โลกธรรมภายนอก และโลกธรรมภายใน

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอน โดยให้หลักไว้ดังนี้

          ๑. เพลานี้พวกเจ้าต้องการที่จักพ้นโลก ก็จงพิจารณาโลกธรรม ๔ ตัวเท่าที่ติดอยู่นี้ ให้เห็นว่าเป็นคุณ หรือเป็นโทษเถิด ใช้ปัญญาค่อย ๆ พิจารณาว่าโลกธรรม ๔ ตัวนี้มันดีหรือไม่ อะไรมันเป็นเหตุทำให้จิตของเราติดมันได้ เมื่อพิจารณาจนรู้ถึงต้นเหตุ ก็จงดับต้นเหตุแห่งธรรมนั้นด้วยปัญญา อันเกิดจากการพิจารณานั้นๆ ก็จักตัดการติดโลกธรรม ๔ นี้ลงไปได้ง่าย

          ๒. โลกธรรมนั้นมีทั้งภายนอกและภายใน

               ก) โลกธรรมภายนอก คนอื่นเขาให้ลาภ - ยศ - สรรเสริญ - สุขแก่เรา นี่ภายนอก

               ข) โลกธรรมภายใน เช่น เวลาเรานำทรัพย์ไปซื้ออาหารมา นี่เอาแค่หยาบๆ เรียกว่าลาภปาก เราทำลาภให้เกิดขึ้นแก่ตัวเราเอง เราติดในลาภนั้นไหม

          ยศ สมมุติคุณหมอเป็นนายพล ยังไม่ออกจากราชการ ได้รับการแต่งตั้งมาแล้ว เคยไหมที่จักปลื้มใจ เวลานี้เราได้พลโท ต่อไปเราจักได้พลเอก นี่แต่งตั้งยศให้ตัวเองเสร็จ นึกปลื้มใจในยศว่า ต้องได้ตำแหน่งสูงขึ้น ให้ยศกับตัวเอง เอาตำแหน่งล่อจิตของตนเองให้ฟูเข้าไว้ก่อน หรือเหมือนกับคนที่ไม่มีความรู้ในพระพุทธศาสนาดีพอ ก็ชอบให้ยศตัวเอง ตั้งตนเองเป็นคณาจารย์ใหญ่ เที่ยวสอนคนให้ประพฤติผิดๆ ไป อุปมาอย่างนี้ชัดไหม (ก็รับว่า ชัด)

          ๓. หรืออย่างที่เจ้าศึกษาพระไตรปิฎก ภิกษุณีอยากมีชื่อเสียงเลื่องลือ เอาของกำนัลไปเป็นสินจ้างให้เล่านักฟ้อน - ร้องรำแต่งเพลงเชียร์ - สรรเสริญชื่อเสียงของตน ให้เลื่องลือขจรไปไกล นี่เป็นการให้ยศ และให้สรรเสริญแก่ตนเองเสร็จสรรพในตัว

          ๔. อนึ่งการสรรเสริญตนเอง คือ การสรรเสริญขันธ์ ๕ นี่ซิเห็นชัด บางขณะอาบน้ำอยู่ ชมตนเองว่า ร่างกายนี่มันสวยดีนะ ผิวดีนะ มันไม่สกปรกเท่าชาวบ้านเขา หรือบางขณะหวีผมอยู่ ผมนี่มันดีนะ ยังไม่ขาวหงอกเท่ากับคนในวัยเดียวกัน หน้าตาเราก็ยังเข้าท่าอยู่ ไม่แก่เท่ากับคนวัยเดียวกัน นี่ตัวสรรเสริญที่ให้กับตัวเอง มันร้ายยิ่งกว่าคำสรรเสริญที่มาจากภายนอกเสียอีก

          ๕. สุขก็เช่นกัน การบริโภคอาหารให้กับตนเอง มีรสอร่อยคิดว่าเป็นสุข การนอนอย่างสบาย ไม่คิดว่าร่างกายจะตาย เพลิดเพลินในการนอน ก็คิดว่าสุข ร่างกายนี้แข็งแรง ไม่เจ็บ-ไม่ไข้ ก็คิดว่าสุข หรือในบุคคลผู้ยังเสพเมถุนธรรมอยู่ ได้เสพเมถุนธรรม ก็คิดว่าสุข

          ๖. โลกธรรมภายนอกเขาหลอกเรา แต่โลกธรรมภายในเราหลอกเราเอง โลกธรรมภายนอกเราก็โง่ที่มีความเชื่อให้เขาหลอก โลกธรรมภายใน เรายิ่งโง่หนัก มีความหลงเชื่อให้เราหลอกเราเองอย่างสนิทใจ จึงปลดโลกธรรมไม่ออกสักที ดูให้ดี ๆ ว่าต้นเหตุมันติดที่ตรงไหน ติดที่ร่างกายตัวเดียว พิจารณาให้ได้ ดูให้ออกว่าติดอย่างไร ติดตรงไหน ปลดตรงนั้น เหมือนคนปวดอุจจาระ แต่ไปปลดกระดุมเสื้อ ถ่ายทุกข์ได้ไหม ต้องปลดกางเกงจึงจักถ่ายได้ ทำให้มันตรงจุดก็ไม่มีอะไรจักไม่ตรง

          ๗. พวกเจ้าที่ยังปฏิบัติกันไม่ได้ผล เพราะติดอยู่ที่ตรงนี้ ไม่ทำให้ตรง สะเปะสะปะกันไปเรื่อย ดูให้ดี ๆ ซิ ใช้ปัญญามาว่ากัน ตีอารมณ์ไปเป็นจุดๆ แล้วจักพ้นทุกข์ของอารมณ์ ๒ กันไปได้เอง ดีไม่ดีมีสิทธิ์ว่ากันไปถึงพระอรหันต์เลยนะ ถ้าไม่โง่จนเกินไป

 

ศัตรูของโลกธรรม ๘ คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ต่อดังนี้

          ๑. ศัตรูของโลกธรรม ๘ คือศีล - สมาธิ - ปัญญา ที่ตถาคตยกอุปมาเพียงโลกธรรม ๔ เพราะจุดนี้ติดมาก และเป็นการถูกต้องที่นำมาพิจารณาจนครบ ๘ ทั้งโลกธรรมภายนอกและภายใน ดูอารมณ์จิตของตนเองเอาไว้ให้ดี มันหวั่นไหวกลับไปกลับมาอยู่ในอารมณ์ทั้ง ๘ ประการนี้ จักพอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี ไม่ถูกทั้งคู่ ครั้นจักให้จิตอยู่ในอารมณ์อัพยากฤต ทรงความเฉย ๆ อยู่โดยไม่มีฐานรองรับก็เป็นของยาก มันอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้น จึงต้องหาหลักปักไว้เป็นเครื่องยึดให้อารมณ์เฉยนั้นทรงตัวเข้าไว้

          ๒. เป็นอันดับแรก คือ สมถะภาวนาใน อานาปานัสสติกรรมฐานรู้ลมเข้าออกเข้าไว้ เป็นการบังคับจิตให้อยู่ในความสงบของอารมณ์ฌานได้ระยะหนึ่ง แล้วอันดับนี้ต้องเรียกว่ามีสมาธิกำหนดรู้คือกำหนดรู้คือตั้งใจทำกันให้จริงๆ มิใช่ทำบ้างหยุดบ้าง ขี้เกียจก็เลิก ขยันก็ทำ อย่างนี้ก็ไม่เป็นเรื่องเหมือนคนมีตุ่มใส่น้ำใช้ เห็นมันพร่องอยู่ค่อนตุ่ม ทั้งๆที่จักต้องตักน้ำเติมอยู่แล้ว แต่ขี้เกียจทำ ไม่ เอาว่ะ ยังพอมีใช้ วันหลังค่อยตักก็ได้ นี่สภาพจิตมันบิดตระกรูดอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา จึงหาความเพียรจริงๆ ไม่ได้สักที

          ๓. เมื่อรู้ลมเข้าลมออก จักควบกับคำภาวนาได้ด้วยยิ่งดี หรือจักบวกภาพพระอันเป็นกสิณให้จิตทรงตัวได้ก็ยิ่งดี เมื่อจิตมีกำลังก็ถอนจากสมาธิมาพิจารณาหรือวิปัสสนา สภาพของขันธ์ ๕ หรือสภาพของอารมณ์ที่เกาะติดขันธ์ ๕ จุดไหนด้วยการใช้ปัญญาแกะจุดนั้น

          ๔. หากเกิดอารมณ์เบื่อร่างกาย ให้พยายามวางเฉยลงในกฎธรรมดาของร่างกาย กำหนดพิจารณารู้ลมหายใจเข้าออกให้เป็นวิปัสสนาญาณ เห็นลมหายใจเข้าออกก็ไม่เที่ยง สักวันหนึ่งเมื่อมันหยุดหายใจ ร่างกายนี้ก็จักต้องตายไปตามกฎของธรรมดา ไตร ลักษณญาณ คลุมหมด ธรรมดาของมันเป็นอย่างนั้น

          ๕. ถ้าเรายังมีความเบื่อหน่าย มีอารมณ์หดหู่ ก็ถือว่าเป็นอารมณ์เศร้าหมองมีความไม่พอใจ ฝืนกฎธรรมดา ควรจักปล่อยวางไม่ใช่ไปเศร้าใจกับกฎธรรมดานั้น นี่มันทุกข์กับไตรลักษณ์เสียแล้วหรือ ความทุกข์ของร่างกาย หรือไตรลักษณ์นี้ฝืนไม่ได้ จักเศร้าโศกเสียใจไปกับมันทำไม เพราะธรรมดาของมัน มันเที่ยงอยู่อย่างนั้น มันมีเกิด แล้วก็แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา เราก็วางเฉยในมัน เพราะรู้ด้วยปัญญาว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวตนของเรา หรือของใคร มันเป็นกฎไตรลักษณ์ คือ ธรรมดาของมันเป็นอย่างนี้เอง พิจารณาไปให้จิตมันสงบ จนกระทั่งยอมรับนับถือกฎธรรมดา จิตก็จักเป็นสุข คือ วางเฉยในไตรลักษณ์ได้ ทำให้ดีๆ นะ จักได้ถึงพระอรหันต์ไม่ยากนัก

 

โทษหรืออันตรายจากการฝังเข็ม
(เจ้าหญิง - เจ้าชายนิทรา)

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เรื่องหลวงปู่ชาถูกฝังเข็มจนเป็นอัมพาต และพูดไม่ได้จนกระทั่งตาย นั่นคนฝังเจตนาให้ตาย แต่ในบางกรณี หมอฝังเข็มจับตำแหน่งพลาด ฝังผิดที คนไข้ก็มีสิทธิ์รับกรรมไปเหมือนกัน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของร่างกายได้มาก

          ๒. ความผิดพลาดของหมอ มิใช่อยู่ที่เจตนาจะให้พลาด แต่บางครั้งกฎของกรรม ก็บีบยังคับให้เกิดความผิดพลาดได้ เหมือนกรณีหมอผ่าตัดให้ยาคนไข้ดมจนเกินเวลาไป อันไปทำให้กดระบบประสาทของคนไข้หยุดทำงานตามปกติไป จนในที่สุดต้องตัดสินใจเอาออกซิเจนช่วยหายใจ แต่ ระบบประสาทที่แปรปรวนไปก็ไม่สามารถจะทำงานให้กลับมาเป็นปกติได้ คนไข้จึงมีสภาพเหมือนเจ้าหญิงนิทรา แต่แก้ไขเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้น เอาเครื่องช่วยหายใจออกเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น<

          ๓. ข้อนี้อุปมาฉันใด การไปฝังเข็มก็ฉันนั้น เพราะเขาใช้ฝังกับระบบวิญญาณธาตุ หรือเส้นสายของระบบประสาทโดยตรง ผลที่ได้ไม่คุ้มกับผลที่เสีย คือ เสี่ยงอันตรายค่อนข้างสูง ซึ่งคนไข้ถ้าหากมีทางเลือกก็ไม่พึงเสี่ยงเข้าไปรับการรักษาด้วยวิธีนี้ ใครๆ ที่เล่าลือว่าได้ผลดี ขอให้ดูผลของการรักษาต่อไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน

          ๔. หมอทุกราย ต่างก็คิดว่าตนเองมีการรักษาเป็นยอดทุกราย ยกเว้นหมอที่เป็นพระ (ทรงหมายถึงท่านเป็นพระทั้งกายและใจ ท่านตัดสังโยชน์ได้หมดแล้ว) เลิกหวังผลของการมีชื่อเสียงตอบแทนแล้ว (ทรงหมายถึงพระที่ไม่ติดในโลกธรรม ๘ แล้ว หรือพระอรหันต์นั่นเอง) นั่นท่านไม่จำเป็นจักต้องโฆษณาตนเอง ใครไปหามีกรรมผูกพันกับท่าน ท่านก็รักษาได้ ยิ่งมีศรัทธาในฐานะลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระชินสีห์ด้วยกัน ท่านยิ่งมีเมตตาสงเคราะห์ให้มาก

          ๕. เรื่องนี้พระองค์ทรงหมายถึง หลวงปู่ไวย นั่นเอง เพราะท่านจบกิจในพุทธศาสนามาหลายสิบปีแล้ว (หลวงพ่อฤๅษีท่านบอก) ก่อนบวชท่านก็เป็นหมอแผนปัจจุบัน เป็นหมอศัลยแพทย์ มีความรู้เรื่องระบบประสาทของร่างกายมนุษย์เป็นอย่างดี ท่านเล่าให้ผมฟังเป็นส่วนตัวว่า ท่านคิดว่าท่านรู้เรื่องระบบประสาทตามตำราแพทย์เป็นอย่างดี แต่พอไปพบพระพุทธเจ้าๆ ท่านรู้มากกว่าท่านสุดประมาณ ในเรื่องระบบประสาทสัมผัสของร่างกายนี้ ผมขอเขียนไว้เท่านี้

          ๖. ทรงตรัสเน้นว่า เส้นปลายระบบประสาทบางอันเล็กยิ่งกว่าเส้นผม ถ้าแทงพลาดนิดเดียวจักมีอันตรายเกิดขึ้นได้ เอาเข็มจิ้มหลายครั้งความบอบช้ำของเส้นประสาทก็มีมาก อาจจักขาดไปเลยก็เป็นได้ หากชำรุดเสียหายแล้ว มันไม่มีตัวใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนได้เลย นี่ว่ากันด้วยเหตุผล

          ๗. สมัยท่านฤๅษีอยู่ นอกจากนักบวชที่ฝังเข็มให้หลวงปู่ชาเป็นอัมพาต จักมาขอฝังเข็มให้ท่านแล้ว ก็ยังมีหมอซินแสจีนต่างๆ ดยลูกศิษย์หามาบ้าง เสนอตัวเข้ามาเองบ้าง เพื่อขอฝังเข็มให้ท่านฤๅษี แต่ถูกปฏิเสธทุกราย เพราะท่านฤๅษีทราบผลเสียหายที่จักเกิดแก่วิญญาณธาตุนี้ และเรื่องนี้ท่านก็ได้ถามพระพุทธเจ้า มีอธิบายชัดมาตามข้างต้นนี้ ท่านฤๅษีจึงไม่ยอมให้ใครมาฝังเข็มให้เป็นอันขาด

          ๘. พระอรหันต์ไม่มีใครอยากอยู่ เพราะร่างกายเป็นทุกข์ก็จริงอยู่ แต่พระอรหันต์ก็จำเป็นต้องอยู่ เพื่อเป็นหลักให้แก่พระพุทธศาสนา การทรงขันธ์ ๕ เอาไว้ ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชนให้เข้าซึ้งถึงธรรมะ การมีร่างกายท่านจึงรักษาร่างกายไว้เท่าที่พึงจักทำได้ ไม่เบียดเบียนร่างกาย รักษาโรคให้ร่างกายตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ท่านมีพระคอยบอกให้รู้ว่า ควรหรือไม่ควรที่จักรักษาโรคให้เป็นไปอย่างนี้ และท่านมีสติปัญญารอบรู้ด้วยเหตุผล เพราะท่านทราบดีในอาการ ๓๒ ของร่างกาย ว่ากอปรขึ้นด้วยประการใด มีสภาพอย่างไร

 

การไปสนใจกายผู้อื่น
ยังไม่ร้ายเท่าการสนใจกายตนเอง
ซึ่งเป็นกามสัญญาตัวจริง

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การไปสนใจกายคนอื่น คือ ไปมีจิตกำหนัดอยากได้ในร่างกายของคนอื่นนั้น ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการสนใจกายของตนเอง มีจิตกำหนัดคือรัก อยากให้ร่างกายตนเองมีสภาพมั่นคง แข็งแรง ไม่เสื่อมอยู่อย่างนั้น จุดนี้ซิสำคัญ เพราะจักต้องรบกับกามสัญญาตัวจริง ที่ดึงให้จิตของเราต้องกลับมาเกิดอยู่ในโลกทั้งสามนี้ได้อีก

          ๒. ที่สำคัญ เพราะจิตดวงเดิมมีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นมานานนับอสงไขยกัปไม่ถ้วนว่า ร่างกายนี้มีในเรา เมื่อมีเราเกิดขึ้น อัตตาตัวตนก็เกิดขึ้น ตัวเราเกิดขึ้นตัวเดียว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดตาม นี่ญาติเรา นั่นของเรา ผัวเรา เมียเรา ยึดมั่นถือมั่นไปหมด นี่เป็นกามตัณหา เป็นอารมณ์พอใจในรูป หรือร่างกายของตนเป็นต้นเหตุ

          ๓. เมื่อมีเรา ก็ต้องมีเขา มีพวกเราก็มีพวกเขา ถ้ากรรมผูกพันกันมาทางดี กุศลนำหน้าก็ถูกชะตากัน เป็นผู้มีความพอใจกัน แต่ถ้าหากมีกรรมผูกพันกันมาทางร้าย อกุศลนำหน้าก็ไม่ถูกชะตากัน เป็นผู้มีความไม่พอใจซึ่งกันและกัน นี่ศัตรูเรา นี่ไม่ใช่พวกเรา มันพวกของเขา นี่แหละเมื่ออัตตาเกิดขึ้นตัวเดียว ทำให้จิตผูกพันยึดมั่นถือมั่นในอัตตานั้น

          ๔. หากพวกเจ้าขยันหมั่นเพียรทำลายตัวยึดมั่นถือมั่นอยู่ในอัตตานี้ กล่าวคือ ไม่เห็นว่าร่างกายมีเรา มีเขา แต่ที่สำคัญจักต้องทำอสุภกรรมฐานภายใน ให้เกิดแก่ร่างกายของตนเอง จนกระทั่งหมดความรู้สึกว่าร่างกายนี้มีในเรา ถ้าถึงจุดนั้นความรักในร่างกายของตนเองนั้นไม่มี เราก็หมดความกำหนัดอยากได้ แล้วร่างกายของใครเล่าที่จักทำให้เราเกิดความกำหนัดอยากได้

          ๕. สภาพของร่างกายเหมือนๆ กันหมด เมื่อลอกเนื้อลอกหนังออก อวัยวะภายในก็สกปรก ไม่ว่าคนหรือสัตว์ สกปรกเหมือนกันหมด พิจารณาไปเถิด ตีให้มันแตก ทั้งท่อง ทั้งจงอย่าละความเพียร ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของได้ไม่ยาก ให้เข้าใจทำก็แล้วกัน

          ๖. ทบทวนให้ช่ำชอง ไม่ใช่อ่านครั้งเดียวแล้วคิดว่าจำได้ อย่างนั้นเป็นเพียงแค่สัญญา แต่หากนำมาทบทวนธรรมให้ช่ำชอง ปัญญาก็จักเกิดได้ที่ตรงนี้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่