พระธรรม

ในเดือน...พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอน ไว้ดังนี้

          ๕. อนึ่งเรื่องอานาปาของท่านพระ.....ก็เช่นกัน ในขณะรู้ลมอยู่เกิดความเครียดขึ้นมา ไม่ว่าจักเป็นร่างกายเครียดก่อน ก็ชักชวนให้จิตใจเครียดไปด้วย หรือจิตใจเคร่งเครียด อยากรู้ลมด้วยความตั้งใจมากจนเกินไปก็พาร่างกายเครียดได้เช่นกัน เมื่อความเครียดเกิดขึ้น พึงดูว่าอารมณ์ใจในขณะนั้น เกิดวิตก - อึดอัด - ไม่พึงใจ พึงผ่อนลมหายใจเข้า - ออกยาวๆ สัก ๑๐ คู่ แต่ทำจิตให้เบาๆ ลมหายใจที่ผ่อนเข้า - ออก ก็ไม่ต้องหนักหน่วง รักษากระแสจิตให้เยือกเย็น จับภาพพระให้จิตเป็นสุข การจับภาพพระ คือ เห็นเฉยๆ หรืออาศัยมองพระพุทธรูปในห้องก็ได้ ไม่ต้องเอาจิตนึกให้เกิดอารมณ์เครียด มองเห็นเฉยๆ ไม่ต้องนึกภาวนา ไม่ต้องนึกพิจารณา ในขณะนั้นรู้ผ่อนลมหายใจเข้า - ออกช้าๆ ยาวๆ ให้รู้สึกลมเย็นๆ เข้าไปลึกถึงศูนย์กลางกาย อย่าใจร้อน ทำซ้ำๆ รู้สึกลมเย็นๆ เข้าไปลึกถึงศูนย์เหนือสะดือช้าๆ ใจเย็นๆ อย่าเครียด แล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆ รักษาความเย็นของจิตใจไว้ด้วย การเตือนสติสัปชัญญะเข้าไว้ นี่เป็นการเตือนพื้นฐานของอานาปา และเป็นการระงับอารมณ์ฟุ้งซ่าน หรือวิตกกังวลด้วย ความเครียดด้วย เนื่องจากอานาปาเป็นตัวระงับทุกขเวทนาของกายสังขาร ถ้าหากทำยังไม่ได้ ก็หวนกลับมาพิจารณาบารมี ๑๐ เป็น ๓๐ ทัศเช่นกัน ฝึกให้จิตมีกำลังใจ แล้วก็หวนกลับไปอนุโลม-ปฏิโลมกับกรรมฐานแก้จริตใหม่ กลับไปกลับมา แล้วกรรมฐานที่ทำอยู่ก็จักมีผลทรงตัว นี่เป็นเรื่องที่ท่านพระ.....สงสัย ให้นำคำตอบนี้ไปให้ท่านได้ศึกษา และได้มีโอกาสแนะนำบุคคลอื่นต่อๆ ไป

          อนึ่ง แม้แต่คุณหมอเองก็เช่นกัน อาศัยหลักนี้ปฏิบัติไปก็จักช่วยให้อานาปาสามารถทรงตัวได้เช่นกัน

          ๖. คำว่าอารมณ์หนักไป - เครียดไป เปรียบเหมือนเราเปิดวิทยุเสียงดังเกินไป ถ้าหากรู้จักสังเกตอารมณ์ ก็ปรับอารมณ์ลงได้ด้วยอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นพื้นฐาน จิตจักเยือกเยนลงเหมือนกับเราหรี่คลื่นวิทยุให้เสียงดังพอดี ทุกอย่างจักต้องเป็นมัชฌิมาหมด ซึ่งจุดนี้เป็นของใครของมัน จักต้องหากันเอาเอง

          การหายใจเข้าออกยาวๆ ให้พยายามอย่าให้ลมสะดุด คือหายใจเข้าเบาๆ ยาวๆ เหมือนกับการดื่มน้ำช้า ๆ ทีเดียวหมดแก้ว ไม่ใช่ดื่มน้ำพรวดๆ เร็วๆ ทีเดียวหมดแล้ว การผ่อนลมหายใจออกก็เช่นกัน ทำไปๆ ก็จักเห็นลมละเอียดเกิดขึ้น

          หลังจากผ่อนลมหายใจเข้า - ออก ๑๐ คู่แล้ว ถ้ารู้ลมหายใจเข้า - ออก ยาวๆ ช้าๆ ยังไม่เรียบ ยังมีอาการสะดุด ก็ยังไม่ดีพอ ให้เพียรทำใหม่ แต่อย่าเครียด ถ้าเครียดก็เลิกทำ หันมาพิจารณาพรหมวิหาร ๔ ควบคู่บารมี ๑๐ ทัศ สลับกันไปสลับกันมา พอจิตสบายก็ดูภาพพระ รู้ลมหายใจเข้า - ออกยาวๆ ใหม่

          ๗. อุเบกขาหรือการวางเฉยในขันธ์ ๕ มิใช่ของทำได้ง่าย เรื่องโดยย่อมีดังนี้ บุคคลทานหนึ่งไปผ่าตัดตา ซึ่งเป็นต้อกระจก แต่กลัวตาย กลัวเจ็บ กลัวตาพิการ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของทุกๆ คนที่ยังปล่อย - ละ - วางอุปาทานขันธ์ ๕ ยังไม่ได้ แต่ยังฉลาดที่ใช้จิตเกาะพระ ขอบารมีพระอริยสงฆ์องค์นั้น องค์นี้ช่วยสงเคราะห์ พระท่านก็มาสงเคราะห์ทุกครั้งที่นึกถึงท่าน แต่ทุกครั้งมาแล้ว ท่านพูดบ้าง - ไม่พูดบ้าง ที่พูดก็พูดเรื่องขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น เช่น ขันธ์ ๕ เป็นของเราหรือ เวทนาเป็นของเราหรือ เป็นการเตือนให้มีสติ - สัมปชัญญะ ที่มาแล้วไม่พูดก็หมายความว่าให้ใช้อุเบกขาในขันธ์ ๕ ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง หรือให้ใช้ปัญญาพิจารณาโดยอาศัยหลักพรหมวิหาร ๔ ข้อสุดท้ายเป็นหลักสำคัญ หรือบารมี ๑๐ ข้อสุดท้ายเป็นหลักสำคัญ มิฉะนั้น จิตจะกระสับกระส่าย - ดิ้นรน ไม่ยอมรับความจริงเกี่ยวกับขันธ์ ๕

          ทรงตรัสว่า “ทุกขเวทนารู้แล้วก็วางเฉย รู้แบบเฉยๆ อานาปานัสสติก็เช่นกัน ให้รู้แบบเฉยๆ อย่ารู้ด้วยจิตดิ้นรนกระสับกระส่าย การดิ้นรนไม่ยอมรับทุกขเวทนา เป็นตัวอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิต เช่นเดียวกับเวลาที่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ความไม่เยือกเย็นพอของจิต หรือของอารมณ์คือความกระสับกระส่ายเช่นกัน”

          ให้รู้การวางเฉยในการรับรู้ทุกขเวทนาเป็นเช่นไร ก็ให้รับรู้ด้วยการวางเฉยในอานาปาก็เป็นเช่นกัน เนื่องจากทุกขเวทนาก็ดี อานาปาก็ดี มีสภาพเกิดดับเป็นสันตติ เหมือนกับจิตของคนเราเสวยเวทนาอยู่เกือบตลอดเวลา สักเพียงแต่ว่าบางครั้งก็ทุกขเวทนา บางครั้งก็สุขเวทนา บางครั้งก็อัพยากฤต คือไม่สุข - ไม่ทุกข์ เพียงแต่จิตมักจักไม่รู้เท่าทันการเสวยอารมณ์ไม่รักสุข - เกลียดทุกข์ ต้องการดิ้นรนใฝ่หาแต่ความสุข แล้วผลักไสไม่ต้องการความทุกข์อยู่ร่ำไป เรียกว่าจิตฝืนความจริงมาโดยตลอด ขาดการยอมรับนับถือกฎของธรรม คือเกิดเป็นทุกข์ - แก่เป็นทุกข์ - เจ็บเป็นทุกข์ - ตายเป็นทุกข์ เมื่อยังไม่ตายก็มีการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ไม่ชอบใจเป็นทุกข์ การปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์ การโศกเศร้าเสียใจเป็นทุกข์ จิตเหล่านี้เป็นจิตดิ้นรนกระสับกระส่ายไม่ยอมรับความจริง ความกระสับกระส่าย ความไม่สงบของจิตจึงเป็นความร้อนอันเป็นไฟเผาผลาญของจิต ให้พึงเห็นความไม่สงบของจิตจุดนี้ แล้วกำราบจิตด้วยพรหมวิหาร ๔ จนจิตบังเกิดความเยือกเย็น แล้วพิจารณาบารมี ๓๐ ทัศ ในขั้นศีล - สมาธิ - ปัญญา จนบังเกิดการยอมรับในอริยสัจ คือพิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงแล้ว จิตก็จักมีกำลังเยือกเย็น มีพลังที่จักทำกิจของจิตที่คั่งค้างอยู่ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

          อย่าลืมจิตเย็น จิตเป็นสุข ปัญญาย่อมเกิดขึ้นกับจิตนี้ได้ตามอำนาจแห่งความสงบของจิต แต่ถ้าดิ้นรนกระสับกระส่ายไม่ว่าจักด้วยความกลัว หรือความหวั่นไหวในธรรมใดๆ ก็เป็นไฟเผาผลาญจิต ปัญญาที่จักพิจารณาให้ธรรมปฏิบัติใดๆ ก็ได้ผลยาก แก้จิต - รักษาจิตให้เป็นสุขเสียก่อน แล้วจึงทำงานไป ก็จักได้ผลของงานที่ดีดั่งปรารถนา คำว่าหวั่นไหว คือ จิตกระสับกระส่ายไปด้วยอคติ ๔ ยังมีอารมณ์ลำเอียง - หวั่นไหว - ไม่สงบ เพราะโลภ - โกรธ - หลงและกลัว แม้การไม่พอใจตนเองที่ปฏิบัติกรรมฐานไม่ได้ดั่งใจ ก็จัดเป็นอารมณ์ปฏิฆะหรือความโกรธตัวเอง - จิตขุ่น - จิตกระสับกระส่ายดิ้นรนเช่นกัน

          ๘. เรื่องการเจริญพรหมวิหาร ๔ ควบกับศีล ๕ ขอสรุปดังนี้ เพราะเรื่องของศีลนั้นจะรู้และเข้าใจได้ดีตามระดับของจิต จิตเจริญแค่ไหนก็รู้ธรรมเรื่องศีลได้ในระดับนั้นๆ ตั้งแต่ศีลของปุถุชนจนไปถึงศีลของพระอริยเจ้า ซึ่งมั่นคงถาวรไม่เผลอ ทำศีลให้ขาดโดยเจตนา แต่ก็ยังหยาบละเอียดแตกต่างกันไปตามความบริสุทธิ์ของจิต จากพระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล ไปจนถึงพระอรหันตผล ผมขอให้ท่านผู้อ่านผู้อ่านกรุณากลับไปอ่านเรื่องศีล และเรื่องเกี่ยวกับศีล ในหนังสือธรรมเล่มที่ ๒ ปกสีเหลือง รำลึกถึงความดีของหลวงพ่อในอดีต หน้า ๑๘๙ - ๑๙๕ แล้วท่านจะเข้าใจได้ดี ขอยกตัวอย่าง เช่น

          - การให้ทาน ๕ อย่างหรือการให้ศีล ๕ จัดเป็นมหาทาน เป็นเลิศของทาน จัดเป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ

          - ศีล ๕ ทุกข้อมีโทษ ตายแล้วพาจิตให้ลงนรกได้ทุกข้อ แม้ ๔ ข้อจะรักษาได้แต่ขาดไปเพียง ๑ ข้อ ข้อที่ขาดนั้นก็พอให้ลงนรกได้

          - การเจริญพรหมวิหาร ๔ ควบกับศีล ๕ จะทำให้ศีลในแต่ละข้อบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นตามลำดับ เพราะพรหมวิหาร ๔ ทั้ง ๔ ข้อล้วนเป็นอารมณ์คิดพิจารณาทั้งสิ้น
ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดปัญญาที่แท้จริงในพุทธศาสนา ทำให้รู้กรรมหรือธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ อันเป็นอริยสัจซึ่งเป็นตัวปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา และมีเฉพาะแต่พุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่นๆ ไม่มี

          - การรักษาศีลจึงมี ๒ ระดับ ระดับแรกรักษาศีลให้ครบ เพื่อกันนรกหรืออบายภูมิ ๔ ระดับที่ ๒ รักษาศีลเพื่อป้องกันกิเลสที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อละกิเลสที่ยังมีอยู่ให้หมดไปตามลำดับ เพื่ออนุรักษ์หรือเพื่อรักษาความดีที่มีอยู่ แล้วไม่ให้เสื่อมหรือสูญสลายไป และเพื่อเสริมความดีที่มีอยู่แล้วให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

          ๙. เรื่องราคะกับโลภะต่างกันอย่างไร ทรงตรัสไว้สั้นๆ ว่า ราคะเกิดแก่จิต กำหนัดเกิดแก่กาย โลภะอยากได้ของ ราคะอยากได้คน เมื่อพิจารณาถึงรูป ไม่ว่าคนหรือวัตถุมาจากธาตุ ๔ ยิ่งอาการ ๓๒ ไม่ทรงตัว มีอสุภเป็นไปในที่สุด นั่นทำให้เกิดอธิปัญญา คือ รู้รอบในกองสังขารทั้งปวง ที่ให้ย้อนมาจักได้รู้ว่า บารมี ๑๐ ทัศเจริญอย่างไร พรหมวิหาร ๔ มีได้ก็เมื่อรู้ว่ารูปนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา ไม่มีในเขา ไม่มีในใครทั้งหมด ถ้าเราทะยานอยากไปล่วงละเมิดศีลเข้า ศีลนี้ไม่พูดแต่เฉพาะกาม รวมไปถึงศีลอพรัมจริยาด้วย ถ้าเราทะยานอยาก เราต้องการ เราก็มีจิตละเมิดศีลแล้ว แค่คิดก็ละเมิดศีลแล้ว ยังไม่ล่วงละเมิดศีลในขั้นวาจาและขั้นกาย

          ขอย้อนไปดูพระวินัย ท่านพระทัพพะมัลละกุลบุตร ผู้บวชได้บรรลุพระอรหัตผล ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ถูกสงฆ์สมมุติ ๒ รูป โจทย์อาบัติปาราชิก เสพเมถุนธรรมกับภิกษุณีรูปหนึ่ง โดยไม่มีมูลครั้งหนึ่งก็ดี ถูกกล่าวเลสอาบัติปาราชิกอีกครั้งหนึ่งก็ดี จิตของท่านถูกตีแผ่ให้รู้ถึงวาระจิตของความเป็นพระอรหันต์ของท่าน มิใช่ท่านตอบเล่นลิ้น หากแต่ทูลโดยตีแผ่กระแสของจิต ต่อหน้าพระพักตร์ของเราท่ามกลางในที่ประชุมสงฆ์ว่า “แม้แต่ความคิดที่จะละเมิดเมถุนธรรมก็ยังไม่มี” ให้พวกเจ้าได้ศึกษาจุดนี้เอาไว้ด้วย “พระอรหันต์ไม่มีจิตที่คิดจักละเมิดศีล ด้วยความคิดก็ไม่มี”

          กลับไปอีกที เมื่อรู้ว่ารูปไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา ไม่มีในเขา ไม่มีในใครทั้งหมด ถ้าละเมิดศีลแล้ว จิตก็ตกนรก รูปนั้นทั้งหมดไม่ว่าสัตว์ วัตถุธาตุ เรา เขา กลับสู่ธาตุ เป็นอนัตตาหมด จิตที่ละเมิดศีลแล้วก็สู่อบายภูมิ เมื่อรู้ตรงนี้จิตก็จักสำรวมระวัง พรหมวิหาร ๔ รัก - เมตตา, กรุณา - สงสาร, มุทิตา - จิตอ่อนโยน, อุเบกขา - วางเฉย ก็เต็มขึ้นมาในจิต

          ธรรมทั้งหมดนี้อาศัยบารมี คือ กำลังใจปฏิบัติทั้งสิ้น ไม่เสียเงินทองทรัพย์สินแต่อย่างใด นี่เป็นแนวทางของการเจริญพรหมวิหาร ๔ บารมี ๓๐ ทัศ โยงไปถึงการตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้ แต่การรักษาศีลได้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ตถาคตก็ขอยืนยันคำสรุปของการรักษาศีลว่า

          ศีเลนะสุขติงยันติ ศีลทำให้มีความสุขเยือกเย็น เพราะมีพรหมวิหาร ๔ คุมพร้อม

          ศีเลนะโภคสัมปทา ศีลทำให้ทรัพย์สมบูรณ์ ทรัพย์นี้ถ้าเป็นโลกียทรัพย์ ก็ไม่เดือดร้อนด้วยกรรมของการละเมิดศีล ร่างกายไม่พิกลพิการ ไม่อายุสั้นพลันตาย รูปสวยก็มีรูปเป็นทรัพย์ เงินทองไม่สูญหายด้วยโทษอาทินนาทาน ก็เป็นโลกียทรัพย์ที่สมบูรณ์ ข้าทาสหญิงชายหรือคนที่เป็นบริวารอยู่ในการปกครอง ก็เรียกว่ารูปทรัพย์สมบูรณ์ แต่ถ้าหวังอริยทรัพย์ รักษาศีลได้ก็มีความเป็นพระอริยเจ้าไม่เสื่อมคลาย ก็เรียกว่าศีลทำให้ได้อริยทรัพย์ที่สมบูรณ์

          ศีเลนะนิพพุทติณยันติ ตัสมา สีลังวิโสทะเย ศีลเป็นเหตุให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย เนื่องด้วยเมื่อรักษาศีล ด้วยรู้ทั้งเหตุอันทำให้จิตคิดละเมิดศีล ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เมื่อรู้เหตุก็ระงับหรือดับที่เหตุแห่งธรรมนั้น ความโกรธ โลภ หลง อันเป็นต้นเหตุของการละเมิดศีลถูกดับไปแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้หมดกิเลสหรือหมดอาสวะ ก็เข้าถึงซึ่งพระนิพพานเท่านั้นเอง เอาละแจงเอาไว้เพียงเท่านี้ เมื่อเข้าใจแล้วก็ให้ค่อย ๆ ทำไป แล้วจักถึงจุดหมายปลายทางได้ในปัจจุบัน

          ๑๐. เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ทรงตรัสว่าเมื่อได้ข่าวเรื่องคนเจ็บป่วยแล้วตายลงด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ชีวิตคนสั้นเปรียบได้เฉกเช่นประกายน้ำที่ค้างอยู่เมื่อต้องแสงแดด บัดเดี๋ยววูบ บัดเดี๋ยววาบ เกิดแล้วก็ดับหายไป ชีวิตอยู่อย่างฉาบฉวย บุคคลผู้รู้ความไม่เที่ยงของชีวิต ย่อมจักพยายามยังชีวิตไม่ให้เกิดความประมาทอย่างยิ่งยวด จิตที่คอยระมัดระวังอย่างไม่ประมาทอยู่เสมอ ก็จักไม่สร้างความชั่วให้เป็นที่ล่อแหลมของจิต

          ทำอะไรให้เอาแต่พอดีก็พอ อย่าทำให้เกินพอดี จักทำให้เกิดความลำบากใจ ลำบากกาย การจักรู้ว่าพอดีหรือไม่ ย่อมเกิดจากการใคร่ครวญมองหรือพิจารณาเห็นความเหมาะสมเกิดขึ้นได้ง่าย ไม่มีอะไรผิดธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างให้ลงธรรมดาให้หมด แล้วจิตก็จักไม่ติดข้องอยู่ในสิ่งใดในไตรภพนี้เลยพึงพยายามชำระจิตให้ยอมรับกฎของธรรมดาให้มาก

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่