เพราะเหตุใดพระองค์จึงสอนแต่อริยสัจ

 

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอน โดยให้หลักไว้ดังนี้

          ๑. อริยสัจ คือ ความจริงที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเหมือนกันหมด เพราะอริยสัจเป็นตัวปัญญาสูงสุดในพระพุทธศาสนา และมีแต่เฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่นๆ ไม่มี

          ๒. พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ล้วนแต่ตรัสรู้ด้วยอริยสัจด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่พระสาวกของพระพุทธองค์ทุกท่าน ก็ล้วนจบกิจเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจ มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี

          ๓. ที่พวกเจ้าสงสัยว่า เพราะเหตุใดพระองค์จึงสอนอริยสัจกับพรหมและเทวดา ซึ่งไม่มีขันธ์ ๕ ก็เท่ากับท่านไม่มีทุกข์ในขณะนี้ คำตอบก็คือ เพราะพรหม - เทวดา - นางฟ้า ยังมีอารมณ์ไม่ถึงที่จะจบกิจได้ จึงเรียกว่ายังมีทุกข์อยู่

          ๔. ที่พวกเจ้าสงสัยว่าขึ้นมาครั้งใด ก็ทรงเทศน์อยู่เรื่องเดียว คือ อริยสัจ คำตอบก็คือ นอกจากอริยสัจแล้ว ก็ไม่มีอันใดจักสอนอีกในพระพุทธศาสนานี้ เพราะฉะนั้นตถาคตเจ้าจักตรัสสอนกี่แสนครั้ง ก็ย่อมไม่พ้นจากอริยสัจ

          ๕. อริยสัจแปลว่าความจริง หรือของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านพิสูจน์แล้ว ดังนั้น ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จึงล้วนเป็นอริยสัจทั้งหมด หรือเป็นหนทางที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น

          ๖. พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีความดีเสมอกันหมด ทรงมี พุทธญานหรือ สัพพัญญูญาณ แต่พระองค์เดียวในโลก จึงสามารถรู้จริต - นิสัย (นิสสัย) และกรรมของแต่ละคนที่เกิดมามีแตกต่างกัน ไม่เสมอกันในแต่ละคน จึงต้องมีคำสั่งสอนให้เหมาะแก่จริต-นิสัยและกรรมของแต่ละคน ซึ่งไม่เสมอกัน ด้วยอุบายมากถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี ทุกวิธีก็ล้วนเป็นอริยสัจ

          ๗. ที่พวกเจ้าสงสัยว่า มีพรหม - เทวดา - นางฟ้า บรรลุมรรคผลบ้างไหม คำตอบก็คือ มีอยู่ไม่น้อย และมีอยู่ทุกวันที่บรรลุมรรคผล แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีไม่น้อยที่จุติเคลื่อนไปสู่เบื้องต่ำทุกวันเช่นกัน เพราะธรรมของตถาคตเป็น ปัจจัตตัง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก ทำได้หรือไม่ได้ก็เรื่องของผู้นั้น

          ๘. อย่าลืม อัปปะมาเทนะ สัมมาเทถะ ผู้เข้าถึงความไม่ประมาทเท่านั้น จึงจักยับยั้งการจุติเคลื่อนไปสู่สภาพเบื้องต่ำได้ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีบารมีธรรมถึงพระอนาคามีผลแล้ว การจุติเคลื่อนไปสู่เบื้องต่ำก็ยังคงมีอยู่ ยกเว้นบุคคลที่ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกได้แล้วเท่านั้น

 

เวทนาไม่มีวันพัก เพราะความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ทรงทบทวนคำสอนที่เคยตรัสสอนไว้ดังนี้

               ก) อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น ให้ตรวจสอบอารมณ์จิตของตนเป็นสำคัญ ใครจักว่าเราอย่างไรก็ช่าง หากอารมณ์จิตของเราไม่เป็นไปตามคำของเขาว่า ก็ไม่รู้จักไปเดือดร้อนด้วยเหตุประการใด ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของกรรม

               ข) อย่าไปคิดห้ามคำนินทาและสรรเสริญ เพราะเป็นสภาวะปกติของชาวโลก ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าถึงอริยสัจ คือ กฎของกรรม จิตจึงจักวางอารมณ์พอใจและไม่พอใจลงได้

               ค) อย่าไปคิดที่จักรบกับใคร ให้รบกับอารมณ์จิตของตนเองเท่านั้นเป็นพอ

               ง) สังโยชน์คือกิเลสที่ร้อยรัด มิใช่ร้อยรัดผู้อื่น จริง ๆ แล้วจิตของเราเองนั่นแหละ เกาะสังโยชน์ร้อยรัดตนเองเข้าไว้อย่างแน่นหนา

               จ) อย่าไปคิดตำหนิใคร ให้ตำหนิใจของตนเองก่อน และอย่าไปคิดแก้ไขกิเลสของใคร ให้คิดแก้ไขกิเลสของตนเองก่อน

          ๒. การกระทำของพวกเจ้าในขณะนี้ คือ ความประมาท เพราะพวกเจ้าก็รู้อยู่ว่าการป่วยไข้ไม่สบาย เป็นกฎของกรรมปาณาติบาต และพวกเจ้าก็ยอมรับ แต่พวกเจ้าวางอารมณ์ไม่ ถึงสังขารุเบกขาญาณ คือ ไม่ใช้จิตพิจารณาให้ถึงตัวธรรมดาของขันธ์ ๕ แต่ละคนยังอดบ่นอยู่ในใจถึงอาการทุกข์ที่เบียดเบียนอยู่นี้ แต่ไม่รู้จักวางให้มันสนิทใจ สักระยะหนึ่งก็ยังดี จิตเกาะเวทนา คิดว่ามันทุกข์ - มันปวด - มันป่วยไข้ - ตัวร้อน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเวทนานี้มันไม่เที่ยง

          ๓. เวทนา มันมีวันพักให้ มันไม่ใช่จักไม่สบายทุกวันใช่ไหม (ก็ตกหลุมพรางของพระองค์ ตอบว่าใช่) ทรงตรัสว่า เจ้าตอบไม่ถูก เวทนาไม่มีวันพัก ยิ่งบุคคลเกาะขันธ์ ๕ มากเท่าไหร่ยิ่งมีเวทนามากขึ้นเท่านั้น กล่าวคือ อาการป่วยไข้ไม่สบาย เป็นทุกขเวทนานั้นประการหนึ่ง แต่ทุกขเวทนาอันมาจาก ชิคัจฉาปรมาโรคา นั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ได้นึกถึง แต่ในบุคคลผู้ปฏิบัติจักต้องนึกถึง

          ๔. เวทนามีวันพักไหม (ก็ตอบว่า ไม่มี) ทรงตรัสว่า ก็ยังตอบไม่ถูก เพราะในบุคคลที่เข้าถึงฌานสมาบัติ หรือผู้ที่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า ท่านพักเวทนาได้ด้วยสมถะและวิปัสสนา ยิ่งในระดับที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ท่านสามารถพักเวทนาของกายได้ ครั้งหนึ่งร่วม ๑๕ วันก็ยังมี

          ๕. ที่ตถาคตเจ้าทั้งหลายตรัสว่า เวทนานั้นไม่เที่ยง ก็พึงดูทุกขเวทนาและสุขเวทนา ไม่สุข-ไม่ทุกขเวทนา ดูให้ครบวงจร ตามดูตลอดเวลาอยู่อย่างนี้จึงจักรู้เท่าทันอารมณ์ของจิต สุขเวทนาดูง่าย เช่น ยามที่ได้รูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัสที่ถูกใจ สุขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ทุกขเวทนาก็ดูง่าย เช่น ยามที่ได้รูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัสไม่ถูกใจ ทุกขเวทนาก็เกิด

          ๖. คำว่ารูปนั้น หมายถึง รูปภายนอกด้วย รูปภายในคือร่างกายของเราเองด้วย อาการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นคือรูปไม่ถูกใจ สังเกตให้ดี ๆ นั่นเป็นอารมณ์อึดอัดขัดข้อง คืออารมณ์ไม่ถูกใจ เมื่อธรรมดาของรูปมันเป็นเช่นนั้น อึดอัดชัดข้องไปก็ไม่มีประโยชน์ จิตเป็นทุกข์ นี่อารมณ์เยี่ยงนี้ไล่เบี้ยกันบ้างหรือเปล่า อย่าเอาแต่จมอยู่กับทุกขเวทนาของร่างกายนะ

          ๗. อนึ่ง พวกเจ้าจักไปพระนิพพาน งานที่ทำก็มุ่งให้คนอื่นเขาได้บุญ ทำกุศลเพื่อมรรคผลนิพพาน ขันธมาร มันก็ต้องเล่นงานหนักเป็นธรรมดา สร้างเจ้าหนี้ไว้เยอะ ลูกหนี้จักหนีหนี้แล้ว เจ้าหนี้เขาถูกเราติดหนี้เอาไว้มาก ทั้งดอกทั้งต้น ไม่รู้กี่อสงไขยกัปนับไม่ไหว ที่เกิดกันมาทุก ๆ ชาตินี่

          ๘. เอาเป็นว่า นับการเกิดไม่ไหว ก็แล้วกัน เมื่อเกิดแล้วก็ต้องตายทุกชาติ อย่างนี้ก็นับการตายไม่ไหวเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พวกเจ้าตั้งใจไว้เถิด เลิกเกิด - เลิกตายกันเสียที ขอตายชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ก่อนตายลูกหนี้ที่ดี ก็จงใช้หนี้เจ้าหนี้เขาไปด้วยปัญญา ใครตามทันก็จ่ายเขาไป ไม่ช้าไม่นานร่างกายนี้มันก็พังแล้ว ตั้งใจไว้เลยเราจักไม่กลับมามีร่างกายเยี่ยงนี้อีก

 

การเจ็บป่วยได้กำไร หรือขาดทุน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การป่วยของร่างกาย ทำให้ได้กำไรหรือขาดทุนล่ะ (ก็ตอบว่า ขาดทุนมากกว่าได้กำไร)

          ๒. อย่างไหนเรียกว่ากำไร อย่างไหนเรียกว่าขาดทุน (ตอบว่า กำไร คือ ใช้เวทนาของร่างกายมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์ในการเจริญพระกรรมฐาน ส่วนขาดทุนก็คือ ถ้าจิตมีอารมณ์ไปเกาะทุกขเวทนาของร่างกาย ทำให้จิตเศร้าหมอง)

          ๓. ก็เป็นธรรมดา ถ้าหากเจ้าจักให้ได้กำไร ๑๐๐% เจ้าก็เป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อเจ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ต้องได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้างเป็นธรรมดา พิจารณาไปเถิดให้เกิดความช่ำชอง สักวันหนึ่งเจ้าก็จักได้กำไรตลอดกาล

          ๔. พยายามดูอารมณ์ที่เกาะติดร่างกายให้มาก ต้องหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาให้ เห็นว่า มันไม่มีในเราให้จงหนัก (หมายถึงเวทนาของร่างกายไม่มีในเรา) ยก กายคตา - อสุภะ - มรณานุสติ ขึ้นมาควบคู่เข้าไว้กับอาการเวทนาของร่างกาย จักเห็นได้ชัดว่า คำว่าสุขจริง ๆ ไม่มีเลยสำหรับร่างกายนี้

          ๕. เมื่อพิจารณาจนเห็นได้ชัดเจน ร่างกายของเรามันไม่มีสุข ร่างกายของคนอื่นก็ไม่มีสุขเหมือนกัน จุดนั้นเจ้าจักเกิดความสงสารตนเองเป็นอันมาก เกิดมีพรหมวิหาร ๔ เข้ามาเต็มในใจ รักสงสารจิตของตนเอง รักสงสารจิตของคนอื่นที่มันต้องมาทุกข์อยู่กับร่างกายนี้ เวลานั้นความอ่อนโยนของจิตจักเกิดขึ้นมาก มุทิตามีกำลังสูง และมีอุเบกขาวางเฉยกับกฎของกรรมที่อันจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น มีกำลังสูง ค่อยๆ พิจารณากันไปนะ คิดจนกว่าจิตจักยอมรับกฎของกรรมโดยความสงบ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่