เบียดเบียนผู้อื่นเห็นง่าย เบียดเบียนตนเองเห็นยาก

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอน โดยให้หลักไว้ดังนี้

          ๑. เรื่องการเบียดเบียนจัดเป็นธรรมขั้นสูงในพรหมวิหาร ๔ ข้อแรก คือ เมตตา ความรักจักต้องรักตนเองก่อนอื่น เพราะสิ่งที่เรารักที่สุดในโลกนี้ก็คือตัวเราเอง ปุถุชนหลงคิดว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา จึงเอาอกเอาใจร่างกายตนเอง ปรนเปรอตนเองจนเกินพอดี แต่กลับไม่ค่อยสนใจจิต ซึ่งความจริงก็คือตัวเราที่อาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราวเท่านั้น

          ๒. ขนาดสิ่งที่เรารักที่สุด เราก็ยังเบียดเบียนมันได้ แล้วผู้อื่น คนอื่น ทำไมเราจักเบียดเบียนเขาไม่ได้ ดังนั้นการเบียดเบียนผู้อื่นจึงทำได้ง่าย เห็นง่าย แต่ที่จะเห็นการเบียดเบียนตนเองนั้นเห็นยาก รู้ตนเองยาก เพราะชอบเข้าข้างตนเองอยู่แล้ว

          ๓. จึงเป็นของธรรมดา เพราะการเห็นความเบียดเบียนของผู้อื่น นั่นเป็นการเห็นของปุถุชน ซึ่งผู้เห็นก็มักจักโทษบุคคลผู้มากระทำความเบียดเบียนต่อตนเองนั้น แต่การเห็นความเบียดเบียนตนเอง คือ การรู้กฎของกรรม รู้อารมณ์ที่เบียดเบียนตนเอง รู้กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุเป็นการรู้ของ อริยชน จึงต่างกันที่ตรงนี้ จักให้เห็นเหมือนๆ กันหมดนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

          ขอสรุปว่า ผู้ใดพิจารณาธรรมในธรรมเรื่องนี้ได้ด้วยตนเองแล้ว ก็จะรู้ธรรมในระดับเดียวกันได้หมด เช่น เรื่องตำหนิผู้อื่นนั้นง่าย แต่ตำหนิตนเองนั้นยาก, เรื่องทำชั่วนั้นทำง่าย แต่ทำดีนั้นทำยาก, เรื่องขี้เกียจนั้นทำง่าย ขยันนั้นทำยาก, เรื่องผู้อื่นมาบอกให้เรารู้ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ก็สู้เรารู้ด้วยตนเองครั้งเดียวไม่ได้ เป็นต้น

 

ร่างกายมีสภาพเหมือนผีหลอก

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การมีร่างกายก็เป็นทุกข์อย่างนี้แหละ มองหาความสุขของร่างกายจักไม่มีเลย ไม่ว่าร่างกายตนเองหรือผู้อื่น จักเห็นสภาพของความทุกข์ อันพึงมีได้จากร่างกายทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงแต่ธาตุลมที่หายใจเข้าออกก็ไม่เที่ยง หากยึดถือเข้าไว้ก็เป็นทุกข์ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ แม้แต่อากาศธาตุ หรือแม้ที่สุดวิญญาณธาตุก็ไม่เที่ยง ร่างกายมีเวทนาไปต่าง ๆ นานา อิ่มก็ไม่เที่ยง บัดเดี๋ยวหิวใหม่ หิวก็ไม่เที่ยง บรรเทาทุกข์แล้วก็อิ่มใหม่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยมีอยู่กับร่างกาย เพราะความไม่เที่ยงนี้เป็นปกติธรรมดาของร่างกาย

          ๒. เมื่อร่างกายมันมีความไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ ร่างกายจึงมีสภาพเหมือนผีหลอก หลอกให้ตนเอง คือ จิตหลงยึดในความไม่เที่ยงนั้นว่าเป็นเราเป็นเขา จึงทำความเกาะติดในร่างกายอย่างไม่มีวันที่สิ้นสุด

          ๓. เมื่อพิจารณาถึงความไม่เที่ยงแล้ว ก็พึงดูธรรมที่เที่ยงของร่างกาย อันเมื่อร่างกายนี้มีความเกิดขึ้นมาในเบื้องต้น มีความ เที่ยงที่จักต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวัง มีความกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ มีความตายเป็นที่สุด ล้วนแต่เที่ยงทั้งสิ้น

          ๔. พิจารณาอย่างนี้แล้ว ให้จิตพึงยอมรับกฎธรรมดา อย่าวางอารมณ์พิจารณานี้เสีย ทำให้ได้เป็นปกติ แล้วที่สุดจิตจักวางร่างกายลงได้ด้วยอุบายนี้ ให้ถามตนเองว่า ทำไมจึงต้องเกิดมามีร่างกาย? ทำไมร่างกายจึงต้องแก่? ทำไมร่างกายจึงต้องเจ็บ? ทำไมจึงต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ? ทำไมจึงต้องมีความปรารถนาไม่สมหวัง? ทำไมจึงมีอารมณ์กระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ? และทำไมร่างกายจึงต้องมีความตายไปในที่สุด? นี่เป็นเพราะอะไร หาคำตอบมาคิดพิจารณาให้เกิดปัญญาด้วยสัจธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ค่อย ๆ คิด แล้วค่อย ๆ หาคำตอบที่แท้จริงให้พบ แล้วพวกเจ้าจักเห็นแจ้งในธรรมของร่างกาย อันชื่อว่า สักกายทิฎฐิ นี้ตามความเป็นจริง

 

อะไรทำให้คุมศีลสมบูรณ์ได้ กับการบวชเนกขัมมะบารมี

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. เนกขัมมะบารมีจักสมบูรณ์ เมื่อบุคคลนั้นเข้าถึงพร้อมซึ่งศีล - สมาธิ - ปัญญา หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนี้ เป็นต้น

          ๒. การบวชมิใช่อยู่ที่โกนหัวห่มผ้าเหลืองห่มผ้าขาว อย่างนั้นยังจัดไม่ได้ว่าเป็นเนกขัมมะบารมีในพุทธศาสนา เพราะสักแต่ว่าบวชกายเท่านั้น ยังไม่ได้ชื่อว่าบวชใจ

          ๓. การบวชขั้นต้น คือ จักต้องมีศีลพร้อมสมบูรณ์เป็นปกติ จักเป็นศีล ๕ - ๘ - ๑๐ - ๒๒๗ ก็ต้องให้สมบูรณ์ตามกำลังศีลของตน เจ้ารู้ไหมอะไรทำให้คุมศีลสมบูรณ์ได้ (ตอบว่า เมตตา - กรุณา และหิริ - โอตตัปปะ)

          ๔. นั่นว่าด้วยศีลเบื้องต่ำ อย่างพวกเจ้านี่ ต้องว่าด้วยศีลเบื้องสูง จักให้ศีลสมบูรณ์ แต่พรหมวิหาร ๔ จักต้องมีพร้อมครบทั้ง ๔ ตัวด้วย ศีลจึงจักสมบูรณ์ได้

          ๕. อนึ่ง จักต้องใช้ปัญญาบารมีเป็นที่ตั้งของการพิจารณาธรรมโดยธรรมด้วย ทุกอย่างต้องอิงกัน อาศัยซึ่งกันและกัน ศีล-สมาธิ-ปัญญา จึงจักสมบูรณ์ได้

          ๖. อย่าลืม เนกขัมมะบารมี บวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ เชื้อในที่นี้คืออารมณ์เลวของจิต ๓ ประการ คือโมหะ - โทสะ - ราคะ การบวชก็จักต้องกำหนดรู้ไว้เพื่อระงับ หรือตัดอารมณ์เหล่านี้ให้สิ้นซากไป

          ๗. กิเลสเหล่านี้ พระตถาคตเจ้าได้แจกแจงแบ่งออกเป็นรายละเอียดแล้ว ก็คือสังโยชน์ ๑๐ ประการนั่นเอง เพราะฉะนั้น จงอย่าทำสะเปะสะปะจักไร้ผล

          ๘. สมาธิ คือ ความตั้งใจ กำหนดรู้อารมณ์ให้ทรงอยู่ในความดีตลอดเวลาเป็นปกติ

          ๙. สำหรับปัญญา คือ รอบรู้ในความเป็นจริงของขันธ์ ๕ โดยกำหนดรู้ทุกข์ในอริยสัจเป็นหลักสำคัญ เพราะนั่นคือปัญญาในหลักของพระพุทธศาสนา

          ๑๐. เจ้าฟังแล้วจงนำไปคิด และพิจารณาให้ลึกซึ้งในเนกขัมมะบารมี ให้ยิ่งขึ้นกว่านี้ อย่าสักเพียงแต่ว่าฟังแล้วไม่จำปล่อยวางไป ก็ไม่เกิดผลประโยชน์อันใด

 

หลงใหญ่ คือหลงร่างกายหรือ
หลง สักกายทิฎฐิ ว่าการเกิดเป็นของดี

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเพื่อนของผมถึงเรื่องนี้ไว้ ดังนี้

          ๑. ให้พิจารณาความจริงของขันธ์ ๕ ว่ามีทุกข์อย่างนี้อยู่เป็นปกติ ไล่สอบอารมณ์ของจิตว่า เกาะติดอยู่ในขันธ์ ๕ ขนาดไหน และให้พิจารณาว่าทำไมเจ้าถึงต้องมีกรรมใดที่ทำให้ต้องเจ็บป่วยอย่างนี้

          ๒. เหตุเพราะเกิดจากกรรมปาณาติบาตในชาติก่อน ซึ่งเจ้าทำเอาไว้เอง เมื่อความเจ็บป่วยปรากฏ ก็จงอย่าโทษใคร โทษใจตนเองที่สร้างกรรมนี้ให้เกิด และจุดที่โง่ที่สุดคือ ความปรารถนาอยากจักมีร่างกายเยี่ยงนี้ในกาลก่อน จึงทำให้เจ้าเกิดมามีร่างกายเยี่ยงนี้อีก

          ๓. การป่วยมันมีทุกๆ ชาติ แต่เจ้าก็ไม่จำ ไม่เข็ดในการมีร่างกาย การแก่มันก็มีทุกๆ ชาติ แม้บางชาติอาจจักตายตั้งแต่เด็ก หรือเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ยังมีคนอื่นแก่ให้เห็นอยู่ทุกชาติ แต่เจ้าก็ไม่จำ ไม่เข็ดในการมีร่างกาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็มีทุกชาติ แต่เจ้าก็ไม่จำ ไม่เข็ด ในการมีร่างกาย การกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ความปรารถนาไม่สมหวังก็มีทุกชาติ แต่เจ้าก็ไม่จำ ความตายก็มีทุกชาติ แต่เจ้าก็ไม่จำ ไม่เข็ดในการมีร่างกาย

          ๔. จำอยู่แต่อย่างเดียวว่า การเกิดเป็นของดี ร่างกายมันจะไม่เจ็บ - ไม่แก่ - ไม่ตาย กินอิ่มนอนหลับแล้วมันไม่ตาย ได้คน - สัตว์ - วัตถุธาตุมาครอบครองก็สมหวัง โดยไม่คิดว่ามันจักพรากจากเราไป หลงอยู่ในลาภ - ยศ - สรรเสริญ - สุข ลืมทุกสิ่งทุกอย่างว่ามันจักต้องเสื่อมไป นี่ภัยใหญ่

          ๕. หลงใหญ่ คือหลงร่างกาย หรือหลงใน สักกายทิฎฐิ นี้ จึงทำให้เจ้าไม่รู้จักจำ ไม่รู้จักเข็ดจากความเกิดมีร่างกายเหล่านี้ จึงพึงมีสติกำหนดรู้ตามความเป็นจริงของร่างกาย ให้เห็นกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ และจงพยายามระงับเพราะยังตัดกันไม่ได้ ก็พึงระงับไว้ชั่วคราว ด้วยการพิจารณาดับเหตุแห่งกรรมนั้น (เพื่อผมก็คิดในใจว่า หากตายตอนนี้ก็ขอไปพระนิพพาน)

          ๖. ทรงตรัสว่า แค่นึกยังไปไม่ได้ จักต้องชำระอารมณ์ของจิตให้ผ่องใสเอาไว้ด้วย เกาะเวทนาอยู่อย่างนี้ ก็ยังได้ชื่อว่า เกาะในขันธ์ ๕ อยู่ จักไปได้อย่างไร

          ๗. ก็ให้พึงคิดอย่างท่าน พระอัสชิ คิด เมื่อท่านได้รับคำยืนยันจากองค์สมเด็จปัจจุบันว่า เมื่อรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ นั้นไม่ใช่เธอ เธอจึงยังทรงความดีในพุทธศาสนาอยู่ เจ้าก็จงหมั่นไล่พิจารณาไปว่า ขันธ์ ๕ ตัวไหนบ้างที่เป็นของเจ้า มันใช่เจ้าหรือ

          ๘. ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการเกิดอีก ก็ต้องพิจารณาไปให้ถึงที่สุด โดยไม่ต้องกลัวตาย ทุกขเวทนาที่บีบคั้นทางร่างกายอยู่ในเวลานี้ ก็จักเป็นทุกขเวทนาครั้งสุดท้ายในชาตินี้ ชาติต่อ ๆ ไป เราจักไม่ต้องกลับมามีร่างกายอย่างนี้ ให้ได้รับทุกขเวทนาอีก

          ๙. ดูอารมณ์ของจิตเข้าไว้ อย่าให้มันเกาะทุกขเวทนาของร่างกายให้มากนัก พิจารณาไปให้ถึงตัวธรรมดา แล้วจิตจักวางทุกขเวทนานั้น จักไม่หนักใจไปกับอาการของร่างกายเลย นี่เป็นการเข้าสู่อารมณ์ สังขารุเบกขาญาณอย่างอ่อนๆ นะ และพึ่งปฏิบัติให้ได้ด้วย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่