พระธรรม

ในเดือน...ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนเพื่อนของผม ซึ่งสุขภาพไม่ดี - ป่วยบ่อยๆ ไว้ดังนี้

          ๘. เรื่องการเจริญศีล สมาธิ ปัญญา โดยหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ความมีอยู่ว่า เพื่อนผมฟังเทปคำสอนของท่าน แล้วจึงเข้าใจว่า เมื่อเจริญศีลจนบริสุทธิ์แล้ว ความอบอุ่นเกิดขึ้นกับจิตใจมาก ก็เจริญสมาธิให้เป็นมหาสติ แล้วเจริญปัญญาให้เป็นมหาสติปัญญา รู้เท่าทันความเป็นจริงของขันธ์ ๕หรือร่างกายว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ไม่ใช่กิเลส มันเป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปเท่านั้น จึงเข้าใจคำว่าปกติธรรม แต่อารมณ์จะเข้าถึงจุดที่หลวงตามหาบัวว่านั้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์ ทรงตรัสว่า “ถูกต้องแล้ว ที่กล่าวถึงปกติธรรม ทุกอย่างมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น ในขันธ์ ๕ หรืออายตนะ ๖ เมื่อจิตรู้อารมณ์ ไม่ปรุงแต่งไปในธรรมทั้งภายนอกและภายใน จิตตรงนั้นก็เป็นปกติธรรมตลอดเวลา จิตวิมุติเป็นจิตรอบรู้อยู่ทุกๆ ขณะจิต มีสติ ปัญญาที่สมบูรณ์ และเป็นการถูกต้องอย่างยิ่งที่เจ้าไม่ทะนงหลงตนว่า รู้แล้วจักเป็นพระอรหันต์ เพราะการรู้ยังไม่ใช่ตัวปฏิบัติ ให้ตั้งใจทำความเพียรต่อไป ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าประมาทในชีวิต เวลาเหลือไม่มากนัก

          ๙. ปล่อยวางขันธ์ ๕ ของตนเองได้เพียงอย่างเดียว ก็จักวางได้ทุกอย่าง รักษาอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี อย่าให้มีความประมาทในชีวิต อาการของโรคที่เป็นอยู่มีสิทธิ์ตายได้ตลอดเวลา ให้พยายามนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ พร้อมกันนี้ให้พยายามตัดความอาลัยอาวรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เสีย เห็นทุกอย่างพังหมด ที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือ ถ้ายังติดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จักทำให้กลับมาวนเวียนอยู่ในโลกนี้อีก จงพยายามปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือขันธ์ ๕ ของตนเอง จุดนี้เป็นหลักใหญ่ที่สุด เพราะหากวางขันธ์ ๕ ของตนเองได้อย่างเดียว ก็จักวางได้ทุกอย่าง ร่างกายเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป พิจารณาให้เห็นร่างกายตามความเป็นจริงเท่านี้ก็พอ ให้จิตยอมรับความจริงให้ได้ อย่าฝืนความจริง พิจารณาจนจิตสงบมีอารมณ์เยือกเย็น นั่นแหละจิตจักไม่ดิ้นรน จิตมีความสุขในทุกๆ เรื่องราวที่เข้ามากระทบขันธ์ ๕ หรือเข้ามาทางอายตนะสัมผัส จิตรู้จิตเห็นกฎของกรรมตามความเป็นจริง อย่าห่วงใคร ให้ห่วงจิตตนเองเป็นสำคัญ

          ๑๐. ขอให้เชื่อกฎของกรรมนั้นมีจริง ให้หลีกเลี่ยงกับการปะทะคนพาลให้มากที่สุด จงอย่าไปต่อปากต่อคำด้วย เพราะรังแต่จักทำให้ขาดทุน เขาด่า เขาว่า ก็ปล่อยให้เป็นกรรมของเขาแต่เพียงผู้เดียว จงอย่าไปรับกรรมนั้นมา รังแต่จักทำให้เสียอารมณ์จิต เสียเวลา เสียผลของการปฏิบัติความดีเปล่าๆ บุคคลผู้ใกล้อเวจีมหานรกเข้าไปทุกที จงอย่าไปสนใจหรือใส่ใจให้มากนัก รักษากำลังใจของตนเองเข้าไว้ให้อยู่ในความดียังจักดีกว่า อดทน ข่มใจ อย่าไปแสดงความไม่พอใจโต้ตอบเป็นอันขาด รักษากำลังใจให้เป็นสุข สร้างอภัยทานให้เกิดกับจิต แล้วผลกรรมที่เขากระทำมา ย่อมตอบสนองเขาอย่างหนักไปเอง ขอให้เชื่อกฎของกรรมนั้นมีจริง ในอดีตชาติเจ้าย่อมทำกรรมอย่างนี้มาก่อน ก็จงชดใช้หนี้กรรมมันไป ถ้าหากพ้นวาระกรรมเมื่อไหร่ เจ้าก็พ้นจากสภาวะที่ถูกแกล้งอย่างนี้แน่นอน อย่าไปโกรธเขา ให้สร้างอภัยทานแล้วแผ่เมตตาให้แก่เขาให้มากๆ แล้วจิตของเจ้าก็จักเยือกเย็นลงเอง (ทรงตรัสสอนเพื่อนผมซึ่งสร้างกรรมไว้มากในอดีต)

          ๑๑. สงฆ์สมมุติมาจากคน เรื่องของสงฆ์อย่าไปยุ่งเกี่ยว เอาเป็นว่ารับรู้ปฏิปทาของแต่ละองค์เอาไว้ก็แล้วกัน แต่อย่าไปปรุงแต่งธรรม ปล่อยเรื่องที่รู้แล้วเกิดขึ้นให้ดับไปเป็นธรรมดา อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องผิดธรรมดา เพราะสงฆ์สมมุติมาจากคน ในเมื่อศีลาจารวัตรไม่ครบ กิเลสก็ย่อมไม่ต่างจากคนธรรมดาไปสักเท่าไหร่ จงอย่าไปตำหนิกรรม เห็นปกติธรรมเป็นอย่างนี้ แล้วอย่าไปขุ่นข้องหรือหงุดหงิดใจให้เสียเวลา และขาดทุนในการปฏิบัติด้วย จิตจักต้องยอมรับะรรมดาให้มาก แล้วความพอใจหรือไม่พอใจจักเกิดกับจิตให้เสียอารมณ์ มองทุกอย่างด้วยตาปัญญา แล้วจิตก็จักปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง จิตก็จักโล่งโปร่งสบาย ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่กังวลกับเหตุการณ์ใดๆ ทั้งหมด จิตมีปัญญา ทำให้บังเกิดอารมณ์ที่เยือกเย็น

          ๑๒. อารมณ์ คือ สังขารปรุงจิตให้ผิดธรรมดาอยู่เสมอ อย่าไปไว้ใจร่างกาย อย่าไปคิดว่าร่างกายนี้ดี ให้เห็นเป็นปกติธรรมของร่างกายว่ามีแก่ มีเจ็บ มีตายเป็นของธรรมดา เมื่อไม่ไว้ใจในร่างกาย ก็จงอย่าไว้ใจจิตของตนเอง จิตมักจักมีอารมณ์คิดฝืนความจริงของร่างกายอยู่เสมอ จิตบอดจิตไร้ปัญญา อารมณ์คือสังขารปรุงจิตให้ผิดธรรมดาอยู่เสมอ ร่างกายเจ็บป่วยอยู่เป็นปกติ อารมณ์ก็ปรุงแต่งอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้พึงเป็นปกติสุข ไม่เจ็บ ไม่ป่วย สั่งการปรุงจิตเป็นอารมณ์ที่ฝืน ไม่ยอมรับความจริง อันเป็นปกติธรรมของร่างกายอยู่เสมอ เมื่อเรารู้ตามนี้ก็จงฝึกฝนจิตเข้าใจอยู่เสมอ อย่าไปไว้วางใจจิต ตราบใดที่ยังเข้าถึงพระอรหัตผลไม่ได้ ตาบนั้นคำว่าไว้ใจจิต จงอย่าได้มีเป็นอันขาด ดูเข้าไว้เสมอความประมาทจักได้น้อยลง การเดินสายเข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย

          ๑๓. ให้สังเกตอาการของทางร่างกายเอาไว้เสมอ เมื่อรู้ว่าอ่อนเพลีย อาการไม่ค่อยดีก็พึงหาทางพักผ่อนให้มาก ๆ อย่าคิดว่าพอทนได้ ก็ทำงานเรื่อยเปื่อยตามปกติ จักเป็นที่เบียดเบียนร่างกายอย่างยิ่ง และไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติของจิตใจ เพราะร่างกายจักสร้างทุกขเวทนาให้บังเกิดไปถึงจิตใจ จิตยังตัดละวางขันธ์ ๕ หรือร่างกายไม่ได้ ก็จักทุกข์กังวลอยู่ตามนั้น การรู้รอบในกองสังขารได้ชื่อว่าปัญญานั้น มิใช่รู้เพียงขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา จักต้องรู้รอบว่าอยู่อย่างไรจึงจักพอดี ที่จักไม่ให้ขันธ์ ๕ เบียดเบียนเราด้วย การประคองขันธ์ ๕ เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เป็นการบรรเทาทุกขเวทนาด้วยปัจจัย ๔ นั้น จึงพึงอยู่ในหลักมัชฌิมาปฏิปทา ขึ้นชื่อว่าเป็นการรอบรู้ในกองสังขารด้วยปัญญา อย่าเอากิเลสมาเป็นเครื่องวัดในการปฏิบัติข้อนี้ จักต้องเอาความจริง เอาเหตุเอาผลมาเป็นเครื่องวัด จึงจักถูกต้องโดยธรรม

          ๑๔. การอยู่กับคนหมู่มาก ยากที่จักหลีกเลี่ยงการนินทาได้ ทรงตรัสว่า ที่เจ้าพิจารณาว่าการอยู่กับคนหมู่มาก โดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกัน ยากที่จักหลีกเลี่ยงการนินทาได้ พึงให้รู้ไว้ว่า มิใช่แต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ชอบนินทา ผู้ชายก็เช่นกัน มักจักมีการกล่าวถึงคนโน้นคนนี้ ทำให้เขาเสียหาย ด้วยการเอ่ยพาดพิง กรณีนี้เรียกว่าจิตยังละเอียดในทางด้านกรรมบถ ๑๐ ยังมีไม่พอ ให้เห็นโทษของวาจา เพราะพิจารณาไม่รอบคอบ ให้พยายามตั้งสติ อย่าเป็นผู้ริเริ่มพูดถึงผู้อื่น หรือกล่าวถึงบุคคลที่ ๓ แต่ถ้าหากบุคคลอื่นกล่าวขึ้นก่อน ก็พึงมีสติว่าเราจักไม่เข้าร่วมผสมด้วยในด้านวจีกรรม เรื่องนี้จักต้องฝึกฝนตัวเอง ให้สติทันจิตทันวาจา ก็จักทำให้เลิกนินทา หรือพาดพิงถึงบุคคลที่ ๓ ไปได้เอง ด้วยปัญญาที่พิจารณาเห็นคุณและโทษของวจีกรรมอย่างแท้จริง

          ๑๕. การควบคุมวจีกรรม ทรงตรัสว่า การจักควบคุมวจีกรรมได้นั้น จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาเห็นคุณ เห็นโทษของคำพูดในแต่ละครั้ง และที่เจ้าพิจารณาว่า ทุกวันนี้ที่พูดๆ ไปอยู่นี้ ก็มีบ่อยครั้งที่พูดไปด้วยอารมณ์ที่มีกิเลส นั่นเป็นการถูกต้องแล้ว เมื่อมีจิตละเอียดขึ้นก็จักรู้จักระวังอารมณ์คือกิเลสในการพูด ซึ่งอันจักนำไปสู่ ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ในกาย วาจา ใจ อันจักเป็นการปฏิบัติที่บริบูรณ์ พร้อมตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ให้มีสติค่อยๆ ทำไป เรื่องนี้มิใช่กระทำได้เร็วนัก แต่ก็สมควรที่จักทำเพื่อให้จิตได้มีความละเอียดในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่