พระธรรม

ในเดือน...กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๗. จงอย่าสงสัยในธรรมปฏิบัติ รักษาอารมณ์จิตด้วยการพิจารณาให้เกิดปัญญาในธรรมปฏิบัตินั้น ๆ แล้วจิตจักคลายความสงสัยไปเอง ให้พิจารณาให้รู้แจ้งตามความเป็นจริงเท่านั้น จิตก็จักไม่อิงไปด้วยกิเลส ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่จิตมักจักฝืนความจริงอยู่เสมอ จึงได้ระแวงสงสัยไปต่าง ๆ นานา อย่ากังวลใจในเหตุต่าง ๆ ทั้งปวง ตัดภาระของจิตห่วงทิ้งไป ให้คิดพิจารณาตามความเป็นจริง โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ ทุกอย่างพังหมด มีความสลายตัวไปในที่สุด ความสลายตัวอย่าไปคิดว่าอีกนาน จงเห็นความสลายตัวเกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต ให้เห็นเป็นธรรมดาอยู่อย่างนี้ พิจารณาอยู่อย่างนี้ จิตจักได้ไม่หลงเกาะติดในสภาวะต่าง ๆ ว่าทรงตัว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความทรงตัว แม้กระทั่งอารมณ์ก็ไม่มีความทรงตัว พิจารณาตามนี้เอาไว้ให้ดี การพิจารณาแล้วเบื่อหน่ายนั้นเป็นของดี แต่การเบื่อหน่ายที่ดีอย่าให้บังเกิดอารมณ์ปฏิฆะขึ้นมา ให้ลงธรรมดาเข้าไว้จิตจักเป็นสุข เพราะยอมรับนับถือกฎของธรรมดา

          ๘. จงอย่าประมาทในกรรม ร่างกายที่อ่อนแอลงไปก็เพราะกฎของกรรม จงระลึกนึกเข้าไว้เสมอว่า ความตายกำลังจักใกล้เข้ามา ความป่วยก็ย่อมเข้ามาเมื่อเวลาร่างกายอ่อนแอลง นี่เป็นเรื่องธรรมดาอีก เพราะฉะนั้นจงอย่ากังวลใจกับอาการของร่างกาย ให้หันมารีบทำความดีเอาไว้เสมอ ๆ เจริญอยู่ในทาน-ศีล-ภาวนา อย่าให้บกพร่องไปจากจิต ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นาน ความตายจักมาตัดรอนชีวิตเมื่อไหร่ก็ได้ จงรีบชำระล้างกิเลสเสีย

          ๙. การลืมสติเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ปฏิบัติ เพราะยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์เท่านั้นที่เป็นผู้มีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น จงอย่าโทษตนเองให้เห็นเป็นธรรมดา แต่เห็นธรรมดาแล้ว จงหมั่นฝึกฝนจิตตนเอง มิใช่ปล่อยปละละเลย ก็จักยิ่งขาดสติใหญ่

          ๑๐. เรื่องจิตโง่ ดูความไม่สบายใจของจิต แล้วจงพิจารณาตัวโง่ที่เกิดขึ้น ที่หลงผิดไปติดอยู่กับความไม่สบายใจนั้น จักหงุดหงิดไปทำไมกัน ร่างกายไม่ดีก็ดี เหตุการณ์ภายนอกไม่เที่ยงที่ถูกใจก็ดี ให้เห็นเป็นกฎของกรรม เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด จิตของเราโง่ไปเอง การติดในร่างกายเกิดขึ้นเพราะความหลง เกิดอารมณ์ยึดเกาะว่าเป็นเราเป็นของเราเนื่องจากจิตโง่ ไม่พิจารณาตามความเป็นจริงของร่างกาย ให้ดูจิตนี้ให้มาก การปฏิบัติของจิตจึงจักได้ผล จิตอ่อนแอไม่มีกำลัง เพราะกิเลสมาครอบงำจิต ล้วนเป็นความโง่ของจิตทั้งสิ้น อย่าคิดว่าตนเองเป็นคนฉลาด คนฉลาดจริง ๆ เขาไม่ปล่อยให้จิตตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสหรอก ตั้งสติเสียใหม่ มีความเพียรเสียใหม่ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการปฏิบัติ

          ๑๑. ความโกรธ-โลภ-หลง เกิดจากการหลงยึดร่างกายว่าเป็นเรา เป็นของเรา หลงยึดร่างกายคน-สัตว์-วัตถุธาตุว่าเป็นเรา เป็นของเรา ยึดรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา จิตจึงได้ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสมาร หรือขันธมารตัวเดียวกัน ถ้าไม่หลงยึดจักเกิดอารมณ์โกรธ-โลภ-หลงได้หรือไม่ (ก็รับว่าไม่เกิดแต่ทั้ง ๆ ที่รู้ ทำไม่จึงยังเผลอ) ทรงตรัสว่า “เพราะสติยังอ่อนมากจนเกินไป จักต้องหมั่นฝึกฝนในอานาปานุสสติให้ทรงตัว” จงระลึกนึกเอาไว้เสมอว่า ร่างกายนี้จักต้องหายใจอยู่ตลอดเวลา เหนื่อยก็ต้องหายใจ ไม่เหนื่อยก็ต้องหายใจ หากแต่สติที่จักระลึกได้มักเผอเรอลืมไปอยู่เสมอ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จักต้องฝึกสติเอาไว้ อานาปามีอยู่แล้วตัวสติกำหนดรู้นั้นซิ พยายามอย่าเผลอ

          ๑๒. ขึ้นชื่อว่ามีร่างกาย ย่อมมีอาการเหนื่อยเป็นทุกขเวทนาเป็นของธรรมดา ให้พิจารณาธรรมจุดนี้เข้าไว้เนือง ๆ จักได้ไม่ต้องกลับมามีร่างกายอย่างนี้ ให้เกิดความเหนื่อยเป็นที่ทุกขเวทนาอีก แล้วร่างกายนี้ก็มีอาการแปรปรวนอยู่เสมอ ๆ เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์อีกเป็นปกติธรรมของร่างกาย จงมองให้เห็นและให้วางเฉยลงด้วยกฎของธรรมดา จิตก็จักเยือกเย็นลงไม่เร่าร้อนอย่างในปัจจุบัน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่