(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน ธันวาคม ๒๕๓๘)

ปกิณกะธรรม




 

          พระธรรมทั้งหมด ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อตัดอารมณ์ราคะและปฏิฆะ หรือเป็นอุบายตัดสังโยชน์ ข้อ ๔ และ ๕ เกือบทั้งสิ้น

          สมเด็จองค์ปฐม (ทรงตรัสสอนเรื่องการสำรวมกาย - วาจา - ใจ)

          ๑. การสำรวมกาย - วาจา - ใจ ในขั้นต้นจะมีความหนัก เพราะต้องเพ่งหรือกำหนดรู้ดูอารมณ์ของจิตอยู่เสมอ เหมือนดั่งในวาระแรกที่พวกเจ้ารักษาศีลนั้นแหละ แต่เวลานี้รักษากาย - วาจา - ใจไปพร้อมๆ กัน อันเกี่ยวเนื่องด้วยอารมณ์ราคะและปฏิฆะ จึงย่อมจักเป็นของหนัก

          ๒. อุปมาเหมือนคนเดินประคองแก้วที่ใส่น้ำค่อนข้างเต็ม ระวังอย่าให้น้ำหก นี่ก็เช่นกันต้องคอยประคองอารมณ์ของจิตให้มีความผ่องใสอยู่เสมอ นิวรณ์แล่นขึ้นมาก็ต้องปัดออก หรือดึงจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ถ้าไม่อย่างนี้ก็หาความสำเร็จในการปฏิบัติไม่ได้

          ๓. อย่าสนใจใครจักว่าอย่างไร ให้สนใจจิตตนเองให้มากที่สุด ใช้อัตตนาโจทยัตตานัง กับจุดนี้ เพราะสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

          สมเด็จองค์ปฐม (ทรงตรัสสอนเรื่องทานบารมี)

          ๑. เรื่องทานบารมี จุดสำคัญ คือ เพียร สละ - ละ-วาง ซึ่งอารมณ์โกรธ - โลภ - หลง ซึ่งจิตมีอารมณ์ขี้เหนียว - ยึด - เกาะติดเอาไว้แน่นไม่ยอมวาง แต่การให้ทานเป็นการสละอารมณ์ชอบเก็บสะสม ต้องใช้ปัญญาจึงจักสละ-ปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทาน ซึ่งเป็นกิเลสให้ออกไปเสียได้

          ๒. จงอย่าประมาทในความตาย ให้เตรียมจิตพร้อมรับความตายอยู่ตลอดเวลา พยายามอย่าเสียดายในร่างกาย (สละร่างกายคืนไว้ให้กับโลกเขาไป ก็จัดเป็นทานบารมี)

          ๓. ตัดให้เร็วที่สุดเท่าที่จักเร็วได้ กำหนดจิตพุ่งสู่พระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น ซ้อมตายเอาไว้เสมอในทุกๆ อริริยาบถ เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน เพียรทำให้ได้เร็วที่สุดภายในขณะจิตเดียว)

          สมเด็จองค์ปฐม (ทรงตรัสสอนอุบายในการละขันธ์ ๕)

          ๑. เมื่อรู้ว่าจิตมันเกาะกาย ให้หาจุดที่คลายวิตกในขันธ์ ๕ ลงเสีย และอย่าไปคิดว่าจักตัดได้หมด เอาแค่บรรเทาเบาบางลงได้บ้างก็ยังดี (เพราะหากตัดได้หมดก็เป็นพระอรหันต์)

          ๒. การตรวจสอบอารมณ์ของจิตได้นั้นเป็นของดี และถ้าจักให้ดีก็จักต้องรู้ จักแก้ไขอารมณ์ของจิตด้วย (ทรงเน้นเรื่องจริตหก และกรรมฐานแก้จริตต้องคล่องใจ)

          ๓. ความหนักใจใดๆ พยายามอย่าให้มีอำนาจมาบังคับจิตเพราะนั่นเป็นอารมณ์เศร้าหมอง เป็นการตั้งอารมณ์ผิด ให้มุ่งเอาอานาปาควบคุมไว้ก่อน แล้วจึงพิจารณาให้เกิดปัญญา แก้ไขอารมณ์ขึ้นมาได้ (ทรงเน้นให้เห็นคุณของอานาปานุสสติ อันเป็นฐานใหญ่ที่ทำให้จิตสงบ)

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอน

          ๑. การนิมิตเห็นภาพศพ พอเอามือไปจับก็มีสภาพเปื่อยหลุดหมด นิมิตนี้เป็นการเตือนให้พิจารณาอสุภกรรมฐานให้มากเพราะสภาวะของร่างกายคือ ธาตุ ๔ ที่มาประชุมกัน มันมีสภาพไม่ทรงตัว และเมื่อมีวิญญาณไปปราศแล้ว สภาพของธาตุ ๔ ก็ไม่สามัคคี

          ๒. ธาตุลมดับไป ธาตุไฟก็ดับ ในที่สุดธาตุน้ำก็จักละลายธาตุดิน อวัยวะทุกชิ้นส่วนที่รวมเข้ามาเป็นร่างกายก็จักหมดสภาพไป จับต้องส่วนไหนก็หลุดหมดทุกส่วนในอาการแห่ง ๓๒ นี้

          ๓. ให้คิดถึงสภาพตามความเป็นจริงของร่างกาย จักได้มีความเบื่อหน่ายคลายจากการเกาะร่างกายของตนเองและผู้อื่นไปได้

          สมเด็จองค์ปฐม

  (ทรงตรัสเรื่องประโยชน์ของการใคร่ครวญศีลพระ ๒๒๗)

          ๑. การใคร่ครวญศีลเป็นของดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีล ๒๒๗ ซึ่งเป็นรายละเอียดของการสำรวมกาย วาจา ใจ ว่าพึงจักเป็นอยู่อย่างไร จึงจักได้ความสุขกาย สุขใจ จุดนี้จักช่วยให้การปฏิบัติธรรมละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป

          ๒. พระพุทธเจ้าทรงวางพระวินัยให้พระสาวกปฏิบัติ ก็เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ผู้ศึกษาศีลพระแล้วเข้าใจจุดประสงค์ของพระองค์ดี ก็พึงจักปฏิบัติให้ได้ด้วย แต่มีบางข้อไม่เหมาะกับฆราวาส เช่น ต้องรับประเคนก่อน จึงจักฉันอาหารได้ ศีลข้อนั้นก็อนุโลมผ่านไป

          ๓. แต่ศีลส่วนใหญ่นั้นประยุกต์เข้ากันได้กับฆราวาส เวลาปฏิบัติให้ใช้ปัญญาพิจารณาจุดมุ่งหมาย ของศีลเอาไว้ด้วยและให้รู้ว่าการละเมิดศีลไม่ว่าศีล ๕ - ๘ - ๑๐ - ๒๒๗ ล้วนแต่มีโทษปรับทั้งสิ้น

          ๔. อนึ่งต่อไปถ้าเห็นนักบวชทุศีล ให้ใช้คำว่านักบวช อย่าใช้คำว่าภิกษุ เพราะภิกษุแปลว่าผู้เห็นภัยในวัฏสงสารแล้ว เพราะฉะนั้นจักใช้คำพูดอันใด ให้รู้ความหมายที่แท้จริงของคำพูดอันนั้นไว้ด้วย จึงจักไม่เป็นที่ผิดพลาด

          สมเด็จองค์ปฐม (ทรงตรัสสอนเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธุดงค์)

          ๑. อย่าไปคิดว่ากายวิเวกไม่สำคัญ เอาแต่จิตสงบอย่างเดียวก็ไปได้ อย่างการปฏิบัติธุดงค์ เพราะพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ได้บัญญัติธุดงควัตรได้ดีแล้ว พึงศึกษาให้ตลอด อย่าไปติหรือคัดค้านว่าธุดงค์ไม่ดี เพราะการไปอยู่กายวิเวกอย่างนั้น สามารถทำให้วจีวิเวกและจิตวิเวกได้

          ๒. บุคคลใดติ หรือคัดค้านธุดงค์ ก็เป็นเสมือนหนึ่งปรามาสพระรัตนตรัย ที่ไปว่าไม่ดีเพราะจิตของบุคคลผู้นั้นยังไม่เข้าถึงธรรมแห่ง ธุดงควัตรนั้น ธรรมะไม่ใช่ของตื้นเขินอย่างที่เจ้าพบมาแล้วในเรื่องศีล ๘ นั่นแหละ ธุดงควัตร ก็เช่นกัน พิจารณาไปเถิด เมื่อฟัง ธุดงควัตรปฏิบัติที่ท่านฤๅษีกล่าว เจ้าก็จักเห็นธรรมในธรรมที่แฝงอยู่ใน ธุดงควัตร ๑๓ สิกขาบทนั้น

          สมเด็จองค์ปฐม (ทรงตรัสสอนเรื่อง อารมณ์สักเพียงแต่ว่า)

          ๑. การไม่สนใจในจริยาของผู้อื่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการไม่รองรับอารมณ์ที่กระทบมาจากบุคคลผู้อื่น ทั้งนี้หมายถึงไม่รองรับอารมณ์จากคน จากสัตว์ จากวัตถุ รวมทั้งจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ด้วย กระทบแล้วสักเพียงแต่ว่ารู้ เห็นสักเพียงแต่ว่าเห็น ได้ยินสักเพียงแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักเพียงแต่ว่าได้กลิ่น ทราบเพียงแต่ว่าทราบ ในสัมผัสนั้น ไม่มีอุปาทานเกลียดชัง รัก โลภ หลง ในสิ่งที่มากระทบทั้งปวง นั่นชื่อว่าจิตสงบและเป็นสุขอย่างยิ่ง

          ๒. นี่เป็นรายละเอียดของธรรม ที่พวกเจ้าจักต้องศึกษาอารมณ์ของจิต และปฏิบัติเรียนรู้ให้เข้าถึงความสุขสงบของจิตให้ได้ ด้วยอำนาจของสมถะวิปัสสนา

          ๓. อยู่เฉยๆ จักให้จิตมันปล่อยวางทุกข์ อันเกิดจากการกระทบนั้นไม่ได้หรอก จักต้องมีอุบายพิจารณาด้วยปัญญา จึงจักวางได้ ค่อยๆ ทำไป ถ้าหากไม่ท้อแท้เสียอย่างเดียว เรื่องพระนิพพานนั้นเป็นของไม่ไกล

          ๔. ให้เอาทุกสิ่งที่เข้ามากระทบ ปัญหาทุกอย่าง เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกกับ ขันธโลก คือ ร่างกายที่เราอาศัยมันอยู่ พิจารณาด้วยปัญญา เพื่อเข้าหาอารมณ์สักเพียงแต่ว่า เช่น

               ๔.๑ เมื่อวัดออกกฎระเบียบอะไรไว้ ก็พึงปฏิบัติตามนั้น

               ๔.๒ ถูกสุนัขกัดก็อย่าไปโกรธ ถือว่าใช้กรรมเขาไป เจ็บแค่กาย ใจอย่าไปเจ็บด้วย พิจารณาให้ลงตัวกฎของกรรมก็จักสบายใจ ไม่ต้องไปโทษใคร

               ๔.๓ อยู่ในโลกจักไม่ให้พบคนหมู่มาก อยู่กับคนหมู่มากไม่ได้นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกนี้เป็นโลกของคน ทุกๆ คนต่างมี ทิฎฐิ ไม่เหมือนกัน มีทัศนะต่างกัน ให้ยอมรับกฎธรรมดาของคน จิตจักได้เป็นสุข

               ๔.๔ การแก้ปัญหาทุกอย่างให้แก้ที่เรา ให้เรียนรู้และดูอารมณ์ของจิตตนเองเข้าไว้

               ๔.๕ ขันธ์ ๕ ยังทรงอยู่ต้องการมีกินมีใช้ ก็ต้องทำทาน ทำบุญใส่บาตร รักษาศีล และเจริญสมถะวิปัสสนา ภาวนา ก็จักมีผลทำให้การดำเนินชีวิตเป็นอยู่ไม่ฝืดเคือง

               ๔.๖ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นเป็นที่ตอบแทน แม้จักไม่หวังผลก็เป็นผลใหญ่ ผู้ทำมุ่งหวังนิพพานก็ได้นิพพาน ถ้าหากกำลังใจเต็ม ทานภายในก็พึงทำ (ธรรมทานและอภัยทาน) ทานภายนอก อันเป็นการสละอามิสก็พึงทำ ทำด้วยความพอดี ไม่เบียดเบียนตนเองด้วย ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น

               ๔.๗ ให้พิจารณาไปให้เห็นธรรมดาของชาวโลก เห็นอะไรว่าดีก็น้อมเข้าดึงเข้าหาตัวหมด ไม่เหมือนกับชาวธรรม ที่คิดแต่สักสละออก เพราะรู้ด้วยปัญญาว่า ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ แต่หากสละออกเป็นทาน กลับเอาไปได้เป็นอริยทรัพย์ มีอารมณ์ไม่ฝืนธรรมไม่ฝืนโลก ทุกอย่างอยู่ที่จิตที่ยอมรับกฎธรรมดา หากจิตเข้าใจทั้งทางโลก ก็จักไม่ฝืนโลก หากเข้าใจถึงทางธรรม จิตก็จักไม่ฝืนธรรม เช่น ทางโลกชอบระคนไปด้วยหมู่ เป็นครอบครัว ทางโลกซึ่งเขายึดว่าดี เป็นที่ชุมนุมของขันธ์ ๕ เป็นสภาวะที่ชื่นชอบในความทุกข์ ซึ่งต่างกับทางธรรมไม่ระคนไปด้วยหมู่ มีโอกาสก็ให้หลีกเร้นให้เกิดกายวิเวก มุ่งใช้ปัญญาตัดหรือสละภาระของขันธ์ ๕ ด้วย ภาราหะเวปัญจักขันธา หมู่มากเพียงใดก็ยุ่งมาก กระทบกระทั่งกันมาก ก็ทุกข์มากเพียงนั้น ทางโลกกับทางธรรมจึงดูเหมือนสวนทางกัน เราต้องปรับจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้น ๆ อย่าสักเพียงแต่ว่าฝืนใจ ถ้าฝืนก็ยังไม่จริง และอย่าคิดว่าทำไม่ได้ จักต้องพยายามทำ ถ้าไม่ปล่อยวางอารมณ์พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล สักวันหนึ่งจิตก็จักยอมรับทางโลกและทางธรรม โดยความเป็นจริง เมื่อนั้นจิตก็จักลงตัว เห็นธรรมดาทั้งทางโลกและทางธรรม จักมีอารมณ์สงบและเป็นสุขอย่างยิ่ง

               ๔.๘ อารมณ์เบื่อคนเมื่ออยู่กับคน เป็นอารมณ์หนีปัญหา ไม่ใช้ปัญญาคืออริยสัจแก้ปัญหา ซึ่งสามารถแก้ได้หมดทุกชนิด ทางที่ถูกพึงเบื่อกำลังใจของตนเอง ที่เลวไม่ยอมรับกฎของธรรมดานั้น จิตชอบฝืนความจริงนี่ซิน่าเบื่อ ชีวิตมันเป็นอย่างนี้ โลกทั้งโลกมีแต่ความวุ่นวาย ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ สภาวะมันเกิดดับ ๆ อยู่อย่างนั้น ถ้าจิตเราไม่วาง ทุกข์ก็เกิดอยู่ร่ำไป นี่เป็นวิภวตัณหา เป็นเหตุเกิดแล้วดับไป แต่ธรรมารมณ์ที่เกิดกับจิต เกิดแล้วไม่ยอมปล่อยให้ดับไป จึงมานั่งทุกข์อยู่อย่างนี้ ให้ใช้ปัญญาพิจารณาดูว่าโง่หรือไม่โง่ เหตุเกิดผ่านไปแล้วแม้ชั่วขณะจิตหนึ่ง ก็พึงปล่อยวางให้เป็นอดีตไป ยิ่งธรรมนั้นเป็นอกุศล ยิ่งไม่ควรยึดมาเป็นธรรมารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำพูดของบุคคลอื่นจักเอามาใส่ใจเพื่อประโยชน์อันใด ใครจักว่าอย่างไรก็เรื่องของเขา จงอย่าสนใจกับอารมณ์ของผู้อื่น ให้สนใจแต่อารมณ์ของตนเอง

               ๔.๙ ให้พิจารณาตัวเกาะยึดนั้นเป็นทุก ตัวปล่อยวางหรือสละออกนั้นเป็นสุข ทุกข์อย่างไร ทุกข์เพราะเหตุใด สุขอย่างไร สุขเพราะเหตุใด ให้พิจารณาดูเหตุดูผลให้ดี จนกว่าจิตจักยอมรับในเหตุผลนั้น อารมณ์ใดทำให้ทุกข์ อารมณ์ใดทำให้สุข อารมณ์ไหนควรละ อารมณ์ไหนควรยึด แล้วอารมณ์มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เที่ยง อารมณ์มันก็แปรปรวนไปทุกขณะจิต ก็ยังไม่มีสติกำหนดรู้ ยังอุตส่าห์ปล่อยจิตให้ตกเป็นทาสของอารมณ์ อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ คนที่ปฏิบัติเพื่อพ้นจากอารมณ์ ๒ ก็จักต้องต่อสู้กับอารมณ์อย่างหนัก และจักมีเรื่องเข้ามาทดสอบจิตอย่างหนัก สู้ได้บ้าง สู้ไม่ได้บ้าง พิจารณาดูว่า สู้ได้เพราะอะไรเป็นปัจจัย ใคร่ครวญไตร่ตรองให้รอบคอบ จักได้แก้ไขอารมณ์ที่เป็นโทษได้ต่อไป

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่