(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน ธันวาคม ๒๕๓๘)

วิริเยนะทุกขะมิจเจติ จักพ้นทุกข์ได้ด้วยความเพียร




 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การรู้ตนเองว่ายังบกพร่องเรื่องสติสัมปชัญญะนั้น ก็เป็นธรรมดา เพราะอานาปานัสสติของพวกเจ้านั้นยังไม่ทรงตัว ให้หมั่นกำหนดรู้เข้าไว้ แล้วให้ระลึกไว้เสมอว่า ในชีวิตของเรามีความปรารถนาอันใดสูงสุด (ก็ตอบว่า พระนิพพาน)

          ๒. ในเมื่อต้องการพระนิพพาน ก็จงมีสติ สัมปชัญญะกำหนดรู้เอาไว้ด้วยว่า ทำอย่างไรจึงจักก้าวถึงซึ่งพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน วิริเยนะทุกขะมัจเจติ อย่าลืมจักล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรของเจ้าเองเป็นสำคัญ ธรรมอดีตก็เป็นธรรมอดีต รู้อนาคต รู้อดีต รู้ปัจจุบันให้เห็นความเป็นจริง แล้วอารมณ์จักมีความสุข เพราะไม่ดิ้นรนให้เกินไปจากความเป็นจริง ตถาคตกล่าวเพียงสั้นๆ แค่นี้ นำเอาไปคิดดูใคร่ครวญเอาเองก็แล้วกัน จักได้กำหนดอารมณ์พิจารณาธรรมดาได้ถูกในธรรมนั้นๆ

          ๓. ถ้าเห็นธรรมดาหมดเมื่อไหร่ หรือทำจิตได้ ไม่ฝืนธรรมดาเลย เมื่อนั้นเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ เวลานี้ยังไม่ใช่ จึงมีอารมณ์ฝืนเป็นธรรมดา แต่ไม่ควรทิ้งอารมณ์พิจารณาตัวนี้ ให้ทำไปเรื่อยๆ เพื่อจักเจริญธรรมอยู่ในจิตให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนกว่าจิตจักยอมรับนับถือกฎของธรรมดาอย่างจริงจัง

          ๔. ให้ย้อนพิจารณาคำสอนที่เคยสอนมาเอาไว้เสมอๆ ความละเอียดในธรรม จักเข้าใจกระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องนี้ผู้ใดรู้จักบริโภค ผู้นั้นย่อมอิ่มเป็นธรรมดา ขี้เกียจหรือขยันก็อยู่ที่ตนเอง

          ๕. อนึ่ง ความหนักของจิตจักลดน้อยลง ถ้าหากคลายอารมณ์ของการเกาะติดอยู่ อยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ เมื่อยามใดที่มีอารมณ์หนักใจ ให้ตรวจสอบหาสาเหตุของการที่ทำให้หนักใจ แก้ไขที่ตรงนั้น ให้พิจารณาไปจนถึงที่สุด ก็จักแก้ไขได้

 

ธรรมที่เป็นไปได้ทั้งถูกและผิด

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จุดนี้ให้ดูอิทธิพลของสัญญา ที่ไปกำหนดจดจำไปสิ่งที่ตาสัมผัสรูป หูได้สัมผัสเสียง แต่จิตไม่คาดโทษ คนเปิดน้ำไหลทั้งนั้น เป็นสัญญาที่จดจำในธรรมที่กล่าวโทษ โจทย์ผู้ทำของเสียหาย ต้องตกสู่อเวจีมหานรก นี่ล้วนแต่ความจำได้ของจิตทั้งนั้น ซึ่งทำให้จิตเกาะติดอยู่ตามนั้น เจ้าเลยปรับอาบัติเขาแบบพุทธบัญญัติ หากผู้ใดผ่านไปเห็นของสงฆ์เสียหาย แล้วไม่จัดการแก้ไข หรือบอกให้ผู้อื่นแก้ไขกี่องค์ก็ปรับเท่านั้น จิตเกาะติดในกรรมจนเอาไปฝันนี่ไม่ดี เพราะไปเกาะกรรมชั่วของผู้อื่น จุดนี้จึงมีทั้งถูกและผิด ถูกที่พึงรักษาของสงฆ์ ผิดเพราะไปเอาจิตไปเกาะกรรมที่คนอื่นเขาทำเอาไว้ อีกจุดหนึ่งคือ ในอดีตเจ้าโกรธและขุ่นเคืองในบุคคลผู้เปิดน้ำ - เปิดไฟของวัดทิ้งไว้ แต่ในปัจจุบันอารมณ์ของเจ้ามันเปลี่ยนเป็นสงสารเขาแทนเพราะไม่อยากให้เขาเป็นโทษ เพราะไม่รักษาของสงฆ์ เพราะฉะนั้น รักษาอารมณ์จิตตัวเมตตานี้เข้าไว้ให้ดี แต่พยายามวางตัวอารมณ์เกาะติดในกรรมผู้อื่นให้หมดสิ้นไปด้วย เพราะพรหมวิหารมี ๔ ข้อ ต้องใช้ให้ครบ โดยเฉพาะอุเบกขา

          ๒. มรรคผลจักได้จริงต่อเมื่อเอาจริงกันในทางด้านปฏิบัติเท่านั้น >ให้สำรวจกาย - วาจา - ใจ ว่าจุดไหนบกพร่องบ้าง เพราะบางครั้งจิตตกอยู่ในอำนาจความโกรธ - โลภ - หลง และบางขณะก็ฟุ้งซ่านไปด้วยอำนาจของนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ จุดนี้จักต้องแก้ไขให้ได้ ถ้าแก้ไขไม่ได้มรรคผลก็จักได้ยาก ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกผู้ชี้แนะ ตนจักต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น อย่าทะนงตนว่าดีแล้ว และจงอย่าประมาทในชีวิต อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ค่า มุ่งทำความเพียรเพื่อพระนิพพาน ต้องทำกาย - วาใจ - ใจให้ได้มรรค - ผล - นิพพานด้วย

          ๓. อย่าไปคิดว่าเพศสมณะกับฆราวาสไม่เท่ากัน ความจริงแล้วอยู่ที่การสำรวมกาย - วาจา - ใจ ให้ถึงพร้อมด้วยศีล - สมาธิ - ปัญญา อยู่ที่ความตั้งใจจริงของใจเท่านั้น ว่าจักรักษาศีล - สมาธิ - ปัญญาจริงหรือไม่ อย่าจริงแค่สัญญา ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองให้มาก ๆ แล้วให้พิจารณาอันไหนเป็นสัญญา อันไหนเป็นปัญญาด้วย มิใช่ทำไป ๆ เหมือนคนตาบอด จิตบอดไม่รู้จักแยกแยะ จักต้องทำไปรู้ไป จึงจักใช้ได้ เช่น <>รู้ว่าสุขภาพไม่ดีก็ต้องเพิ่มความไม่ประมาทในชีวิต ไม่มีใครฝืนกายสังขาร ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้ การทรงชีวิตอยู่ก็อยู่กับความทุกข์ ต้องจมอยู่กับกายที่สกปรกไม่เที่ยง ต้องเป็นภาระให้ชำระสะสางทุกวัน จิตต้องคอยกังวลกับสุข-ทุกขเวทนา ซึ่งเป็นธรรมดาของร่างกาย หากใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง จักเห็นธรรมของร่างกายปรากฏอยู่อย่างนั้นด้วยปัญญา ที่รู้ - ที่เห็นตามความเป็นจริงอยู่อย่างนี้ จิตก็จักคลายกังวลและวางเฉยในปกติธรรมของร่างกายลงได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทุกบทเนื่องถึงจิตกับร่างกายเหมือนกันหมด อย่าประมาทคิดว่าเราจักยังไม่ตาย พระอริยเบื้องสูงท่านไม่ประมาท คิดถึงความตายทุกขณะจิต ท่านพร้อมที่จะทิ้งกายนี้อยู่เสมอ จิตมุ่งสู่พระนิพพานจุดเดียวอย่างมั่นคง รู้ลม -รู้ตาย - รู้นิพพาน

          ๔. อย่าไปตำหนิใครว่าปฏิปทาไม่เหมือนกับเรา ชีวิตของแต่ละคน มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นเครื่องจำแนก และถูกจองจำด้วยผลของกรรม อันเกิดจาการกระทำของตนเอง ดังนั้น จงเอาจิตรอด ส่วนกายนั้นมันไม่รอดอยู่แล้วเป็นธรรมดา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่