พระธรรม

ในเดือน...ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๕. แก่สารของร่างกายไม่มี ก็จงอย่าไปท้อแท้ใจกับมัน ให้เห็นเป็นธรรมดาของมัน เพียรปล่อยวางให้จิตอย่าไปอาลัย หรือกังวลกับปกติธรรมของร่างกาย จิตใจก็จักมีแต่ความเบาใจ ไม่หนักใจกับอาการที่แปรปรวนของร่างกาย การวางเฉยกับสภาวะธรรมดาของร่างกาย ก็เป็นการเฉยอย่างผู้รู้-ผู้คิดพิจารณาในกฎธรรมดานั้น ๆ แต่มิใช่เฉยอย่างเบื่อหน่ายชิงชัง หรือเฉยโดยไม่คิดอะไรเลย จักต้องดูอารมณ์ของจิต ว่ายังเกาะติดร่างกายอยู่ตรงไหนบ้าง วิปัสสนาญาณ คือการเข้าไปรู้ร่างกายตามความเป็นจริง รู้จนกระทั่งปล่อยวางร่างกายไม่กังวล หรืออาลัยหรือหนักใจในร่างกายอีก

          ๑๖. ให้ดูจิตในปัจจุบันธรรมอยู่เสมอ อย่าตำหนิใครทั้งสิ้น ให้เห็นความเป็นไปของกฎของกรรม ไฟโทสะ-ราคะ-โมหะก็จักบรรเทาบงด้วยการเห็นตามความเป็นจริง ไม่มีใครอยากชั่ว-อยากเลว แต่เป็นเพราะกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรม มันส่งผลบังคับให้เขาต้องเป็นไปอย่างนั้นเอง ตัวเรา-จิตเราเท่านั้นที่พึงสำรวมไว้ อย่าให้หลงไปในกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรมให้มากจนเกินไป จงกล่าวโทษโจทย์ตัวเองเอาไว้เสมอ ถ้าจิตมีสติ-สัมปชัญญะรู้ธรรมปัจจุบัน ก็จักรู้จักการรักษาความดีในจิตของตนให้ตั้งมั่น ตราบนั้นก็จักไม่มีใครเลว เห็นแต่ธรรมที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่ แล้วดับไปเท่านั้น

          ๑๗. อย่าคิดดี จักเอาดีไม่ได้ เมื่อรู้สึกตัวว่าทำอะไรมักจักขาดสติ-สัมปชัญญะ ไม่ค่อยคิดก่อนแล้วจึงทำ ก็จงจำแล้วหมั่นแก้ความใจร้อนของจิต อันเป็นการขาดตัวใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ อย่าสักแต่ว่าทำลวก ๆ ผลที่ออกมาก็เป็นที่เสียใจไปอีก จักเป็นการขาดทุนใหญ่ จิตหมอง พิจารณาอารมณ์จิตไว้ให้ดี แล้วจักเห็นกิเลสอีกมากมาย อย่าไปคิดว่าดีเสียก่อน จักเอาดีไม่ได้

          ๑๘. ดูอาการแปรปรวนของร่างกาย ก็ให้เห็นเป็นธรรมดา อายุมากขึ้น ร่างกายคือธาตุ ๔ ก็เสื่อมลง กำลังวังชาก็ถอยลงก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้ทำจิตยอมรับนับถือกฎธรรมดานั้น ๆ การพิจารณาร่างกายหรือขันธ์ ๕ แม้กระทั่งกรรมฐาน ๔๐ หรือมหาสติปัฏฐานสูตร ให้ลงในอริยสัจอยู่เสมอ จึงจักถูกต้องตรมหลักทางปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ร่างกายมันเป็นทุกข์ มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง อย่าไปคิดว่าผิดธรรมดา หน้าที่ที่แท้จริงคือ รักษาจิตใจให้ผ่องใส คนเรามักจักหลงรักษากาย มากกว่ารักษาจิตใจ เป็นห่วงกายมากกว่าเป็นห่วงจิต ข้อนี้เป็นธรรมละเอียด เป็นสักกายทิฎฐิ ต้องคอยโจทย์จิตของตนเอง แล้วค่อย ๆ สังเกตไป จักเห็นอารมณ์ที่ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์นี้อย่างมากมาย

          ๑๙. คำว่า จงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น จงปฏิบัติให้เกิดแก่จิตให้มาก ๆ แม้จักสนใจไปในความดีก็ตาม ก็เป็นการทำจิตให้วุ่นวาย เวลานี้ควรจักดูแลตนเองให้มาก ๆ คำว่าดูแลตนเองหมายถึงการดูแลจิตใจ อย่าให้หวั่นไหวไปกับโลกธรรมให้มากนัก จักต้องประคองจิตเข้าไว้ให้ทรงอยู่ในอุเบกขาให้มาก อย่าให้หวั่นไปไปทั้งความดีและความชั่ว โดยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ อย่าไปติดอะไรทั้งหมด ให้ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่เท่าที่จักทำได้ ประการสำคัญที่สุดคือ ทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา แล้วจงอย่าห่วงอะไรทั้งหมด ทำใจให้ปล่อยวางอยู่เสมอ หมั่นตรวจจิตให้ปล่อยวางตั้งแต่เช้ายันหลับไปเลย หมั่นตรวจให้ทุกวันทุกเวลา แล้วจักเห็นความบกพร่องของจิต ที่จักต้องแก้ไขอีกมากมาย

          ๒๐. ทำใจให้เย็นสบาย อย่าเร่งรีบในการงานให้มากจนเกินไป ทำอารมณ์ให้เบา ๆ จิตจักได้เป็นสุข ไม่เร่าร้อน ให้หมั่นถามจิตตนเองว่า จักร้อนไปทำไม เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ในความร้อนนั้น เป็นความโง่หรือความฉลาด เป็นกิเลสหรือเป็นอุปาทาน ปุจฉา-วิสัชนา ให้จิตยอมรับในสภาวะที่เสวยอารมณ์แห่งความเร่าร้อนนั้น ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ให้พยายามปล่อยวางทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าเอากิเลสของตนมาฝืนความเป็นจริง กรรมใดอย่าให้ล่วงเกินพระรัตนตรัย การสำรวม-ระวังเป็นของดี ดูกาย-วาจา-ใจให้เรียบร้อย ให้เห็นกฎของกรรมเป็นเรื่องธรรมดา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่