พระธรรม

ในเดือน...พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๑. ในเมื่อเห็นอารมณ์ฟุ้งซ่านเกิดขึ้นแก่จิต ก็พึงกำหนดรู้อานาปาให้มาก ชีวิตของคนขาดลมหายใจไม่ได้ ลมหายใจย่อมยังชีพนี้ให้อยู่ได้ตลอดเวลา ดังนั้น การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก จึงพึงมีไว้เป็นปกติ ทุกอิริยาบถยืน-เดิน-นั่ง-นอน ไม่ว่าจักพึงทำอะไรอยู่ พึงมีสติกำหนดรู้เอาไว้เสมอ อย่าไปฝืนลม-อย่าไปบังคับลม เพียงแต่มีสติกำหนดรู้เอาไว้เท่านั้นเป็นพอ อารมณ์ฟุ้งซ่านก็จักระงับไป ถ้ารู้ลมหายใจเข้า-ออกอยู่เสมอ ความฟุ้งซ่านก็จักลงน้อยลงไป ๆ ตามลำดับ แต่จงอย่าคิดว่าจักไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์นี้ตัดได้จริง ๆ ก็ต้องถึงความเป็นพระอรหันตผลแล้วเท่านั้น

          ๑๒. พิจารณาธรรมข้อใด ขอให้พิจารณาให้ตลอดรอดฝั่ง อย่าเอาแต่ว่าพิจารณาผ่าน ๆ ที่จิตนั้นไม่ทรงตัว ก็เพราะว่าพิจารณาผ่าน ๆ ไม่รู้จักอนุโลม-ปฏิโลม (พักกับเพียรแบบสัจจานุโลกมิกญาณ) จักต้องคิดแล้วคิดอีก ให้ธรรมข้อนั้นทรงตัว เรียกว่าเป็นเอกัตคตารมณ์ จิตมีความเข้าใจ รักธรรมข้อนั้นเข้ามาไว้ในใจอย่างไม่มีวันลืม ไม่มีโอกาสเผลอ การรู้ลมหายใจเข้า-ออกก็เช่นกัน ร่างกายนั้นต้องหายใจอยู่ตลอดเวลา หากแต่ว่าจิตเผลอ เพราะมีอารมณ์ฟุ้งซ่านไปในเรื่องต่าง ๆ ตามอายตนะสัมผัสเสมอ การกำหนดรู้ลมหายใจจึงไปได้ไม่ตลอด ดังนั้นจึงมีโอกาสได้ผลน้อย พึงตั้งใจเจริญอานาปาเสียใหม่ เอาให้จริงจังแล้วจักเห็นผล

          ๑๓. ยารักษาโรคเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นปัจจัยสำคัญแห่งชีวิต การมีโรคเป็นของธรรมดา การกินยาก็ให้เห็นเป็นของธรรมดาไปด้วย เป็นการกินเพื่อระงับทุกขเวทนา เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไป ไม่ได้กินเพื่อกิเลส หรือกินเพื่อความอ้วนพีผ่องใส กินเพื่อไม่ให้ตาย อย่างนี้เป็นต้น ให้เห็นโทษของการมีร่างกายซึ่งเป็นรังของโรค การกินยาถ้าปรารถนาให้โรคหาย หวังความไม่เจ็บไม่ไข้ ก็เท่ากับมีความทะยานอยาก ปรารถนาในร่างกาย อารมณ์ใจพึงระวังตัณหาให้มาก รักษาเป็นการระงับทุกขเวทนาเท่านั้น เพื่อไม่ให้กายเกิดทุกขเวทนามาถึงจิต แล้วจิตนี้ก็พึงอยู่ด้วยความไม่ประมาท รักษาร่างกายไปตามหน้าที่ แต่จิตจงอย่ามีอารมณ์ปรารถนา จงหน่ายในร่างกายนี้เสีย จิตวางกังวลในร่างกายนี้เสีย ให้เห็นโทษ ให้เห็นธรรมดาในร่างกายนี้เสีย เห็นธาตุ ๔ ที่มาประชุมกันอยู่นี้ มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ จิตจงอย่าไปฝืน ให้ยอมรับว่ามันเป็นธรรมดาของมัน แล้วไม่ช้าไม่นานมันก็ต้องตายสลายตัวไป มันเป็นธรรมดาของมัน จงรักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข อย่าไปกังวลกับมัน

          ๑๔. การพักผ่อนของร่างกาย มีความจำเป็นจักต้องเพียงพอในแต่ละวัน แต่ก็มิใช่เป็นบรรทัดฐานว่าจักต้องเท่ากันทุกวัน ให้ดูสุขภาพของร่างกาย แต่จิตอย่าไปหลงนิยมชมชอบกับการพักผ่อนนั้น คำว่าจิตจักต้องแยกความพอใจในร่างกายนอนหลับได้สบายออกมาเสีย อย่าไปมัวเมาในความสบายหรือไม่สบายของร่างกาย แยกออกมาเสียต่างหาก อย่าให้หลงไปกับร่างกาย ให้เห็นธรรมดาของร่างกายนี้ เห็นความไม่เที่ยงของร่างกายนี้ บางวันก็ดี ดีเพราะธาตุ ๔ เสมอกัน บางวันก็ไม่ดี เพราะธาตุ ๔ ไม่เสมอกัน แต่ทั้งนี้นั้นย่อมเป็นไปเพราะกฎของกรรมมันบังคับ กรรมคือการกระทำของจิตตนเอง ได้กระทำล่วงมาแล้วในอดีตบ้าง-ปัจจุบันบ้าง ส่งผลให้กายนี้แปรปรวนไปตามกรรมต่าง ๆ นา ๆ เพราะฉะนั้น จงสำรวมในกฎของกรรม คืออย่าสร้างกรรมต่อ ๆ ไปให้มาก แล้วเรารถในกฎของกรรมให้มาก ๆ พิจารณากฎของกรรมตามความเป็นจริง แล้วจิตจักเข้าใจในอริยสัจได้โดยตลอด

          ๑๕. พิจารณาอะไรให้ลงธรรมให้ได้ แล้วจิตจักสบายใจ สุขภาพร่างกายที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมัน ทำจิตให้แยกออกมา ร่างกายมีเวทนาก็ให้ดู แล้วรู้ว่านี่ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่มัน มันไม่มีในเรา เราไม่มีในมัน การดูก็จักดูเฉย ๆ ความเดือดร้อนไปกับขันธ์ ๕ ก็จักไม่มี ร่างกายเป็นอะไร จิตก็ไม่กังวล แม้จักตายก็ไม่กังวล เพราะเป็นธรรมดาของมัน ทำอะไรให้มองตามความเหมาะสมและความเป็นจริง อย่าทำตามอารมณ์กิเลสบังคับ คิดให้ดีแล้วจักไม่มีความผิดพลาด เอาความรอบคอบมาทำ-มาคิด-มาพูด อย่าเอาความร้อนใจมาทำ มาคิด มาพูด ฝึกจุดนี้จุดเดียว จิตจักละเอียดขึ้นได้โดยง่าย และจงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น แม้กระทั่งเขาเล่าเรื่องราวของบุคคลที่ ๓ ให้ฟัง ก็รับฟังด้วยมารยาท แล้ววางไปเสียที่ตรงนั้น อย่านำเรื่องราวเหล่านั้นมา แล้วไม่ต้องปรุงแต่งธรรมนั้น ๆ เป็นการฝึกการไม่สนใจจริยาของผู้อื่นอีกระดับหนึ่งในขั้นของจิตไม่ปรุงแต่ง

          ๑๖. ดูร่างกายแล้วทำความเข้าใจกฎธรรมดาให้มาก แล้วในขณะเดียวกันให้ดูเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณมันทำงานไปเป็นธรรมดาด้วย จิตจักได้รู้เท่าทันความเป็นจริงของขันธ์ ๕ เพื่อความละเอียดของจิตให้รู้อานาปาไปด้วย จักเผลอไปบ้างก็ยังดีกว่าเผลอไป ขาดสติไปอย่างไม่ได้อะไรเลย ยิ่งร่างกายไม่ดียิ่งควรจักเร่งรัดตนเองให้มาก เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต อายุมากขึ้นก็ใกล้ความตายเข้าไปมากขึ้น

          ๑๗. ดูก่อนร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราก็จริงอยู่ แต่เขาก็เหมือนบ้านของเราที่เราได้อาศัยอยู่ การดูแลรักษาก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง มิใช่สักแต่ว่าอยู่ ๆ กันไป โดยไม่มีการทำความสะอาด ไม่มีการซ่อมแซมในส่วนที่มีความสึกหรอ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ก็ย่อมเป็นสภาพตามความเป็นจริง ร่างกายก็จักทรุดโทรมเร็ว เหมือนบ้านที่ไม่เคยทำความสะอาดเลย ก็รุ่งรัง-สกปรก-ทรุดโทรม จึงต้องเห็นความจำเป็นจุดนี้ ทำให้ดี-อยู่ให้ดี จิตก็จักสบายไม่กังวล สุขภาพดีก็เหมือนอยู่ในบ้านที่สะอาดแข็งแรง เหล่านี้จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาด้วย ดูตามความจำเป็น ตามความเป็นจริง สภาพมันบังคับก็จริงอยู่ ต้องยกโทษให้ก่อนนี้จิตยังโง่อยู่ ยังมีความต้องการในร่างกาย จึงต้องมีร่างกายหรือขันธ์ ๕ เป็นภาระอย่างยิ่งอยู่อย่างนี้ ถ้าจิตยังมีความโง่ต้องการร่างกายอยู่อย่างนี้ ก็จักต้องเป็นอย่างนี้อีกต่อ ๆ ไป จนกว่าจิตจักหมดในความต้องการร่างกาย พยายามให้เห็นธรรมดาให้มาก ความต้องการของร่างกาย รักร่างกายสักนิดก็ไม่มี แต่ไม่ใช่เกลียดมันนะ หากแต่มีความเข้าใจสภาพร่างกายตามความเป็นจริง จิตหน่ายแล้วมีการวางเฉยในร่างกายเป็นสังขารุเบกขาญาณ เมื่อนั้นจิตก็ถึงซึ่งพระนิพพาน ภาวะการมีร่างกายก็จักไม่มีกับเรา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่