พระธรรม

ในเดือน...ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๘. ให้เห็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับร่างกายนี้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่ไม่มีใครที่สามารถจักหลีกเลี่ยงได้ จิตอย่าได้ไปเดือดร้อนกับมัน รักษามันไปตามหน้าที่ ถ้าหายก็ถือว่าวาระกรรมนั้นสิ้นสุด ถ้าไม่หายก็ถือว่าวาระกรรมนั้นยังให้ผลอยู่ จักต้องเป็นไปอย่างนั้นอยู่ดี ร่างกายมันต้องเป็นไปของมันอย่างนั้นอยู่ดี ไม่สามารถบังคับได้ เห็นธรรมอันเป็นสภาวะเกิด-แก่-เจ็บตายเกิดขึ้นแก่ผู้ใด เกิดขึ้นกับสัตว์-วัตถุธาตุ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ก็น้อมสภาวะนั้น ๆ เข้ามาสู่จิตใจของตน แม้ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ของเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน จงเพียรพยายามปล่อยวาง อย่าเข้าไปยึดถือมัน เพราะทุกอย่างเป็นทุกข์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอยู่เสมอ แล้วให้พยายามอยู่กับพระให้มาก ๆ รู้ลมหายใจเข้า-ออกไปด้วย ภาวนาไปด้วย จิตจักได้เป็นสุข

          ๙. การเตรียมตัวเตรียมใจรับความตายเป็นของดี เพราะนั่นเป็นวิถีจิตของผู้ไม่ประมาทในชีวิต ทราบสภาวะการตายได้ของร่างกายอยู่ตลอดเวลา เรียกว่ารู้เท่าทันสภาวะของร่างกายตามความเป็นจริง ที่ว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง อีกทั้งความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย จักตายลงไปเมื่อไหร่ก็ได้ การมีชีวิตอยู่ก็ต้องรู้จักการถนอมสุขภาพของร่างกาย ทำอะไรจงอย่าเบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป รักษาสุขภาพอย่าให้ทรุดโทรมจนเกินไป ความแก่-ความเจ็บ-ความตายอันเกิดกับร่างกายห้ามไม่ได้ก็จริงอยู่ แต่ความแก่-ความเจ็บชะลอได้ในการรู้เท่าทันกองสังขารนี้ และถ้ารักษาจิตใจให้เป็นสุข กายก็จักเป็นสุขด้วย

          ๑๐. ให้หมั่นสังเกตอารมณ์ของใจเอาไว้เสมอ ดังที่เจ้าเห็นว่ามันกระสับกระส่ายออกนอกลู่นอกทางอยู่ตลอดเวลานั้นถูกต้องแล้ว ตัวสติ-สัมปชัญญะเป็นตัวกำหนด จิตเป็นผู้รู้ จักเห็นอารมณ์ที่แลบไปสู่นิวรณ์ ๕ อยู่ตลอดเวลา นั่นแสดงว่าจิตไม่สงบแล้ว ตกเป็นทาสของกิเลสแล้ว ให้รีบระงับเสีย กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกเข้าไว้ แล้วให้รู้สึกสบาย จึงพิจารณาหาความจริง จิตจึงจักสงบ ให้พยายามทำให้มาก ก่อนที่จักทำอะไรลงไปให้ใคร่ครวญพิจารณาก่อนแล้วจึงทำ ความผิดพลาดก็จักเกิดขึ้นได้น้อย ความเสียหายก็จักไม่มี การทำอะไรก็ควรจักพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง งานออกมาก็จักดี

          ๑๑. ให้พยายามดูอารมณ์ของจิตใจเป็นสำคัญ ดูอย่างมีสติ-สัมปชัญญะ ก็ต้องระลึกนึกถึงอานาปานัสสติเอาไว้ด้วย จิตใจจักได้ไม่ฟุ้งซ่าน ให้เอามรณาเข้ามาควบคุมปรามจิตเข้าไว้ ร่างกายทรุดโทรมถึงปานนี้แล้ว ความตายก็ใกล้เข้ามาแล้ว ยังจักประมาทอีกหรือ จิตนี้ถ้าไม่คอยตักเตือนมันก็จักหลงคอยเตลิดไปกับอารมณ์ของกิเลสอยู่เสมอ การทำงานจงอย่าใจร้อน ทำอะไรให้ค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปคิดว่าต้องเสร็จภายในวันเดียวนั่นจักเป็นทุกข์ เพราะจิตไปตั้งความปรารถนาไว้ เป็นตัณหาทะยานอยากไปเสียอีก ให้ทำเท่าที่จักทำได้ ทำพอสมควรแก่เวลา-แก่ร่างกาย ทำให้รู้จักคิดว่าพอดี จิตก็จักไม่เป็นทุกข์

          ๑๒. เมื่อเกิดเหตุความร้อนใจขึ้นในจิต ก็พึงพิจารณาหาเหตุที่ทำให้เกิดความร้อนใจนั้น แล้วพึงหาทางแก้ไขที่ต้นเหตุนั้น ความร้อนใจก็จักหายไป แล้วเมื่อความร้อนใจมันดับไป ก็พึงพิจารณาถอยหน้า-ถอยหลังเพื่อรู้จักหน้าตาของกิเลสนั้น ๆ เอาไว้ด้วย เพื่อจักไปข้างหน้าเหตุเหล่านี้จักไม่ต้องเข้ามาเป็นที่กวนอารมณ์จิตให้ขุ่นมัวได้อีก

          ๑๓. ดูความไม่เที่ยงของร่างกาย แล้วให้ทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมตามความเป็นจริง จิตก็จักเยือกเย็นไม่รุ่มร้อน เพราะเห็นตามความเป็นจริง ภาระอื่นใดให้ทำไปตามหน้าที่ของการมีร่างกาย แต่จิตใจนั้นพึงมีภาระ คือพิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงเพียงอย่างเดียว ให้พยายามรักษากำลังใจให้ทรงตามนี้เป็นปกติ อย่าได้มีความประมาทในชีวิต

          ๑๔. มัชฌิมาปฏิปทานี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะหากไม่ประคองอารมณ์จิตเข้าไว้ในส่วนนี้ ก็จักเข้าสู่ส่วนสุด ๒ อย่างได้โดยง่าย กรรมฐานแต่ละกองก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค (ตึงไป) หรือกามสุขขัลลิกานุโยค (หย่อนไป) ได้ทุกกอง ให้สังเกตเอาไว้ให้ดี เรียนรู้คำว่ามัชฌิมาปฎิปทาเข้าไว้ ถ้าทำได้ กาย-วาจา-ใจก็จักสงบเยือกเย็นได้เป็นลำดับไป อารมณ์ของจิตก็จักเจริญได้ถึงที่สุด การสอนเป็นอนุโลม-ปฏิโลม เพราะจิตของผู้ปฏิบัติละเอียดไม่พอ รู้จักมัชฌิมาปฏิปทาไม่พอ การสอนจึงต้องย้อนซ้ำที่เก่าเสมอ (เพราะพระองค์เป็นสัพพัญญู ย่อมรู้ได้ทุกอย่าง) การนึกสงสัยนั่นแหละดี ดีกว่าฟังส่งเดชไปโดยไม่คิด ฟังแล้วคิดจักรู้สึกตัวว่าปฏิบัติได้หรือไม่ได้ เป็นการโจทย์จิตของตนเองว่าปฏิบัติไปถึงไหนแล้ว มิใช่เอาแต่อุปาทานว่าเราได้แล้ว ไม่รู้จักคิดย้อนหน้า-ย้อนหลังว่าทำได้นั้นทำได้จริงหรือไม่ คำว่าทรงตัว คืออารมณ์ของจิตให้อยู่ในความดีได้ขนาดไหน ทรงตัวตัดสังโยชน์ได้ระดับใด นี่จักต้องรู้จักจิตของตนเอง อย่าหลอกตัวเอง-หลอกผู้อื่น หาความดีไม่ได้ ดูจุดนี้เอาไว้ให้ดี เวลาของร่างกายหรืออายุของร่างกายมีการเหลือน้อยเต็มที จงอย่าประมาทในชีวิต ให้หมั่นเพียรทำจิตให้พ้นทุกข์อย่างแท้จริง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่