พระธรรม

ในเดือน...พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าทิ้งคำสอนของหลวงปู่วัย และคำสอนของหลวงพ่อเรา จักศึกษาจากบันทึกธรรม หรือจากการฟังเทปที่บันทึกไว้ก็ได้ หมั่นทบทวนจักได้ประโยชน์มาก จักเอาแต่การฟังอย่างเดียวก็เป็นกุศล แล้วถ้าประพฤติปฏิบัติด้วยแล้ว ก็จักถึงทางพ้นทุกข์ คำสอนพระอริยเจ้ามีค่าเสมอ จงให้ความสำคัญให้มาก เพราะท่านเหล่านี้มิใช่ว่าศึกษาเพื่อนำมาคุยโอ้อวดกันฟัง หากแต่จิตท่านได้ปฏิบัติได้ผลแล้ว จึงเมตตานำมาสั่งสอนให้ชนรุ่นหลังได้ทำกัน

          ๒. เพียรละความชั่วในธรรมปัจจุบันเป็นของดี รักษาจิตให้มีสติสัมปชัญญะอยู่ในธรรมปัจจุบัน นั่นแหละถูกต้องแล้ว ที่เผลอก็ดี ที่จิตไม่มีกำลังก็ดี เนื่องจากขาดการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ให้ฝึกฝนตรงนี้เอาไว้ให้มาก ๆ แล้วจักดีขึ้นเอง

          ๓. ทำอะไรก็ตามจงอย่าหวังผลเลิศ คิดถึงผลเอาไว้บ้างก็จักดี การอยู่ในโลกนี้ก็ดี ย่อมมีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา อย่าตั้งความหวัง หรือนัยหนึ่งสร้างความทะยานอยากให้มันมากนัก ดูอารมณ์ที่เป็นกิเลสเอาไว้ด้วย จักช่วยให้จิตยอมรับตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น

          ๔. ที่สติอ่อนก็ทำให้ปัญญาอ่อนไปด้วยนั้นเป็นความจริง เพราะปัญญาจักแหลมคมได้ ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ให้มองดูอารมณ์จิตที่มันเผลอไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยจักมีสติสัมปชัญญะมากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก การมีสติมิใช่จักห้ามมิให้คิด การปรุงแต่งของสังขารย่อมมีไปตามปกติ หากแต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว คิดอะไรก็อยู่ในขอบเขตของพระกรรมฐาน ความเผอเรอไปในรูป กลิ่น เสียง รส สัมผัส ธรรมารมณ์ก็จักมีได้น้อย ในเวลานี้จักต้องพึ่งตนเองแล้ว อย่าไปหวังพึ่งใคร

          ๕. อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น ใครจักไปไหน ใครจักมาอย่างไรก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้พิจารณาว่าเราไม่สามารถห้ามหรือบังคับได้ ใครเขาอยากมาเขาก็มา ใครเขาอยากไปเขาก็ไป นี้เป็นความไม่เที่ยง ที่จักต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถ้าเราไปพอใจกับการไป-การมาของบุคคลอื่น หรือไม่พอใจก็เป็นกิเลสบังเกิดขึ้นกับจิตของตนเองทั้งคู่ ดังนั้น จงพิจารณาเห็นกฎของกรรมตามความเป็นจริงให้มาก แล้วจิตก็จักไม่ดิ้นรนมาก

          ๖. การปฏิบัติธรรม ให้ดูตามความเหมาะสมของสภาพจิตใจ รวมทั้งการปฏิบัติควรยึดธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง ปฏิบัติให้ได้จริง ๆ แล้วให้ถึงที่สุดแห่งธรรมข้อนั้น ๆ แล้วจึงจักพึงเปลี่ยนไปปฏิบัติข้ออื่น ๆ รวมความว่าส่วนใหญ่เป็นผู้มีจิตจับจด จับพระธรรมข้อนี้แล้ว ทำไปได้ไม่ถึงที่สุดแล้ววางลง แล้วหันไปเกาะหาพระธรรมข้อใหม่ ก็ทำได้ไม่ถึงที่สุด ก็วางลงไปอีก เป็นอยู่เช่นนี้จึงไม่มีผล เพราะฉะนั้น จึงพึงแก้ไขจิตใจตรงจุดนี้ให้ดี แล้วจักเห็นผลในการปฏิบัติธรรม

          ๗. การทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้น พึงทำให้ได้ตลอดเวลา เพราะจักเป็นการไม่ประมาทในชีวิต ป่วยไข้ไม่สบายก็ต้องรักษาไปตามหน้าที่ แต่จิตพยายามฝึกฝนในด้านปล่อยวางความกังวล-ไม่หนักใจ ป่วยไข้ไม่สบายก็ต้องรักษาไปตามหน้าที่ แต่จิตพยายามฝึกฝนในด้านปล่อยวางความกังวล-ไม่หนักใจ โดยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ธรรมดาอย่างไร ก็ธรรมดาตรงที่การมีร่างกายก็ต้องประสบกับการเจ็บไข้ได้ป่วย และการตายไปในที่สุดเป็นของธรรมดา ธรรมดาของร่างกายมันเป็นอย่างนี้ ถ้าจิตยอมรับก็ไม่ทุกข์ เพราะจิตรู้อยู่ว่าธรรมดาของร่างกายมันเป็นอย่างนี้ และจิตก็ทำความรู้อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้นแหละว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา จิตเป็นสุข ร่างกายจักทุกข์ก็เห็นมันทุกข์ตามความเป็นจริง แล้วทุกข์ไม่มีความหมาย เพราะจิตยอมรับตามความเป็นจริงอยู่แล้ว ความทุกข์ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตเพราะจิตในกาลก่อนเคยฝืนไม่ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ก็ค่อย ๆ หมดไป เมื่อจิตมันไม่ทุกข์ ร่างกายมันจักทุกข์ไหม ความรู้สึกสุข-ทุกข์มันเป็นเรื่องของจิตที่เกิดขึ้นกับจิตเท่านั้น เมื่อยอมรับธรรมดาของร่างกาย จิตไม่ฝืนสภาพก็หมดทุกนะซิ การรักษาพยาบาลร่างกายเป็นเพียงเพื่อระงับทุขเวทนาเท่านั้น จิตก็รู้สึกทำไปเท่าที่ทำได้ ไม่ห่วง-ไม่กังวล-ไม่อาลัยกับขันธ์ ๕ ธรรมเหล่านี้ต้องพึงปฏิบัติให้เกิดกับจิตอยู่ตลอดเวลา รักษากำลังใจเข้าไว้ มรรคผลนิพพานเกิดขึ้นได้แน่นอนในชาติปัจจุบัน

          ๘. ถ้าร่างกายไปไม่ไว จักทำอย่างไร ก็ตอบว่าไม่ทำอย่างไร คิดว่าทำใจไม่ให้ห่วงกังวลในร่างกายอย่างเดียว นั่นเป็นเพียงแค่สัญญา ไม่ใช่ตัวปัญญาในการตัดกิเลส-ตัดสักกายทิฎฐิ จักต้องใช้ปัญญา พิจารณาเข้าหากฎธรรมดาของร่างกาย ที่จักต้องประสบกับการเจ็บไข้ได้ป่วยและตายไปในที่สุดเป็นของธรรมดา ร่างกายเป็นรังของโรค จิตชอบฝืนความจริง คิดอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้จักต้องทรงสภาพดี-ไม่เจ็บ-ไม่ป่วย-ไม่ไข้ ความคิดอย่างนี้เป็นสักกายทิฎฐิ ให้พยายามหักล้างความคิดนี้ออกจากจิตใจ เพราะนั่นเป็นความหลงอย่างชัดเจน

          ๙. ทำอะไรจงอย่าวู่วาม ให้รักษากำลังใจให้เป็นปกติเสียก่อน ปกติในที่นี้คือ จิตเรียบง่าย อย่าให้มีอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจแม้แต่นิดเดียว พยายามเอาวิปัสสนาญาณมาฟอกจิตให้ยอมรับนับถือตามความเป็นจริงอยู่เสมอ โดยพิจารณาธรรมภายนอกก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้น ธรรมภายในก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้น อย่าฝืนธรรมจิตก็จักสุข-สงบ ปล่อยวางสภาวธรรมไปตามความเป็นจริง และจงอย่าลืมเตือนตนเองเอาไว้เสมอว่าทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นทางปฏิบัติของเราแต่ผู้เดียว จงอย่าเอาเรื่องของคนอื่นมาเกี่ยงข้องด้วยกายภายนอก การอยู่ในโลกก็ย่อมเกี่ยวข้องกับคนและสัตว์ อยู่ในสังคมก็ต้องมีสังคมเป็นปกติ แต่จิตนั้นจักไม่ข้อง อยู่ด้วยสักแต่ว่าพบ สักแต่ว่าเห็น ผ่านแล้วธรรมสัมผัสเหล่านั้นก็ดับไปแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกัน การละให้ละที่จิตดวงนี้ อย่าไปละภายนอก

          ๑๐. พิจารณาทุกอย่าง ให้เห็นความเป็นจริง เห็นธรรมดา มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น จิตอย่าไปฝืน ใหม่ ๆ กิเลสมันชอบให้คิดค้านความเป็นจริง ก็ต้องต่อสู่กัน รักษากำลังใจใคร่ครวญถึงความเป็นจริงว่าเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้น จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ฝึกให้จิตยอมรับให้ได้ อย่าไปฝืน ฝืนเท่าไหร่หนักใจเท่านั้น ถ้ายอมรับเห็นธรรมดาเมื่อไหร่ จิตจักเบาใจไม่มีกังวล ไม่มีความหนักหรือกลุ้มอะไรเลย เห็นหรือประสบกับเหตุการณ์ใด ๆ ก็ไม่มีการสะเทือนใจหรือฝืนใจ แม้ร่างกายจักป่วยไข้ไม่สบาย ก็เห็นเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง ให้พยายามเข้านะ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่