พระธรรม

ในเดือน...ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนเพื่อนของผม ซึ่งสุขภาพไม่ดี - ป่วยบ่อยๆ ไว้ดังนี้

          ๑๖. ดูทุกอย่างให้เป็นกฎของกรรม การปฏิบัติจักได้แคบเข้า ไม่กว้างออกไปให้จิตฟุ้งซ่าน หรือวุ่นว่ายกับสิ่งภายนอก ชีวิตร่างกายมาตามกรรม และไปตามกรรม ธรรมดาของร่างกายเป็นเช่นนี้ อย่าไปกังวลกับสิ่งใด ๆ นอกเหนือจากการรักษาจิตของตนเอง บุคคลอื่นไม่สำคัญ การเป็นโรคทำให้เห็นชีวิตนี้สั้นเข้ามา ความประมาทจักต้องไม่มีในจิต ให้รู้จักเตือนตนเองเอาไว้เสมอ เวลาของชีวิตมีไม่มากนัก หายใจเข้าหายใจออก ให้ระลึกนึกถึงความไม่ดีของจิตของตนเองไว้เสมอ เรื่องของคนอื่นจิตอื่นในเวลานี้ พึงปล่อยวางให้มาก เพื่อจักได้มีเวลาให้กับจิตของตนเอง หาทางให้จิตวิเวกให้มากที่สุด การพิจารณาธรรมก็จักก้าวหน้าขึ้นไป ปล่อยวางภาระของกายกรรม วจีกรรม ให้มากที่สุด การฝึกสติสัมปชัญญะ จักทิ้งอานาปาไม่ได้

          ๑๗. อย่าลังเลใจในการประกอบคุณงามความดี ทำเท่าที่จักทำได้ อย่าคิดว่าจักไม่มีผล เพราะบุญทำให้จิตเยือกเย็นมีความสุข คบกับบุญดีกว่าคบกับบาป ในขณะเดียวกันการทำบุญเพื่อบูชาพระคุณของท่านฤๅษี ยิ่งมีค่าหาประมาณมิได้ แต่จุดใหญ่คืออย่าลืมปฏิบัติบูชา ทำเพื่อให้จิตเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน คือ ชำระจิตให้พ้นจากอำนาจของกิเลส นั่นแหละถือเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา อย่างแท้จริง เป็นสุขที่สุดเนื่องจากจิตบริสุทธิ์ วิมุติพ้นจากอำนาจของกิเลสทั้งปวง เป็นสุขที่ไม่อิงอามิสใดๆ ทั้งหมด

          ๑๘. อย่าเหนื่อยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เห็นเป็นธรรมดาอยู่เสมอ ใครเขาเลวก็จงอย่าไปเลวกับเขาด้วย ปล่อยวางให้มากที่สุด และให้บันทึกปัญหาที่มีผู้มาถามแล้ว เจ้าตอบได้บ้าง ตอบไม่ได้บ้าง ต้องให้ตถาคตตรัสตอบบ้าง เพื่อประโยชน์ และเพื่อความเข้าใจของผู้ปฏิบัติ ที่อันจักพบปัญหาเยี่ยงนี้บ้าง เช่น
                  ก) เรื่องเกี่ยวกับอานาปา นิมิตภาพพระ และวิมานที่พระนิพพาน ความมีอยู่ว่า พอจับลมหายใจเข้าออกจนจิตเป็นสุขมาก บางครั้งถึงชั่วโมงหรือกว่านั้น ภาพพระนิพพาน บางครั้งก็หายไป ตอบว่า อานาปาทำให้จิตสงบเย็นเป็นสุข จิตเข้าสู่ความเป็นฌานสมาบัติได้ทั้งรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ บุคคลใดเคยทำได้แล้วในอดีตชาติ ก็จะเกิดขึ้นเองเหมือนทำได้ง่ายๆ ครั้งใดจิตจับรูป จิตกำหนดอยู่กับรูป จิตเป็นฌานในรูปภาพนิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้จิตเห็นก็ยังทรงอยู่ดี แต่ครั้งใดที่จิตไม่กำหนดรูปไว้กับจิต เพิกรูปไปเสียจากจิตหรือจิตมีอารมณ์ไม่พอใจในรูป จิตเข้าไปอยู่ในอรูป ขณะนั้นก็เป็นอรูปฌาน ภาพหรือนิมิตต่างๆ ก็จะหายไปด้วย ขออธิบายไว้สั้นๆ แค่นี้
                  ข) ทำไมความสว่างของจิต หรือประกายของจิต ทำไมจึงมีแกน คำถามนี้ตอบไม่ได้ต้องขอบารมีพระ ทรงตรัสตอบความว่า “จิตของผู้ปฏิบัติเมื่อเข้าสู่อริยเจ้า ถ้าเป็นพระโสดาบัน จิตก็จักเป็นประกาย ๑ ใน ๔ ส่วน อีก ๓ ส่วนเป็นแกน ถ้าเป็นพระสกิทาคามี จิตจักเป็นประกาย ๒ ใน ๔ ส่วน อีก ๒ ส่วนเป็นแกน ถ้าเป็นพระอนาคามี จิตจักเป็นประกาย ๓ ใน ๔ ส่วน อีก ๑ ส่วนแกน ถ้าเป็นพระอรหันต์ จะมีประกายหมดทั้งดวงไม่มีแกนเลย แต่ที่หดเข้าหดออกเป็นเพราะพระอริยเจ้าในระดับนั้น ๆ ยังไม่เป็นผล เป็นเพียงแค่อริยมรรค อาทิเช่นพระโสดาปัตติมรรค ก็จักเป็นประกายหดเข้าหดออกใน ๑ ใน ๔ ส่วน แต่ถ้าบรรลุพระโสดาปัตติผลเมื่อไหร่ ประกายนั้นก็จะคงที่” (ตรัสโดยสมเด็จองค์ปฐม) “การตอบนี้เป็นการตอบ โดยกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ คือเมื่อเขามีปัญหาถามเข้ามา เราก็ตอบเขาไปตามกรรม แต่จักขอเตือนว่า ถ้าหากนิมิตของจิตได้ปรากฏเป็นประกายแก่เจ้า หรือพวกเจ้า ก็จงอย่าเพิ่งเชื่อนิมิตนั้น เนื่องจากพวกเจ้าได้ศึกษาเรื่องสังโยชน์มาพอสมควร พึงรู้นิมิตก็นำมาเทียบกับอารมณ์ ถ้าหากยังตัดสังโยชน์เหล่านั้นไม่ได้จริงๆ นิมิตที่เกิดขึ้นก็เป็นมารมาหลอกให้หลงว่าเป็นพระอริยเจ้าในระดับนั้นๆ ที่ให้ตอบไปเพราะเพื่อแก้ข้อข้องใจของบุคคลอื่น แต่ตัวพวกเจ้าเองก็ดูจิตที่ตัดสังโยชน์เป็นสำคัญ เมื่อใดสังโยชน์ละ หรือตัดได้สนิทแล้ว นั่นแหละจึงจักเป็นพระอริยเจ้าระดับนั้นๆ แต่ทางที่ถูก จงอย่าคิดว่าตนเองเป็นพระอริยเจ้า จงรักษากำลังใจเดินตามพระอริยเจ้าไปให้ตรงทางเท่านั้น แล้วจักรู้ได้เมื่อร่างกายนี้ตายไป
                  ค) ทำไมเมื่อพิจารณาร่างกาย จนบังเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว วิมานมันลดต่ำลงมา หมายความว่า ในอดีตเคยเห็นวิมานของตนอยู่บนพระนิพพาน แต่ในปัจจุบันเมื่อพิจารณาร่างกายจนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายแล้ววิมานมันลดลงมาอยู่แค่พรหม เพื่อนผมก็จนปัญญาตอบไม่ได้ ต้องขอบารมีพระให้ช่วยตอบ ทรงตรัสว่า “การที่เราไปเห็นถึงซึ่งพระนิพพานนั้น เป็นเรื่องของพระสงเคราะห์ให้เห็น แต่เมื่อเรามาปฏิบัติถึงระดับไหน ตัวนั้นเรียกว่า บารมีธรรม คือ ปฏิบัติได้แค่พระอนาคามี ก็อยู่แค่พรหม วิมานจึงไปปรากฏอยู่แค่พรหมตามบารมีที่ทำอยู่ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน แต่ถ้าหากทำจนไปถึงพระอรหันต์ วิมานก็จักปรากฏอยู่ที่พระนิพพานชัด วิมานที่พรหมก็จักหายไปเอง
                  ง) ทำอย่างไรจึงจะให้การพิจารณาร่างกายนั้นทรงตัว เพื่อนผมท่านก็อธิบายความว่า ให้ใช้บารมี ๑๐ พรหมวิหาร ๔ ซึ่งการพิจารณาจะต้องอิงกันอาศัยกันและกัน เมื่ออธิบายจบ พระองค์ทรงตรัสเตือนว่า “แม้แต่เจ้าเองก็จงอย่าคิดว่าพรหมวิหาร ๔ เต็ม อุเบกขารมณ์ยังไม่มีแก่จิตเพียงใด สังโยชน์ ๔-๕ ก็ย่อมไม่ขาดจากจิตเพียงนั้น” (หมายความว่า ปัจจุบันอย่างเก่งก็ตัดได้เพียงสังโยชน์ ๓ ข้อแรกเท่านั้น และอุเบกขารมณ์เป็นธรรมตัวสุดท้ายของบารมี ๑๐ คืออารมณ์ช่างมัน อะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกาย ก็เรื่องของร่างกายมัน หรือที่หลวงพ่อฤๅษีท่านบอกว่า ช่างเรื่องของร่างกายมัน ผู้ใดปฏิบัติได้ถึงจุดนี้ และมีอารมณ์นี้ทรงตัว สังขารุเบกขาญาณจึงจะเกิดขึ้น หากสังขารุเบกขาญาณเกิดก็จบกิจในพระพุทธศาสนา)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่