่อกาย วาจา ใจ ถูกคุมด้วยศีลทั้ง ๓ ระดับเป็นปกติ จนรวมเป็นหนึ่งแล้ว คือ มีศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นหนึ่งแล้ว (เอโกธัมโม) จะอยู่ที่ไหนก็เป็นสุข

          ๓. บางคนคุยว่าเห็นนิพพาน โดยไม่รู้จักหน้าตาของศีล รู้แค่ชื่อของศีล แต่ไม่รู้การปฏิบัติในศีล

          ๔. ทุกสำนักสอนให้ทำ อานาปานัสสติ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แต่ไม่สอนรายละเอียดให้ รู้ลม ดูลม กำหนดลม ท่านอธิบายว่า เมื่อเราสูดลมหายเข้า ต้องกำหนดรู้ลมจากปลายจมูก ๒ ข้างตลอดโพรงจมูกเป็นจุดที่ ๑ จุดที่ ๒ ให้รู้ต่อไปว่าลมเข้าไปถึงหน้าท้องมีอาการอย่างไร กล้ามเนื้อหน้าท้อง กระบังลม กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ จะมีผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อหัวใจ เพราะท่านเป็นหมอ จึงรู้ละเอียดในเรื่องนี้

          ๕. การกำหนดลม ๓ ฐาน รู้ลม ดูลม กำหนดลม ท่านให้เห็นอสุภกรรมฐานไปด้วยในเวลาเดียวกัน หมายความว่าเมื่อลมผ่านอวัยวะของกายส่วนไหน ก็ให้กำหนดรู้เห็นความสกปรกของมันไปพร้อมกันเลย เช่น ผ่านโพรงจมูก ก็เห็นขี้มูก ผ่านหลอดลม ลำคอ ก็เห็นเสลดน้ำลาย เมือกต่าง ๆ กลิ่นก็เหม็น ผ่านกระเพาะ ลำไส้เล็กก็เห็นอาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำย่อย น้ำดี ถึงลำไส้ใหญ่ ก็เห็นสิ่งสกปรกคืออุจจาระ ล้วนแต่สิ่งปฏิกูลทั้งสิ้น เป็นต้น

          ๖. การจักรู้กองสังขารแห่งกายและแห่งจิต ต้องรู้ตามความเป็นจริง โดยรู้จากกายเราและจิตของเราซึ่งเป็นตู้พระธรรม ตู้พระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระองค์สอนอยู่แค่กายกับจิตซึ่งอยู่ที่ตัวเราจิตเราทั้งสิ้น

          ๗. หลวงปู่แนะให้ปฏิบัติตามมหาสติปัฏฐาน เรื่องกายในกายรู้จริงตามนั้นเสียก่อน

          ๘. บางคนปฏิบัติแล้วมาคุยให้ท่านฟังว่า ได้ญาณโน่น ญาณนี่ ท่านว่าล้วนเป็นญาณตอแหลคือรู้ไม่จริง บางคนมาวัดแล้วก็มาคุยอวดกับท่าน ท่านก็สอนว่า เขามาวัดไม่ใช่มาวัดที่พระสงฆ์อยู่ แต่เขามาวัดใจกัน คือ วัดอารมณ์จิตของตนเอง โดยอาศัยศีลเป็นฐานที่สำคัญในการวัดใจว่าใครจะละกิเลสได้แค่ไหน เพราะศีลเป็นพื้นฐานสำคัญในการรับพระธรรม ศีลเป็นแม่หรือมารดาของพระธรรม ต่อไปเขาก็วัดอารมณ์โกรธ - โลภ - หลง ว่ามากขึ้นหรือน้อยลง เช่น เมื่อก่อนใครด่าเรา เราด่าตอบทันที แต่หากดีขึ้น แม้โกรธยังมีอยู่แต่มันผลัดได้ ยับยั้งได้ คือ ไม่โต้ตอบทันที เช่น ขอผลัดให้เขียนหนังสือจบก่อน ขอผลัดทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อน จึงจะมาโต้ตอบ เวลาช่วยได้เพราะอารมณ์จิตก็ไม่เที่ยง หากทำได้ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

          ๙. ปฏิบัติไปๆ ในที่สุด ใครว่าและใครด่า คำพูดมันเข้าหูซ้ายก็ทะลุหูขวาไปเอง เหมือนไม่ได้ยิน พระอยู่ป่า ไม่เคยถูกกระทบกับโลกธรรม ก็หลงคิดว่าตนแน่ พอเข้าเมืองโลกธรรมก็มาหา โดยเฉพาะตัวลาภ - ยศ - สรรเสริญ ถูกยกให้เป็น หลวงพี่ - หลวงพ่อ - หลวงลุง - หลวงปู่ เป็นท่านอาจารย์ หากใครรับแล้วหลงตามก็เสร็จ แต่ผู้ที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหวก็มีอยู่ แม้เขาจะตั้งให้อุปโลกน์ให้เป็นอะไร ก็ไม่หลงไปตามคำสรรเสริญนั้นๆ ก็ไม่พัง

          ๑๐. สำหรับตัวท่านไม่ยอมสะสมเงินทอง มีเท่าไหร่ก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หมด เช่น ช่วยชาวเขา - กระเหรี่ยง - ตั้งโรงเรียน - สอนพื้นฐานของธรรม - แจกสมุดดินสอ - รักษาโรค - ส่งเสริมให้เขามีอาชีพ ประมาณ ๔๐ แห่ง เป็นการช่วยชาติ - ศาสนา - พระมหากษัตริย์ครบ แบบหลวงพ่อฤๅษีท่านทำ อุปมาเหมือนปิดทองหลังพระ หากท่านไม่เล่าให้ฟัง เราก็ไม่มีทางจะทราบได้ ไปหาท่านบ่อย ๆ เมื่อคุ้นเคยแล้ว ท่านรู้วาระจิตของเราได้ดี แม้แต่คิดก็รู้ท่านเห็นว่าเล่าแล้วไม่เป็นภัยมีประโยชน์ ท่านจึงเล่าให้ฟังยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมาก แต่ขอเขียนไว้เพียงแค่นี้ก่อน

 

หลวงปู่ไวย เป็นพระแท้ๆ ที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. จำคำแนะนำของหลวงปู่ ไวย เอาไว้ให้ดีๆ ท่านสอนตามพระพุทธเจ้า ฟังแล้วนำมาคิด นำมาปฏิบัติด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอานาปานัสสติกรรมฐานกองนั้น หากทำตามที่ท่านแนะนำ จักเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ทำให้ถึงที่สุดกองเดียวได้ทั้ง กายคตาบวกอสุภกรรมฐาน พวกเจ้าก็เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ได้โดยง่าย ขอให้คิดให้เป็นทำให้เป็นเท่านั้น ใช้ความเพียรเป็นที่ตั้ง ก็ไม่เห็นจักมีอะไรยาก ขอให้ตั้งใจให้จริงๆ เท่านั้นแหละ

          ๒. การไปหาหลวงปู่ ไวย สมควรที่พวกเจ้าจักนัดกันไปทุกเดือน เวลานี้อย่าไปคิดว่าจักไปเพื่อรักษาโรคเท่านั้น ท่านให้ธรรมโอสถ เป็นการไปรับการรักษาโรคทางใจอย่างแท้จริงต่างหาก

          ๓. เวลานี้พวกเจ้าจักหาพระแท้ๆ อันยังมีขันธ์ ๕ อยู่ จักแสดงธรรมให้ประจักษ์กับห ู- กับตา - กับใจ ให้ได้ยิน - ได้เห็น - ได้ทราบอย่างนี้นั้น นับวันจักหาได้ยากเต็มทีแล้ว พวกเจ้าจักปล่อยโอกาสเหล่านี้ให้ทิ้งไปหรือ หลวงปู่ ไวย จักอยู่ได้สักกี่ปี ร่างกายของท่านกร่อนลงไปทุกที ซึ่งเป็นธรรมดาของร่างกาย เวลานี้ยังมีโอกาสแสดงธรรมให้พวกเจ้าได้ยิน - ได้เห็น - ได้ทราบได้ ก็จงไปหาท่านทุกเดือนเถิดอย่างน้อยเดือนละครั้ง เช่นนี้เป็นของดี ไปแล้วให้ได้ธรรมกลับมา นำมาปฏิบัติตามนั้นด้วย พวกเจ้าก็จักเจริญ สมถธรรมได้ก้าวหน้าไปอีกจุดหนึ่ง

          ๔. ที่แนะนำให้ไปนี้ มิใช่แนะนำให้ไปติดขันธ์ ๕ ของท่านนะให้ไปรับพระธรรมมาจากท่านส่วนหนึ่ง ซึ่งประมวลกันแล้วเข้าได้กับคำสอนของท่านฤๅษี ซึ่งล้วนแต่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเจ้าจักได้เข้าใจยิ่งๆ ขึ้นไปว่าธรรมอันเป็นสายเดียวกันนั้นเป็นไปได้อย่างไร เอโกธัมโม ก็มีความหยาบและความละเอียดเป็นขั้น ๆไปตามนี้เช่นกัน ลงทุนไปกราบท่านหน่อย แต่ธรรมที่ได้รับนั้น หากนำมาปฏิบัติก็จักมีคุณค่ามหาศาล

          ๕. มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามท่านได้ ท่านจักแจงให้ฟังจนแจ่มแจ้ง จุดนี้พึงสนใจ มิใช่จักพึงคิดว่า เรารู้แล้วไม่เห็นจักต้องถาม ที่พวกเจ้ารู้นั้นยังรู้ไม่ละเอียด ไม่ลึกซึ้ง เพราะยังไม่ผ่านสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ ให้เข้าใจตนเอง วาระจิตของตนเองเอาไว้เป็นสำคัญ อย่าทะนงตนว่ารู้ดีแล้วเป็นอันขาด เพราะจักเป็นหนทางของความโง่ที่ยกขึ้นมาปิดกั้นจิตของตนเอง หาความก้าวหน้าในมรรคผลของการปฏิบัติไม่ได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่