มงคล ๓๘ ประการ




          มงคล ๓๘ ประการนี้ สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสสอนกับเทวดา เพราะเทวดาท่านไปถามพระองค์ว่า เหตุใดพระองค์จึงไม่ตรัสสอนพวกมนุษย์ ทรงตรัสตอบมีความสำคัญว่า พวกมนุษย์ยังถือวัตถุเป็นมงคลอยู่ ซึ่งเป็นมงคลภายนอก ส่วนมงคล ๓๘ ประการนั้นเป็นมงคงภายใน ซึ่งไม่ใช่วัตถุมงคล การกระทำความดีเท่านั้นที่เป็นมงคล ผมขออธิบายไว้สั้นๆ แค่นี้

          ๑. จงอย่าคบคนพาล (อเสวนา จะพาลานัง) เพราะพาลแปลว่าโง่-เซ่อ-เลว-บอด-จิตโง่ หรือจิตดีไปหมด เหลือแต่ความไม่ดีหรือโง่ (ฉลาดไปหมด) ทำอะไรแล้วสร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่นและกับตัวเองด้วย นักปฏิบัติทุกคนทั้งที่รู้ว่า การคบคนพาลเป็นของไม่ดี แต่ก็ยังคบมันจนได้ เหตุผลก็เพราะทุกคนรู้ว่าความโกรธ-ความโลภ-ความหลงเป็นของไม่ดี ไม่ควรคบ แต่จิตของเรามันก็ยังคบ ไม่ยอมวางสักที พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเธอเอง ทำร้ายจิตเธอเอง ทุกข์ใดที่ยิ่งไปกว่าอารมณ์จิตตนเองทำร้ายตนเองไม่มี ธรรมารมณ์อันเกิดจากอายตนะสัมผัสทั้งหก คือภัยร้ายแรงที่สุดของจิต เพราะเผาจิตตนเองตั้งแต่ตื่นยันหลับ ผมจึงขอสรุปว่า มงคลภายในทั้ง ๓๘ ประการนี้ หากปฏิบัติให้ได้ถึงที่สุดแล้วแม้ข้อใดข้อหนึ่ง ก็มีผลทำให้จิตพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร

          ๒. จงคบแต่บัณฑิต หรือคนฉลาด (ปัณฑิตา นัญจะเสวนา) คนดีในพุทธศาสนา พระองค์ถือเอาศีลเป็นหลักจาก ๕-๘-๑๐-๒๒๗ ตามลำดับ และมีพรหมวิหาร ๔ ละเว้นจากอคติ ๔ เป็นหลักสำคัญในการพิจารณาและปฏิบัติ

          ๓. บูชาคนที่ควรบูชา (ปูชา จะ ปูชณียานัง) เช่นบิดา-มารดา, ผู้มีพระคุณ , ครู-อาจารย์ และคนดีที่มีศีล-ธรรม

          ๔. การอยู่ในสถานที่ที่ควรอยู่ (ปฏิรูป เทสวา โสจะ) คนดีไม่มีใครอยู่ตามซ่อง-ตามสถานกาสิโน (การพนัน)- โรงเหล้า-เบียร์ เป็นต้น

          ๕. การทำบุญไว้ในกาลก่อน (ปุพเพจะ กะตะ ปุญะญะตา) บุญแปลว่า เหตุของความสุข หรือปัจจัยของความสุข เช่น มีศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา หรือการกระทำความดีทุกอย่างจัดว่าเป็นบุญ

          ๖. การตั้งตนไว้ชอบ (อัตตะ สัมมา ปณิธิ จะ) ไม่ผิดศีล-ไม่ผิดธรรม-ไม่ผิดกฎหมาย-ไม่ผิดข้อบังคับของหมู่คณะที่ตั้งไว้ ไม่ฝืนระเบียบและวินัย และรู้จักประมาณกำลังใจของตนเอง ว่ามีแค่ไหน-อยู่ระดับไหน

          ๗. การเป็นพหูสูตร (พาหุ สัจจัญจะ) คืออ่าน-ฟัง-สนทนาธรรม แล้วจำได้มาก เช่นพระอานนท์ เป็นต้น

          ๘. การเป็นผู้มีศิลปะ (สิปปัญ จะ) รู้รักษาจิตรอดเป็นยอดดี เพราะรู้อยู่แล้วว่ากายไม่มีทางรอด แต่ทางโลก รู้หลัก-รู้เกณฑ์ มีความฉลาดพอ พอที่จะเอาตัวรอดได้ เช่นพวกช่างศิลปะต่างๆ เป็นต้น ทางธรรม ต้องประกอบกรรมดี-การงานดี-ประพฤติดี-คิดดี-มีผลงานดีมีคนชม หรือชอบใจ

          ๙. การเป็นผู้มีระเบียบ-วินัย (วินโยจะ สุสิก ขิโต) รู้กฎหมาย-รู้กฎข้อบังคับ-รู้ขอบเขตของประชาธิปไตย บทรวมก็คือต้องมีศีล ๕ เป็นหลักสำคัญ

          ๑๐. การพูดจาเป็นสุภาษิต (สุภาสิตา จะยาวาจา) คือพูดความจริง-ไม่โกหก และเป็นประโยชน์-เป็นสาระ

          ๑๑. การบำรุงบิดา-มารดาให้เป็นสุข (มาตา ปิตุอุปฏ ฐานัง) เป็นการตอบแทนพระคุณของท่าน

          ๑๒. การสงเคราะห์บุตร-ธิดาให้เป็นสุข (ปุตตะ สังคโห) เป็นหน้าที่ของพ่อ-แม่ที่ดี

          ๑๓. การสงเคราะห์ภรรยาให้เป็นสุข (ทารัสสะ สังคโห) เป็นหน้าที่ของสามีที่ดี

          ๑๔. การมีการงานไม่คั่งค้าง (อนากุลา จะ กัมมันตา) จิตเป็นสุขเพราะไม่กังวลกับงาน

          ๑๕. การให้ทาน (ทานัญ จะ) ทานเป็นตัวตัดความโลภ แต่ให้ธรรมเป็นทานชนะทานทั้งปวง เพราะตัดได้ทั้ง โลภ-โกรธ-หลง

          ๑๖. การประพฤติธรรม (ธัมม จริยา จะ) เน้นธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตธรรม ธรรมที่เป็นอกุศลไม่เอา

          ๑๗. การสงเคราะห์ญาติให้เป็นสุข (ญาตะ กานัญ จะ สังคะโห) พระองค์ตรัสว่า การคุ้นเคยอย่างสนิทสนมชื่อว่าเป็นญาติอย่างยิ่ง มิได้ถือเอาการเกิดร่วมบิดา-มารดาเป็นหลักสำคัญ

          ๑๘. การมีงานทำที่ไม่เป็นโทษ (อะนะวัชชานิ กัมมานิ) ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว

          ๑๙. การงดเว้นจากการทำบาป (อารตี วิรตี ปาปา) ถือเอาศีล ๕ เป็นหลัก

          ๒๐. การงดเว้นไม่ดื่มของมึนเมา (มัชชะ ปาปาจะ สัญญะโม) ทั้งสุราและเมรัยซึ่งเป็นตัวทำให้ขาดสติ

          ๒๑. ความไม่ประมาทในธรรม (อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ) ก็ชัดเจนอยู่แล้วเป็นการสรุปคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

          ๒๒. เคารพคนที่ควรเคารพ (คาระ โว จะ) ก็ชัดเจนอยู่แล้ว (ไม่เคารพสัตว์เดรัจฉาน เช่น พวกเทพต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์)

          ๒๓. การไม่เย่อหยิ่ง-ทนงตน-รู้จักเคารพเจ้าถิ่น (นิวาโตจะ) คือผู้ใหญ่-คนดี-ประมุขของบ้านเมือง และเทวดาเจ้าของที่ ที่เราไปอาศัยอยู่ ส่วนใหญ่มักจะอวดเบ่งกับเทวดาเจ้าที่เพราะความโง่

          ๒๔. ความสันโดษ (สันตุฏ ฐิ จะ) ยินดีแต่เฉพาะสมบัติที่หามาได้โดยชอบ หรือยินดีเฉพาะทรัพย์ที่เรามีอยู่ หรือมีอยู่แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น แม้ในการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เราปฏิบัติได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น อย่าให้ขาดทุน เพราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ จุดไฟเผาจิตตนเอง แปลเอาความหมายได้หลายอย่าง จะทำการงานใดก็ตาม จะมีอารมณ์พอดีของใจ ไม่มาก-ไม่น้อย-ไม่เศร้าหมอง-ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (พรหมวิหาร ๔) จึงถือหลักเดินสายกลางด้วยเหตุผล ไม่ประมาทในธรรม-ในกรรม เพราะรู้อยู่ว่ากายตายแล้วไม่สามารถเอาสมบัติของโลกไปได้ เป็นต้น

          ๒๕. การรู้คุณคน (กตัญญุตา จะ) รู้คุณคน แล้วก็ตอบแทนคุณด้วย-สนองคุณด้วย เช่นบิดา-มารดา , ครู-อาจารย์ ทั้งทางโลกและทางธรรม พระอริยะเจ้าเบื้องสูง เวลาจะฉันอาหาร ท่านก็ไม่ลืมอุทิศส่วนกุศลให้กับอาทิสมานกายของสัตว์ที่เขาทำมาเป็นอาหารถวายให้ท่าน ใส่บาตรให้ท่านฉัน แสดงว่าจิตของท่านมีเมตตาสูงมาก เป็นต้น

          ๒๖. การฟังธรรมตามกาลตามสมัย (กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง) เรื่องนี้เป็นเรื่องกรรมใคร-กรรมมัน เพราะพระธรรมแบ่งเป็น ๓ หมวดใหญ่ๆ คือธรรมที่เป็นกุศล(ความดีหรือบุญ) ธรรมที่เป็นอกุศล (ความไม่ดีหรือบาป) ธรรมที่เป็นกลางๆ (อัพยากฤตธรรมไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง) คนฉลาดก็เลือกเก็บเอาแต่ของดีมีประโยชน์ ของไม่ดีก็ไม่เอามา เป็นต้น

          ๒๗. ความอดทน (ขันตี จะ) เรื่องนี้ก็เช่นกัน ทรงตรัสว่า ขันติ อดทน มิใช่ฝืนทน เพราฝืนทนเป็นกิเลส มีอารมณ์ไม่พอใจร่วมอยู่ด้วย ทรงให้ใช้บารมี ๑๐ เป็นหลัก คือ มีวิริยะ-ขันติ-สัจจะบารมี ให้ทำร่วมกัน ทั้งนี้ต้องมีปัญญา บารมีคุมด้วย

          ๒๘. ความเป็นผู้ว่าง่าย (โสวะ จัสสตา) ทางโลก ก็เชื่อผู้ใหญ่ที่ดีเช่นพ่อ-แม่ , ครู-อาจารย์ เป็นต้น ส่วนทางธรรม เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ เชื่อพระอริยสงฆ์คือจิตของท่านเป็นพระแล้ว พวกสมมติสงฆ์ต้องฟังหู-ไว้หู หากท่านพูดตรงตามพระพุทธเจ้าตรัสสอนก็เชื่อได้เลย เป็นต้น

          ๒๙. การเห็นพระสมณะ (สมณานัจ จะ ทัสสนัง) สมณะแปลว่าผู้สงบ หรือผู้ไม่มีบาป ผู้มีจิตพ้นบาปกรรมแล้ว การเป็นพระหรือสมณะจึงเป็นยาก เพราะต้องเป็นที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่เครื่องแบบ หรือเป็นที่กาย สมณะหรือพระจึงเป็นได้ทั้งชายและหญิง ธรรมจุดนี้ละเอียด ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้

          ๓๐. การสนทนาธรรมตามกาลสมัย (กาเลนะ ธัมมะ สากัจฉา) ทรงตรัสว่า พระธรรมของพระองค์เป็นอริยสัจทั้งสิ้น คือเป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่จริงก็ไม่ตรัส ตรัสอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แม้จะนานแสนนานแค่ไหนก็เป็นอย่างนี้ ดังนั้นจึงทรงแนะให้เลือกสนทนาธรรมกับผู้ที่มีธรรมสูงกว่าเรา เราจักได้กำไรไม่มีทางขาดทุน

          ๓๑. การบำเพ็ญตบะ หรือการเผากิเลสให้หมดไป (ตะโป จะ) ผมขอสรุปว่าการปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์นั้นในวิปัสสนาญาณ ๙ ทรงแนะไว้ ๒ วิธี คือ ใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นหลักโดยมีบารมี ๑๐ เป็นผู้ช่วย และใช้จริตหกเป็นหลัก โดยมีกรรมฐานแก้จริตเป็นตัวแก้ หากใช้กรรมฐานแก้ไม่ตรงกับจริตก็แก้ไม่ได้

          ๓๒. การประพฤติพรหมจรรย์(พรหมจริยัญ จะ) พรหม แปลว่า ผู้ประเสริฐ จึงเป็นการประพฤติแบบผู้ประเสริฐทั้งกาย-วาจา-ใจ ไม่ให้เกิดความโลภ-โกรธ-หลง ด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา จนเกิดอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญาตามลำดับ จนจิตบริสุทธิ์เหมือนพรหม เป็นต้น ข้อนี้การปฏิบัติจริงๆ ทำได้ยากมาก

          ๓๓. การเห็นอริยสัจ (อริยะ สัจจานะ ทัสสะนัง) อริยะแปลว่าประเสริฐ , บริสุทธิ์ , ผ่องใสหรือไม่สกปรก ทรงตรัสว่าพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจทั้ง ๔ คือ ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค ด้วยกันทั้งสิ้น และพระสาวกทุกพระองค์ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจเช่นกัน มีทางนี้ทางเดียวทางอื่นไม่มี ดังนั้นพวกเราซึ่งปรารถนาจะเป็นพระสาวกของพระองค์ ก็ต้องใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติเพื่อตัดกิเลสให้หมดไป (เป็นสมุจเฉทปหาน)

          ๓๔. การทำพระนิพพานให้แจ้ง (นิพพานะ สัจฉิกิริยา จะ) ทรงให้หลักว่า ตัวยึดเป็นทุกข์เป็นกิเลส ตัวละเป็นสุขเป็นพระธรรม คนฉลาดพระองค์ทรงให้ละอุปาทานขันธ์ ๕ หรือสักกายทิฏฐิข้อเดียวก็จบกิจได้ในพระพุทธศาสนา หลวงพ่อฤาษีท่านสอนว่า ให้ตัดอยากตัวเดียวคือตัณหาทั้ง ๓ (กามตัณหา-ภวตัณหาและวิภวตัณหา) ทำใจให้วางเฉยในเมื่อกฎธรรมดามันเกิดขึ้น เพราะตัววางเฉยเป็นตัวดับอารมณ์ ดับความจุ้นจ้าน-ดับความกังวล-ดับตัวเกาะ เป็นต้น

          ๓๕. จิตที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว (ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสนะ กัมปติ) หากจิตหมดความหวั่นไหว เมื่อถูกโลกธรรม ๘ กระทบแล้ว ก็จบกิจในพุทธศานา มีรายละเอียดอยู่มาก ขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้

          ๓๖. ความไม่มีอารมณ์เศร้าโศก หรอืหมดความเศร้าหมองของจิต (อโสกัง) จิตอยู่ในอารมณ์ไม่ยินดี-ไม่ยินร้าย หรือช่างมัน หรือสักแต่ว่า หรืออุเบกขา-อุเบกขารมณ์-สังขารุเบกขาญาณนั้นเอง

          ๓๗. จิตไม่ยินดี-ยินร้ายต่อสิ่งกระทบ จิตหมดความหวั่นไหวต่ออายตนะสัมผัส (วิรชัง) จิตก็เป็นสุข เพราไม่ติด-ไม่เกาะสมมติธรรมในโลกธรรมทั้งสาม (มนุษยโลก , เทวโลก , พรหมโลก) จิตก็เข้าสู่พระนิพพานได้โดยง่าย

          ๓๘. จิตมีความสุข เกษมอยู่ตลอดกาล หรือไม่มีความเศร้าหมองของจิต (เขมัง) จิตที่พ้นดี-พ้นชั่ว และพ้นกรรม-พ้นสมมติ (จิตพ้น แต่กายไม่มีทางพ้น) จิตพ้นสมมติธรรมทั้งมวลในโลกทั้งสาม

          ผมพยายามเขียนให้เป็นภาษาไทยปัจจุบัน อ่านแล้วเข้าใจในปัจจุบันนั้นๆ ไม่ต้องแปล เพราะภาษาโบราณที่ใช้กันมาในอดีตก็เหมาะสมกับอดีต แต่ไม่เหมาะกับปัจจุบัน มงคลใดที่มีคำแปลชัดเจนดีอยู่แล้ว ก็ขอผ่านไป ผมขอเน้นอีกครั้งว่าหากท่านผู้ใดเอามงคลภายในข้อใดข้อหนึ่งไปปฏิบัติให้เกิดผล จนถึงที่สุดแล้วก็สามารถจะพ้นทุกข์ได้ในชาติปัจจุบันนี้ทุกท่าน ทรงตรัสสอนไว้จากง่ายไปหายาก การรู้จักประมาณกำลังใจของตนเองจึงเป็นสิ่งประเสริฐ

          หมายเหตุ ผมพิมพ์มงคล ๓๘ ประการ ซึ่งล้วนเป็นมงคลภายใน เป็นส.ค.ส.ภายใน ซึ่งพระองค์ทรงตรัสสอนเหล่าเทวดาทั้งไว้ มิได้สอนเหล่ามนุษย์ที่ยังถือวัตถุเป็นมงคลอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นมงคลภายนอกตัวทั้งสิ้น (เป็นส.ค.ส.ภายนอก) เมื่อพระพุทธองค์เทศน์ให้พระอานนท์ฟังอีกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานไว้ในพระพุทธศาสนา (ในพระไตรปิฏก) พระอานนท์ท่านเป็นพหูสูตร ได้ฟังครั้งเดียวก็จำได้ แล้วนำมาบันทึกไว้ในพระสูตร เพื่อให้พวกเราได้รู้ตาม

          การพิมพ์มงคล ๓๘ ประการ ซึ่งเป็นมงคลภายในทั้งสิ้น แจกแก่ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงเท่ากับแจก ส.ค.ส.ภายในให้กับทุกๆ คนที่รับแจกแล้ว นำไปปฏิบัติให้เกิดผลกับจิตใจตนเอง หากทำได้ก็จะอยู่กับใจตนเองตลอดชีวิต ไม่จำเป็นที่จะต้องรับ ส.ค.ส.ภายนอกที่ผู้อื่นส่งมาให้ ส.ค.ส.ภายนอกนั้นเป็นของไม่จริง ส่งมาให้มากเท่าไหร่ ยิ่งทุกข์กายและใจมากเท่านั้น เพราะต้องเก็บรักษาและต้องส่งกลับไปหาผู้ส่งมาให้ตามมารยาทของชาวโลกอีกด้วยความทุกข์ (ส.ค.ส. แปลว่า ส่งความสุข ซึ่งจริงๆ แล้วส่งให้กันไม่ได้)

          ผู้ใดที่อ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ จะนำไปแจกต่อผมก็อนุญาต เพราะพระธรรมเป็นของกลาง โดยพิมพ์แจกถ่ายเอกสารแจกต่อๆ กัน ไป ก็จัดว่าเป็นการแจกธรรมให้เป็นทาน หรือให้ธรรมทานชนะทานทั้งปวง เพราะตัดได้ทั้งความโลภ โกรธ หลงได้ในที่สุด

          ในที่สุดนี้ ผมขออารธนาบารมีคุณพระรัตนตรัย อันมีพุทโธ ธัมโม สังโฆอัปมาโณ อันหาประมาณมิได้ สามารถปัด-ตัดกรรมทั้งหลาย ที่เป็นอกุศลให้เบาบางลงได้ ป้องกันนรกได้ ทั้งนี้หากไม่เกินกฎของกรรมแล้ว พระองค์ย่อมเมตตาสงเคราะห์ให้ได้เสมอ ขอให้ทุกท่านที่อ่านมงคล ๓๘ ประการแล้ว ใช้วิริยะ ขันติ สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีคุม พยายามปฏิบัติให้เกิดผล เกิดเป็นส.ค.ส.ภายใน ซึ่งเมื่อเกิดแล้วจะอยู่กับใจผู้นั้นตลอดกาล จงโชคดีมีผลทำให้โง่ไปหมด อย่าให้มีผลฉลาดไปหมดทุกท่านเทอญ

          (พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน เป็นผู้รวบรวม จากพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อฤาษี ออกอากาศทางสถานีวิทยุ 04 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เมือ่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๑๗)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่