พระธรรม

ในเดือน...ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนเพื่อนของผม ซึ่งสุขภาพไม่ดี - ป่วยบ่อยๆ ไว้ดังนี้

          ๑. เบื่อหรือที่พูดแต่เรื่องกายกับจิต จักให้พูดเรื่องอื่นก็ผิดหลักธรรมคำสอน เรื่องอื่นๆ กายอื่นๆ จิตอื่นๆ นั้นไม่สำคัญในขณะนี้ สิ่งที่สำคัญมีอยู่แต่เพียงกายเดียว จิตเดียว คือกายกับจิตของตนเองเท่านั้น อันเป็นหนทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้ อย่ามองใครหรือโทษใครว่าทำให้ร่างกายเราเป็นอย่างนี้ พึงเคารพกฎของกรรม ถ้ากรรมเหล่านี้เจ้าไม่ได้กระทำไว้ก่อน ก็ย่อมไม่ตกถึงเจ้าแน่นอน อนึ่ง ให้พิจารณาสืบไปเบื้องหน้า ถ้าหากยังมีขันธ์ ๕ ทรงอยู่ ทุกข์อย่างนี้ก็ยังจักเล่นงานเจ้าได้อีก รวมทั้งพิจารณาถอยหลัง อดีตชาติที่ผ่านมาก็พบทุกข์อย่างนี้เหมือนกัน พิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังให้เห็นสภาวะขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง เห็นกฎของกรรมตามความเป็นจริง จักได้มีปัญญาเกิดขึ้น ไม่หลงมัวเมา ปรารถนาในขันธ์ ๕ เยี่ยงนี้อีก ให้หมั่นฟอกจิตให้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา ตัวเบื่อตัวหน่ายยังเป็นปฏิฆะ คือ ความรู้สึกไม่พอใจ อันจัดได้ว่าเป็นเวทนา จิตไปหลงอยู่ในเวทนาก็ไม่ถึงไหน ตัวกังวลก็เป็นเวทนาเช่นกัน แล้วดูตัวปรุงแต่งอันเป็นสังขารธรรม หรือกรรมเป็นของเที่ยง อย่าไปปรุงแต่งธรรม ให้มีสติสัมปชัญญะ ระลึกเข้าไว้ ให้รู้อยู่เสมอแล้วจิตจักเป็นสุข ไม่เป็นภาระกับขันธ์ ๕ ทั้งปวง รู้จักกายกับจิตของตนเอง ก็จักรู้ถึงสังขารุเบกขาญาณ รวมไปถึงคลายกังวลในกายกับจิตหรือสิ่งอื่นๆ ภายนอกด้วย ผู้รู้อารมณ์ ผู้รู้กาย หรือผู้รู้ขันธ์ ๕ ได้ครบถ้วน ย่อมเป็นผู้รู้กิเลสและรู้เข้าถึงพระนิพพานได้ในปัจจุบันธรรม

          ๒. ดูอารมณ์แล้วเจ้าเห็นอะไรบ้าง ตอบว่าเห็นความหวั่นไหวของอารมณ์ คือกลัวบ้าง ไม่กลัวบ้าง บางครั้งเข้มแข็ง บางครั้งอ่อนแอ บางครั้งสู้กับเวทนา บางครั้งท้อแท้ ทรงตรัสว่านั่นแหละคือการดูจิตอย่างแท้จริง อย่าโกหกตนเอง ก็จักสามารถแก้ไขฝึกฝนจิตของตนเอง การแก้ไขจักต้องมองขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงเท่านั้น ยามใดอ่อนแอให้ปลอบจิตว่า ความจริงของร่างกายก็เป็นอย่างนี้แหละ หาได้แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้ไม่ คำว่าหวั่นไหวก็จักลดน้อยลงไป ความมั่นคงในพระรัตนตรัย มั่นคงในพระนิพพานก็จักมากขึ้น ที่สุดแม้กระทั่งความตายเข้ามาเยี่ยมร่างกาย จิตก็จักยอมรับสภาพทุกอย่างตามความเป็นจริง ความหวั่นไหวก็จักไม่มีฝึกฝนพระนิพพานให้เกิดขึ้นในจิต ให้เป็นธรรมปัจจุบันเข้าไว้เสมอ ปล่อยวางโลกภายนอกให้มากที่สุด ทำทุกอย่างตามหน้าที่เท่านั้น ตายเมื่อไหร่ก็นิพพานเมื่อนั้น จิตพร้อมที่จักปล่อยวางในธรรมปัจจุบันเสมอ ถ้าหากทำได้เจ้าจักไม่รู้สึกหนักใจอะไรเลย แม้ร่างกายจักมีทุกขเวทนาหนักหนาปางตาย จิตก็จักไม่หนักใจ เพราะเห็นชัดเพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มิชาเรา ไม่มีในเรา

          ๓. เรื่องความกลัวตายจากการเจ็บป่วย เพื่อนผมท่านไปตรวจร่างกาย พบว่ามีก้อนเท่าหัวแม่มือที่ปอดด้านขวา ถ้าไปเอกซเรย์ปอด ในอีก ๒ เดือนต่อมาหากก้อนใหญ่ขึ้นก็เป็นมะเร็งแน่ๆ หมอบอกว่าจะต้องผ่าตัดเอาออก ยังไม่ทันถึงเวลานั้นท่านก็คิดว่าไม่ขอผ่า ตายก็ตาย ทรงตรัสว่า ร่างกายไม่มีแก่นสาร เกิดขึ้นตั้งอยู่กับความเสื่อม คือมีการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นของธรรมดา แล้วในที่สุดร่างกายก็มีความตายเป็นของธรรมดา ให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ แล้วจิตก็จักสงบเยือกเย็น อย่ากังวลใจ เวลานี้เป็นเรื่องของการฝึกฝนจิตใจ อบรมจิตใจให้เกาะพระนิพพานให้มาก อย่าไปกลัวเวทนา ให้เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องจริง อริยสัจเป็นของจริง ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกฎของกรรมไปได้พ้น กลัวก็ไม่พ้น ไม่กลัวก็ไม่พ้น สู้ทำจิตให้แข็งกล้าเข้าไว้ เพื่อพ้นทุกข์ภัยจากวัฏสงสารดีกว่า ยิ้มรับความจริงเข้าไว้ อย่าไปหวั่นไหวหรือเศร้าใจกับกายสังขาร รักษาได้เท่าที่จักรักษา แต่ถ้าไม่หายมีอันต้องเป็นไป ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

          ๔. การกินยาเพื่อรักษาโรค ให้ถือหลักว่า การกินยาใดๆ ก็พิจารณาเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เป็นการระงับทุกขเวทนา การกินยาจงอย่าตั้งความหวังว่าโรคจักหายอย่างแน่นอน เนื่องจากร่างกายนี้เป็นโรคนิทธัง เป็นรังของโรค ปะภังคุนัง จักต้องผุพังเปื่อยเน่าไปในที่สุด ให้พิจารณาตามอริยสัจ คือความเป็นจริงของร่างกาย ย่อมเป็นเช่นนี้เป็นของธรรมดา รักพระนิพพานจักต้องยอมรับความเป็นจริงของร่างกายให้มาก เพื่อจิตปล่อยวางร่างกาย พระนิพพานก็จักปรากฏอยู่ในธรรมปัจจุบัน

          ๕. เรื่องโลกธรรม ๘ โดยเฉพาะการนินทาว่าร้าย จงวางใจวางตัวให้เป็นสุข ตัดกังวลเรื่องขันธ์ ๕ ออกไปให้มากที่สุด อย่าไปทุกข์กับปากของชาวบ้าน หรือชาววัดคนใด ใครหวังดีก็จักช่วยหาหยูกหายา ใครหวังร้ายก็นินทาว่าร้าย ก็เป็นเรื่องของเขาทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของเจ้าในเวลานี้ มีอยู่เรื่องเดียวสำหรับเจ้าคือ รักษาจิตให้เป็นสุข ด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเท่านั้น ใครหวังดีก็พึงแผ่เมตตาจิตตอบ ใครหวังร้ายก็อุเบกขาวางเฉย ไม่ใช่กรรมของเจ้า จงอย่ารับเอาความหวังร้ายของใครมาใส่ใจ อดทนเข้าไว้ ร่างกายหรือขันธ์ ๕ จักทรมานจิตใจเจ้าได้แต่เพียงชาตินี้ มองให้เห็นว่าไม่ใช่เรา แยกกาย เวทนา จิต ธรรม ให้ออกจากอุปาทานขันธ์ แล้วเจ้าจักอยู่อย่างเป็นสุข กาย เวทนา จิต ธรรม จักเกิดทุกข์ก็สักเพียงแต่ว่ารู้ ก็สักแต่เพียงผู้อาศัย จิตก็จักไม่ติดอยู่ด้วย ไม่ยึดถือด้วย มองเห็นเป็นปกติธรรมของกาย เวทนา จิต ธรรม ย่อมเกิดดับอยู่เป็นอย่างนั้นเอง อนึ่ง การอธิบายคำว่า จิตเกิด - ดับ ในมหาสติปัฏฐานสูตร จิตเป็นผู้รับรู้ เวทนาใดๆ เกิดขึ้นกับกายก็รู้ แต่เมื่อรู้แล้วก็ดับไป อย่างกับความรู้สึกอิ่ม แต่ไม่นานกายนี้ก็เกิดหิวขึ้นมา ก็รายงานว่าหิว คำว่ารู้อิ่มของจิตก็หายไป จิตในที่นี้คืออารมณ์หรือกระแสของจิตที่เกิดแล้วก็ดับไป ธรรมคือสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาให้จิตรับรู้ ธรรมก็คือกรรมอันหมายถึงการกระทำ ไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ กรรมหรือธรรมรวมไปถึงกุศล อกุศล อัพยากฤต ธรรมเหล่านี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นปกติธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมในมหาสติปัฏฐานสูตร มีการพิจารณาใคร่ครวญให้เกิดปัญญา บรรลุธรรมเหล่านี้ บุคคลนั้นได้ชื่อว่าพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

          ๖. งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักจบ อะไรทำให้เกิดขึ้นมาก็เสื่อมลงไปทุกๆ ขณะ ในไม่ช้าก็ต้องมาทำใหม่ นี่เป็นอริยสัจ โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้อนัตตาไปในที่สุด แม้แต่ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ก็เช่นกัน บริหารไปเท่าไหร่ก็เสื่อมลงไปทุกวัน ร่างกายมันไม่รู้จักพอ แล้วในที่สุดร่างกายนี้ก็ถึงแก่อนัตตาไปในที่สุด เห็นตามความเป็นจริงเข้าไว้ ตอกย้ำให้มั่นคงในพระนิพพานเข้าไว้ อย่าลังเล อย่าสงสัย มั่นคงมั่นใจในพระนิพพานเข้าไว้ อย่าให้คลอนแคลนด้วยเหตุประการใดประการหนึ่ง ไม่ว่าจักเป็นทุกข์เนื่องจากรูป เนื่องจากเวทนา เนื่องจากสัญญา เนื่องจากสังขาร เนื่องจากวิญญาณ ให้รู้เท่าทันไว้เสมอว่า เหตุอันเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของใคร จงอย่ายึดถือทุกข์อันเกิดจากเหตุเหล่านี้มาเป็นเรา เป็นของเราเป็นอันขาด ชำระจิตให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริง เป็นปกติธรรมของขันธ์ ๕ ว่ามีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา พิจารณาเข้าไว้แล้ว ก็จักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ในธรรมปัจจุบัน และจงอย่าเครียดกับสถานการณ์ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งอาการของร่างกาย จักเป็นอย่างไรก็จงอย่าเครียด เพราะเป็นอารมณ์ปฏิฆะ ทำจิตให้สบาย ปฏิบัติมุ่งหวังพระนิพพานเป็นที่ไป ให้ดูขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงให้มาก จิตก็จักไม่ดิ้นรน ไม่เดือดร้อนด้วยกฎของกรรมทั้งปวง

          ๗. อย่าเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน เรื่องโดยย่อมีอยู่ว่า เพื่อนผมท่านเห็นคนกลุ่มหนึ่งถูกเสี้ยมหรือถูกยุยง ปลุกปั่นเพื่อจะให้จงเกลียดจงชังบุคคลคนหนึ่ง แต่บุคคลผู้นั้นท่านวางเฉย และไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใคร ท่านจึงเห็นคนกลุ่มนั้นเหมือนควายที่ถูกเขาเสี้ยมมาเหมือนกัน ทรงเมตตาตรัสสอนว่า ในเมื่อเจ้าเห็นเป็นเช่นนี้ ก็จงหลีกเลี่ยงอย่าไปปะทะกับคนทั้ง ๒ กลุ่ม มิฉะนั้นประเดี๋ยวเจ้าจักเป็นควายไปกับเขาด้วย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของโลกียวิสัยทั้งหมด พึงหลีกเลี่ยงให้พ้นไป เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติ เพื่อมรรคผลนิพพานเลย ถ้าไปต่อล้อต่อเถียง รังแต่จักเกิดกิเลสทั้งสิ้น ทำจิตตนเองให้พ้นทุกข์เสียดีกว่า ไม่ต้องไปรบกับภายนอก ให้รบกับภายใน ชนะจิตใจของตนเอง ชนะหมดทุกอย่าง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่