พระธรรม

ในเดือน...ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. นี่แหละคือร่างกาย ธาตุ ๔ มันเสื่อม-ไม่เที่ยงเป็นของธรรมดา ดูและพิจารณาขันธ์ ๕ ของตนอยู่อย่างนี้เป็นสำคัญอย่างเดียวก็พอ อย่าไปสนใจเรื่องของคนอื่น ขันธ์ ๕ นี้สร้างความทุกข์ให้กับจิตของเรามามากพอแล้ว อย่านำเอาเรื่องภายนอกมาทำทุกข์ให้เพิ่มกับจิตอีกเลย ให้พยายามปล่อยวางภายอนกเสียให้หมด พิจารณาแค่ภายในนี้ก็เป็นพอ

          ๒. เรื่องอารมณ์ขุ่นมัว ก็ต้องดูตามความเป็นจริงว่า ขุ่นมัวเพราะเหตุใด ถามจิต-ถามใจตนเองให้เห็นตามความเป็นจริง ทุกข์ของขันธ์ ๕ ตนเองก็มีมากพออยู่แล้ว อย่าเอาเรื่องของคนอื่นมาเพิ่มทุกข์เข้าไปอีกเลย พยายามทำใจให้สบาย ๆ เข้าไว้ ความเบาใจจักเกิดขึ้นกับจิต อย่าลืมชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าได้ประมาทในชีวิต ถ้าหากมัวแต่ทำอารมณ์ให้ขุ่นมัว ตายแล้วก็จักต้องไปสู่อบายภูมิ ระวังอารมณ์เอาไว้ให้ดี

          ๓. อย่าทำตนเป็นคนจิตฟุ้งซ่านวุ่นวาย ให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง กฎของกรรมย่อมบังคับคนทั้งหมดไม่ว่าใคร เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาทุกเรื่องให้ลงกฎของกรรม มันเป็นอย่างนั้นเองได้ ก็จักสบายใจ ให้ทำใจยอมรับกฎของกรรมมันเสีย อนึ่ง ความทุกข์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นมาเพราะอารมณ์ใจเป็นเหตุ ให้พิจารณาที่ใจนี้ แล้วพยายามตัดลงให้มาก จึงจักพ้นทุกข์ได้ ให้ถามตัวเอง ทุกข์เกิดเป็นความหนักใจหรือสบายใจ (ก็รับว่าหนักใจ) ให้โจทย์ตัวเองซิว่าโง่หรือฉลาด คิดให้เป็น อย่าเอาแต่ฟุ้งซ่าน

          ๔. มองธรรมดาให้พบ แล้วพิจารณาให้จิตยอมรับ ร่างกายก็คือร่างกาย มีคติของร่างกายเป็นอย่างไร มันก็เป็นอย่างนั้น อย่าไปกลุ้มใจหรือใส่ใจมากนัก การดูแลร่างกายก็ให้เป็นไปตามหน้าที่ พยายามสร้างความเบื่อหน่ายในร่างกายให้เกิดขึ้นกับจิต เพื่อคลายความรักในร่างกายของตนเองเสีย ถ้าไม่เบื่อจริง ๆ มันก็ยังรักอยู่ ต้องเบื่อจริง ๆ แล้วอยากมีร่างกายจริง ๆ ไม่ใช่ยุให้ฆ่าตัวตาย หากแต่ตามหลักของการปฏิบัติ สิ่งใดอันเป็นที่เบื่อหน่าย สิ่งนั้นเราก็ไม่อยากได้ ร่างกายก็เช่นกัน แต่เบื่อแล้วไม่ทำลาย หากแต่มองตามความเป็นจริง แล้วจิตจักวางร่างกายได้อย่างจริงใจ วางภาระ-ความกังวลลงเสีย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง มองธรรมดาให้พบ แล้วพิจารณาให้จิตยอมรับกฎธรรมดานั้นตามความเป็นจริง แยกจิต-แยกกาย-แยกเวทนา-แยกธรรมออกมาเป็นส่วน ๆ แล้วจิตจักเข้าถึงความสงบได้โดยง่าย

          ๕. รักษากำลังใจเข้าไว้ เรื่องการทำความดี มันก็ต้องอาศัยกำลังใจให้หนักแน่นเข้าไว้ อย่าย่อท้ออ่อนแอ ร่างกายมันแม้จักทรุดตัวไปตามวัยที่มากขึ้น แต่ก็ต้องเห็นเป็นธรรมดาของมัน และมันก็เป็นคนละส่วนกับจิตใจของเรา ดูงานที่ทำและดูอารมณ์ของใจ แยกมันให้ออก ดูขันธ์ ๕ ให้ออก เห็นการทำงานของขันธ์ ๕ แต่ละตัว ต้องใช้กำลังใจมากหน่อยจึงจักเห็นผล

          ๖. การทำงานทุกอย่างให้ทำด้วยใจ อย่าทำด้วยอารมณ์ การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ให้ทำด้วยใจ อย่าทำด้วยอารมณ์ ความเบื่อหน่ายท้อแท้ก็จักหายไป ทำด้วยใจที่มุ่งมั่นเพื่อพระนิพพาน งานที่ทำด้วยกายก็คือถือว่าทำเพื่อพระนิพพาน เพราะไม่หวังผลตอบแทน ถือเป็นพุทธาบูชา-ธรรมบูชา-สังฆบูชาได้อีกทางหนึ่ง จิตไม่ติดในลาภ-ยศ-สรรเสริญ-นินทา-สุข-ทุกข์ มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ทุกสิ่ง-ทำอย่างไม่มีอะไรทรงตัว ในที่สุดก็พังสลายตัวไปหมด ให้พยายามพิจารณาจุดนี้ให้ดี ๆ แล้วจิตก็จักมองเห็นธรรมได้ตามความเป็นจริง การปฏิบัติก็จักได้มรรคผลโดยง่าย

          ๗. อย่าจำเลว ให้จำแต่สิ่งที่ดี เพื่อนผมท่านเล่าให้ผมฟังว่า เพียงแต่ท่านคิดถึงเรื่องที่หมอเคยพูดว่า สมเด็จฯ องค์ที่เขียนนวโกวาทตายแล้วไปไหน เพียงแค่คิดจิตก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว พระท่านก็ตรัสสอนว่า อย่าจำเลว อย่าสนใจจริยาของผู้อื่น ให้มองในแง่ดีของท่าน ให้ดูความหวังดีในพุทธศาสนาของท่านที่อุตส่าห์นำธรรมหมวดต่าง ๆ มารวบรวมอธิบายเข้า แต่อธิบายพลาดไปบ้างก็เพราะปฏิบัติยังไม่ถึง เป็นความหวังดีที่เข้าใจพลาด ก็ควรจักอภัยให้ กรรมของท่านเป็นไปเช่นนั้นแล้ว ให้เคารพในกฎของกรรม อย่าตำหนิกรรม อย่าไปเพ่งโทษ ให้ดู-ให้รู้นำมาเป็นครูสอนใจตนเองเท่านั้นเป็นพอ เหตุทั้งหลายเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปแล้ว จงปล่อยวางเสีย อย่าไปพูดถึง-อย่าไปคิดถึงอีก จิตของตนจักได้ไม่ต้องหวั่นไหวกับกรรมของใครอีก (เพียงแค่คิดจิตก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว เพราะอารมณ์ยึดเป็นอุปาทาน เป็นอารมณ์ปรุงแต่งธรรม ตัวธรรมแท้ ๆ ต้องไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง ยึดแต่ของเลว ๆ ของดี ๆ มีอยู่มากกลับไม่ยึด แสดงว่าศีลในระดับ ๓ คือ จิตยังยินดีด้วยเมื่อเห็นผู้อื่นกระทำผิดศีลแล้ว) ทรงตรัสว่า “รู้แล้วก็ให้สำรวมระวังใจให้มากกว่านี้ การสำรวมระวัง คือ หมั่นฝึกฝนสติสัมปชัญญะรู้ตัวเข้าไว้เสมอว่า เวลานี้-ขณะจิตนี้คิดอะไรอยู่ ดีหรือเลว ใช้ปัญญาพิจารณาด้วย จักช่วยให้มโนกรรมบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่