พระธรรม

ในเดือน...กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑๑. อย่าคิดไปแก้ทิฐิของใคร ให้มุ่งแก้ไขทิฐิของตนเองเป็นสำคัญ โดยทำใจให้สบายก่อน ทำจิตให้เยือกเย้ฯ แล้วจักรู้เห็นเป็นไปตามความเป็นจริงทุกอย่าง การมุ่งพระนิพพานให้ถือจิตใจของตนเองเป็นสำคัญ ใครจักละสังโยชน์ได้หรือไม่ได้จงอย่าสนใจ เอาจิตใจของตนเองละสังโยชน์ให้ได้เป็นสำคัญ แล้วไล่ดูสังโยชน์ที่คั่งค้างเกี่ยวกับขันธ์ ๕ อย่างไร เห็นได้ชัดตามความเป็นจริง ก็จักละสังโยชน์ที่คั่งค้างได้ แล้วจงอย่าลืมบารมี ๑๐ ซึ่งจักช่วยในการละสังโยชน์ที่คั่งค้างได้เป็นอย่างดี ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร ก็จงอย่าทิ้งอิทธิบาท ๔ ด้วย

          ๑๒. ภัยจากยาฆ่าแมลง ปัจจุบันภัยจากยาฆ่าแมลงอยู่กับอาหารการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ในผักซึ่งต้องบริโภคกันอยู่ทุกๆ วัน ชาวไร่ - ชาวสวนมีความรู้เรื่องพิษ - ภัยจากยาฆ่าแมลงน้อย มุ่งเอาประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ จึงใช้ยาฆ่าแมลงกันมากมาย และมีความเข้มข้นสูงกว่าปกติธรรมดา เพื่อป้องกันแมลงที่มาทำลายพืชผลของตน ตนเองมิกล้ากินก็มาก แต่ใครจักกินฉันไม่เกี่ยว ขอให้ผักผลไม้ของฉันไม่มีตำหนิเป็นใช้ได้ เพื่อนผมท่านฟุ้งไปตามจริตของท่าน เรื่องนี้หลวงปู่วัยท่านมาสงเคราะห์เพื่อนผมว่า เอ็งเคยเห็นหมาโดนยาเบื่อไหม คนเลี้ยงหมาเขาเอาไข่ขาวดิบๆ กรอกปากหมา เพื่อให้หมาอาเจียนเอาสารพิษนั้นออกมา ยาฆ่าแมลงที่เอ็งกินเข้าไปพิษน้อยกว่ายาเบื่อหมาให้ตาย กินไข่ขาวเข้าไปซิ ถ้าหากสารพิษตกค้ารงมากก็จะอาเจียน แต่ถ้าหากไม่มากก็จะขับออกทางปัสสาวะ - อุจจาระหรือทางเหงื่อได้ในที่สุด ถ้าไม่แน่ใจ ๑๐ วัน ก็กินไข่ขาวเสียทีหนึ่งก็ได้ เพื่อนผมก็ลองกินไขขาวดิบๆ เข้าไปประมาณ ๑ ชั่วโมง ต่อมาก็รู้สึกขย้อน แต่ไม่อาเจียน ปัสสาวะบ่อย ตกเย็นก็ผายลมถี่ๆ (ตด) ซึ่งปกติไม่ค่อยจะตดกับใครนัก หลวงปู่วัยท่านมาบอกว่าในไข่ขาวมีสารชนิดหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ท่านบอกเป็นภาษาอังกฤษ สามารถกวาดล้างสารพิษ ทำให้อาเจียนออกมาได้ ทรงตรัสว่าสถานการณ์ของโลกจักเลวร้ายลงทุกวัน รวมทั้งชีวิตจิตใจของปุถุชน จักเห็นแก่ตัวมากขึ้น การคำนึงถึงบุคคลอื่นจักมีน้อย เอาแต่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่ ดังนั้นเจ้าจึงพึงตระหนักถึงสภาวะอันนี้เอาไว้ให้ดี แต่ก็จงเห็นเป็นธรรมดาร การป้องกันสารพิษย่อมเป็นไปได้ยากมาก นอกเสียจากต้องพิจารณาและดูแลอย่างรอบคอบ ตอนนี้เจ้าเห็นประโยชน์ของการปลูกผักกินเองแล้วหรือยัง (ก็รับว่าเห็นแล้ว) ต่อไปของข้างนาก็กินไม่ได้ หมายถึงผักบุ้ง - ตำลึงที่อยู่ข้างนา จักมีสารยาฆ่าแมลงปนเปื้อนอยู่ ยังไม่ต้องถึงมีสงครามใหญ่เกิด อันทำให้เกิดสารกัมมันตภาพรังสีจากการสู้รบ แต่ความเห็นแก่ตัวของคนก็ทำให้เกิดสารพิษปนเปื้อนเสียก่อน แม้แต่ผัก - ผลไม้นอกฤดูกาล ก็เต็มไปด้วยสารพิษปนเปื้อน ของนอกประเทศหรือในประเทศก็พอกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะกฎของกรรมบังคับให้คนต้องเป็นอย่างนี้ หายนะครั้งยิ่งใหญ่กำลังเยือนโลก แต่จงเห็นเป็นกฎของกรรม อันไม่มีใครที่จักฝืนได้ โลกนี้เป็นทุกข์โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นอนัตตาไปในที่สุด โลกเป็นปกติธรรมอยู่อย่างนี้ จงทำจิตให้อยู่เหนือโลก มุ่งพระนิพพานเป็นที่ไป

          ๑๓. เรื่องมนต์ดำหรือไสยศาสตร์และวิธีแก้ เพื่อนผมท่านอยู่วัดจึงโดนบุคคลอื่นปองร้ายอยู่เสมอ แต่จริงๆแล้วในอดีตนานมาแล้ว ท่านก็ทำเขาไว้ก่อนทั้งสิ้น เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย ท่านเล่าให้ผมฟังความว่า เมื่อโดนมนต์ดำ พระท่านก็ช่วยสงเคราะห์ ให้อาบน้ำมนต์ภาวนาบท “มงคลจักรวาลน้อย” มาหลายวันตามพระสั่ง เพื่อแก้ (หลวงพ่อเคยบอกว่าหากคนที่ไม่รู้จักกันส่งของให้ หรือวานเราช่วยหยิบของส่งให้เขา ให้ว่าคาถา สัมปะจิตฉามิ ไว้ในใจด้วย เพื่อป้องกันคุณไสยที่เขาปล่อยออกมาเข้าตัวเรา โดยอาศัยผ่านวัตถุนั้นๆ หากเป็นคนดีก็ไม่มีโทษอะไรกับผู้นั้น กันไว้ดีกว่าแก้ เพื่อความไม่ประมาทในธรรม) ดีที่พระท่านช่วยสงเคราะห์ พระบอกวิธีแก้มนต์ดำไว้ดังนี้ ให้ไปวางขนมปังปอนด์ที่หน้าโบสถ์เก่า เอาธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม ไม่ต้องจุด ไปอธิษฐานขอท่านท้าวเวสสุวัณ อินทกะ (ผู้ช่วยของท่าน) และบริวารให้ช่วยสงเคราะห์ทำลายคุณไสย และอวิชชาอาถรรพ์จงพินาศไป และพึงให้ท่านพระ.....ทำด้วย จักได้ช่วยให้การถูกกระทำเบาบางลง สำหรับใครเป็นคนทำเข้ามา จงอย่าสนใจ อย่าไปคิดให้เป็นเวรเป็นภัย ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม ที่เจ้ากับท่านพระ.....จักต้องชดใช้ ก็พึงชดใช้ไปจนกว่าจักหมดวาระหนี้กฎของกรรม แล้วเหตุเหล่านี้ก็จักทุเลาเบาบางไปเอง ให้เห็นเป็นเหตุธรรมดา แม้แต่ท่านฤๅษีสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มักจักถูกปองร้ายด้วยมนต์ดำอยู่เสมอๆ ดังนั้นมีหรือที่พวกเจ้าจักไม่โดน จงทำใจให้เป็นปกติ อย่าเบื่อหน่าย อย่าท้อใจ มีอะไรก็ช่วยแก้ไขกันไปเป็นเหตุเฉพาะหน้า ทำไปแล้วให้วางจิตเป็นปกติ อย่าเบื่อหน่ายขัดข้องขุ่นเคือง ให้รักษากำลังใจที่จักสู้กับกรรมเหล่านี้ต่อไปด้วยใจที่เข้มแข็ง จงอย่ามีใจโต้ตอบด้วยความโกรธ จงมีเมตตาแผ่ไปให้กับผู้มุ่งร้ายเหล่านี้ แล้วผู้มุ่งร้ายเหล่านี้ ก็จักแพ้ภัยตนเองไปเอง

          ๑๔. เรื่องมงคลตื่นข่าว และกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ การที่มีเหตุวิบัติแล้วไปโทษวัตถุ หาว่าเป็นเหตุทำให้วิบัตินั้น ย่อมเป็นคนที่ไม่ใช้ปัญญา ต่อให้มีผู้ทำตามผู้ที่ชี้แนะว่า วัตถุนี้มีคุณให้นำเข้าบ้านได้ วัตถุนี้มีโทษอย่านำมาใช้ ผู้ทำตามนำของมงคลเข้ามาตามผู้ชี้แนะทุกอย่าง แต่กฎเกณฑ์ของชีวิตย่อมไปสู่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจไปในที่สุด และผู้ทำตามคำชี้แนะเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มงคลตื่นข่าวอย่างแท้จริง อันยอมทำตามทุกอย่างตามผู้ชี้แนะทุกอย่าง และไม่ยอมทำตามในคำผู้ชี้แนะคัดค้าน ก็เนื่องมาจากมุ่งหวังในขันธ์ ๕ นี้อยู่ดี - กินดี - ไม่มีความเจ็บ - ความแก่ - ความตาย - ไม่มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ - ไม่มีการปรารถนาไม่สมหวัง จึงเป็นการฝืนหลักธรรมโดยชัดเจน เป็นการเจริญสักกายทิฏฐิให้แรงกล้ายิ่งขึ้น แต่ในกรณีนี้พึงศึกษาเพื่อเตือนจิตของตนเอง อย่าไปตำหนิผู้แสดงธรรมนี้ให้ปรากฏ จักได้ไม่ยึดในสิ่งผิดมาเป็นสรณะ (เป็นที่พึ่ง) แล้วต้องไม่คัดค้านทิฐิของใคร ให้หมั่นละทิฐิของตนเองในด้านที่เป็นอกุศล จงอย่าคิดว่าเราเป็นผู้หมดทิฐิแล้ว จักเป็นการประมาทอย่างยิ่ง ให้จำเอาไว้ว่าตราบใดที่ขันธ์ ๕ นี้ยังมีอยู่ จิตยังไม่เข้าถึงซึ่งพระนิพพานเพียงใด จงอย่าคิดว่าตนเองดีแล้ว และที่แจงเรื่องมงคลตื่นข่าวนี้ มิใช่เพื่อให้เจ้าไปแย้งหรือคัดค้านใคร หากแต่เป็นการชี้ให้เจ้าเกิดการพิจารณาเห็นธรรมตามความเป็นจริง ยอมรับความจริงในกฎของธรรมดา กรรมย่อมเป็นกฎตายตัว พระเจ้าจักรพรรดิมีวัตถุที่เป็นมงคลเลิศยิ่งกว่ามนุษย์ทุกผู้ในโลกนี้ แต่ท่านก็หนีกฎธรรมดาไปไม่พ้น มีเกิด - มีแก่ - มีเจ็บ - มีตาย - มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ - มีการปรารถนาไม่สมหวัง มีการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ นี้เป็นการชี้ให้เห็นชัดว่า กฎของกรรมเที่ยงเสมอ มิได้เกี่ยวกับวัตถุเลย เมื่อกฎของกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ใด จงอย่าโทษว่าเพราะวัตถุเหล่านั้นๆ ทำให้เป็นไป ให้เข้าใจถึงกฎของธรรมดา แล้วจิตของผู้พิจารณาธรรมเหล่านี้ ก็จักหลุดพ้นจากการยึดเกาะสรรพวัตถุที่ไม่พ้นโลกเหล่านี้ได้

          ๑๕. มงคลที่แท้จริงในพระพุทธศาสนาคือมงคล ๓๘ เพราะเป็นมงคลภายใน ต้องใช้อารมณ์คิดพิจารณาด้วยปัญญาเป็นตัวปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา แต่กลับไม่ค่อยมีใครจักนำมาพิจารณา และไม่ค่อยจักมีการนำมาปฏิบัติกัน มงคล ๓๘ เป็นตัวปฏิบัติ เป็นเรื่องของจิตพิจารณาธรรมล้วน ไม่ใช่ของที่เห็นด้วยรูป คนจึงไม่ค่อยจะคิดว่าเป็นมงคล เพราะคนส่วนใหญ่ยังยึดรูปธรรมมากกว่านามธรรม ที่เห็นได้ชัดแจ้งคือคนส่วนใหญ่ชอบสร้างพระภายนอก แต่ไม่ค่อยจะสนใจสร้างพระภายในกันสักเท่าไหร่ การปฏิบัติธรรมเป็นการเดินหรือดำเนินมรรคผลด้วยจิต คนจึงเห็นได้ยาก (กรุณาย้อนกลับไปอ่านเรื่องมงคลตื่นข่าวในข้อ ๑๔ อีกครั้ง จะเข้าใจได้ละเอียดขึ้น)

          ๑๖. ให้หลีกเลี่ยงการวิจารณ์พระในวัด ไม่ว่าองค์ใดองค์หนึ่ง ดีหรือไม่ดีก็ปล่อยวาง เพราะไปพูดเข้าก็มีเสียกับเสีย ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาเลย ก่อนพูด ก่อนจักทำอะไรอันใด พึงพิจารณาเสียก่อน มิใช่พูดแล้วหรือทำแล้วค่อยมาพิจารณา การใคร่ครวญให้รอบคอบ จักต้องดูทั้งผลได้และผลเสีย มิใช่คิดว่าดีแล้วก็พูดไป - ทำไป บางครั้งคิดว่าดีแล้วที่ได้พูด กลับกลายเป็นดีตามอารมณ์ของกิเลสไป มิใช่ดีได้โดยธรรม เรื่องความบกพร่องย่อมเป็นของธรรมดา แต่เมื่อรู้ว่าบกพร่องแล้วก็ย่อมต้องแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ มิใช่รู้ว่าพลาดไปหนหนึ่ง หนสองยังกระทำอย่างนั้นอีก การกระทำความบกพร่องซ้ำๆ ซ้อนๆ จึงเรียกว่ามีจิตหยาบอย่างยิ่ง (ทรงตรัสสอนเตือนเพื่อนของผมที่อยู่วัดตลอดเวลา) อย่าใจร้อน ทำอะไรให้ใจเย็นๆ อะไรที่สมควรจักทำก่อนก็ให้ทำ อย่าได้เป็นกังวลใจ เรื่องยาที่กินอยู่ ก็กินตามพอสมควร ให้ถามได้ทุกครั้งที่จักกินยา แล้วให้พึงพิจารณา กินเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น มิใช่กินเพื่อไม่ให้แก่ - ไม่ให้เจ็บ - ไม่ให้ตาย จงอย่ากินตามกิเลส เรื่องนี้พึงพิจารณาเพื่อความก้าวหน้าของจิต และเพื่อให้ผู้ถวายปัจจัย ๔ เข้ามาได้บุญเต็มที่จากการปฏิบัติของเรา อย่างน้อย พึงคิดว่าขอให้ทานที่ท่านทั้งหลายให้มา จงเป็นผลใหญ่ บุญใดที่เจ้าได้ทำแล้วก็ขอให้โมทนา ท่านเหล่านั้นก็จักได้บุญเพิ่มขึ้น มิใช่รับทานมาแล้ว ยังตำหนิผู้ให้ทานอีก จงอย่าคิดอย่างนี้ แม้แต่การได้อยู่วัดต้องถือว่าเป็นทาน ที่เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเมตตาให้เจ้าอยู่ต่อจากท่านฤๅษี

          ๑๗. จงอย่าสนใจในพฤติกรรมของใคร ให้พิจารณากรรมใครกรรมมันอยู่เสมอ แล้วจิตจักเยือกเย็นเป็นสุข แม้ว่าใครจักว่าร้ายใส่เจ้า ก็มิใช่กรรมของเจ้า เป็นกรรมของผู้ว่าร้ายต่างหาก พิจารณาให้เป็นแล้วจักสุขกาย สุขใจ ไม่เดือดร้อนไปกับกรรมของใคร ร่างกายไม่ดีพึงพักผ่อนให้มาก อย่าห่วงงาน ทำเท่าที่จักทำได้ อย่าฝืนร่างกายให้มากเกินไป (เพื่อนของผมท่านต้องมีหน้าที่ซ่อมโบสถ์เก่า - วิหารเก่า และเจดีย์เก่าๆ ทั้งหลายในบริเวณวัดเก่าที่อยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังทุกวันตลอดมา โดยไม่มีค่าจ้างรางวัลหรืออาศัยกินข้าววัดแต่อย่างใด จนเสร็จเป็นรูปเป็นร่างให้คนเข้าไปกราบไหว้พระพุทธรูปเก่า ซึ่งชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จ เพราะตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ จึงต้องคอยดูแล-ซ่อมแซมตลอดไปจนกว่าร่างกายจะพัง แต่จิตมั่นคง ตายแล้วจิตมุ่งตรงพระนิพพานจุดเดียว ขณะมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ประมาทในความตาย ซ้อมตาย และพร้อมตายอยู่เสมอ ร่างกายทำหน้าที่ทางโลก แต่จิตอยู่กับพระธรรม และพร้อมที่วางภาระของโลกได้ทุกขณะจิต เพื่อไปพระนิพพาน รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่