พระธรรม

ในเดือน...กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๖. เกร็ดคำสอนที่ทรงสั่งให้บันทึกเอาไว้ มี ๕ เรื่อง คือ
                   ก) การถวายสังฆทานอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร มีความสำคัญว่า พระอาคันตุกะรูปหนึ่งมีปัญหาเรื่องเจริญพระกรรมฐานไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากมีผีหรือเจ้ากรรมนายเวรคอยรบกวน ท่านมาที่วัดท่าซุง ได้เพียรถวายสังฆทานให้กับเจ้ากรรมนายเวร แล้วก็ยังไม่ได้ผล จึงขอปรึกษากับท่านพระ..... (รองเจ้าอาวาส) ว่าเป็นเพราะเหตุใด คำตอบที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสคือ ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอม หากแต่เป็นเพราะพระอาคันตุกะรูปนั้นไม่ยอมรับในกฎของกรรมที่ตนเองทำไว้ในอดีต จึงเกิดความอึดอัดขัดเคือง จิตเร่าร้อน แม้การถวายสังฆทานอุทิศให้กับผีผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร ก็ทำด้วยจิตเร่าร้อน มุ่งหวังให้ผีให้อภัย แต่ตัวพระเองก็ไม่ยอมให้อภัย คือ จิตขุ่น ผูกใจจำว่าผีแกล้งอย่างโน้นอย่างนี้ ถวายสังฆทานให้เท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล ผียิ่งแกล้งหนัก ท่านเองไม่ยอมรับในกฎแห่งกรรม กล่าวคือในอดีตชาติท่านเองทำกรรมไว้กับผีมากมาย แล้วมาชาตินี้ผีทำเอาบ้างกลับขุ่นเคือง ไม่พอใจในผี ถวายสังฆทานให้แล้วไม่ยอมเลิกแกล้ง ก็เลยโกรธไม่ให้ต่อไป ขึ้นชื่อว่ากรรมย่อมเป็นกฎตายตัว วาระกรรมยังไม่สิ้น กรรมทั้งหมดก็จักให้ผลอยู่อย่างนั้น จนกว่าจักหมดวาระกรรม ทรงเคยตรัสสอนไว้ว่า ถ้าจะถวายสังฆทานอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร เราจักต้องเจริญเมตตาในพรหมวิหาร ๔ ให้เต็มกำลัง อย่าได้มีจิตขุ่นเคืองในเจ้ากรรมนายเวรแม้แต่นิดเดียว แล้วถวายสังฆทานต่อหน้านิมิตภาพพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เห็นเราเองยกกองสังฆทานถวายให้กับเจ้ากรรมนายเวร ให้มารับต่อหน้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบขออโหสิกรรมในขณะนั้น พร้อมทั้งอุทิศผลบุญให้ทั้งหมด ถ้าจิตขุ่น จิตเร่าร้อน ก็ทำไม่ได้ผล

                    ข) เรื่องจิตเรียบ และสังขารปรุงแต่ง ถ้ามีคนมาทำให้เราไม่พอใจ จะเห็นไฟเกิดขึ้นกับจิต คือ อารมณ์ไหว มีการเปลี่ยนแปลง เหมือนจิตเกิดคลื่น สังเกตแล้วจะเห็นกระแสของจิตจุดนี้ ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็น แม้แต่ไหวด้วยความโลภ - โกรธ - หลง ก็จะเห็นจิตมีกระแสเปลี่ยนแปลงไป คือไฟยังเกิดขึ้นกับจิต ต่างกับจิตสงบ จิตเรียบ กระแสของจิตก็เหมือนแผ่นน้ำที่ราบเรียบไม่มีคลื่น จิตเย็น จิตนี้เป็นที่สังเกตได้ว่า พระจะเข้ามาสอนได้ รับคำสอนของพระได้ เห็นภาพได้รู้อะไรๆ ก็ได้ แต่ต้องไม่มีตัณหานำหน้า ตัวอยากรู้ ก็เป็นตัณหา คือไฟเกิดกับจิต ก็คิดว่าเราเห็นไฟในจิต คือกระแสของจิตได้ ส่วนอารมณ์ปรุงแต่ง) นั้น ก็รู้ได้ไม่ยาก อายตนะกระทบอะไรแล้ว จิตเฉยๆ ก็ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง (อัพยากฤตธรรม) ถ้ากระทบแล้วคิดว่าดีแล้วชอบ ไม่ดีแล้วไม่ชอบ จุดนั้นอารมณ์หรือสังขารก็ปรุงแต่ง แต่ถ้าเห็นแล้วพิจารณาตามความเป็นจริง แล้ววางเฉย ก็เรียกว่ารู้ตามความเป็นจริง เป็นสังขารุเบกขาญาณ เนื่องจากทุกอย่างเป็นธรรมดา เกิดแล้วก็ดับไป หาความเป็นสาระไม่ได้ พระอรหัต์จึงได้ชื่อว่าคิดแล้วเฉยๆ มิใช่คิดแล้วมีตัณหาเข้ามาผสม

                    ค) เรื่องคนอื่นเข้าใจตัวเราผิด แต่ความจริงตัวเรานั่นแหละเข้าใจบุคคลอื่นผิด ความมีอยู่ว่า บุคคลผู้หนึ่งมีเรื่องเดือดร้อน เหตุจากละอาชีพเดิมมาทำงานในวัด โดยมีเงินเดือน แต่ทางวัดเกิดให้ออกจากงาน เลยไม่มีเงินเดือนกิน ต้องกินเงินเก่า มีผู้หวังดีแนะนำให้เขาไปทำอาชีพเก่า จะได้มีเงินเดือนกิน แต่เขาปฏิเสธอ้างว่า ขออยู่วัดเพื่อพิสูจน์ตนเอง เพื่อจะแก้ความเข้าใจผิดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาภายนอกตัว ซึ่งแก้ไม่ได้หรือแก้ได้ยาก เป็นความคิดที่ผิดหรือเป็นมิจฉาทิฎฐิตั้งแต่ต้น พระท่านก็เมตตาตรัสสอนว่า “คนเรามักเข้าใจว่าคนอื่นเข้าใจเราผิด แต่ไม่ค่อยคิดในมุมกลับกันว่าตัวเรานั่นแหละเข้าใจบุคคลอื่นผิด การคิดว่าจักอยู่เพื่อพิสูจน์ตนเอง จึงเป็นทิฎฐิอันเกิดประโยชน์น้อยมาก เรามักจักเป็นผู้พูดให้บุคคลอื่นฟัง แต่เราเองกลับเป็นผู้ไม่ยอมรับฟังบุคคลอื่นเขาพูด ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นตัวสักกายทิฎฐิทั้งสิ้น เป็นเรื่องปุถุชนที่ยังหนาแน่นไปด้วยกิเลส ถ้าจักปฏิบัติเพื่อละซึ่งกิเลส ให้พยายามกลับนิสัยเหล่านี้เสีย ให้ดูสมัยที่ตถาคตยังมีชีวิตอยู่ มีการประชุมสงฆ์ - มีการประชุมระเบียบวินัย การปาฏิโมกข์ก็ดี มีการอบรมสงฆ์ มีการพูด - คุยแลกเปลี่ยนความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาคกันอยู่ในระเบียบวินัย ไม่ว่าสงฆ์องค์นั้นมาจากตระกูลใด มีความมั่งมี - มีความยากจน มาจากไหนไม่สำคัญ เมื่อบวชเข้ามาเป็นบุตรตถาคต ก็ดั่งดอกไม้นานาชนิดหลากสี - หลากกลิ่น แต่ถูกร้อยด้วยเข็ม ด้ายเส้นเดียวกันมาเป็นพวงหรือสายเดียวกัน คือ ระเบียบวินัย มีใจความในธรรมวินัยจุดนั้น จึงมีความเข้าใจในหมู่สงฆ์ - มีความสามัคคี - มีความไม่เข้าใจพลาด - มีทั้งการละสักกายทิฎฐิในตน-มีทั้งการปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา นี้เรียกว่าเป็นส่วนของผู้ที่เขามาบวชเพื่อการละกิเลส อันเป็นสงฆ์ ส่วนใหญ่ในสมัยนั้น แต่ในส่วนที่ไม่ดีสั่งสอนไม่ได้ ก็ย่อมมีเป็นของธรรมดา คนเหล่านี้มาตามกรรม แล้วก็ไปตามกรรมนั้นก็เป็นส่วนน้อย บุคคลนั้นถ้าคิดว่าจักอยู่เพื่อเอาชนะคนอื่น ก็เป็นสิ่งที่ผิด แต่ถ้าอยู่เพื่อที่จักเอาชนะตนเอง นั่นแหละเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คำว่าชนะตนเองคือชนะซึ่งความโกรธ - โลภ - หลงที่บังเกิดแก่จิตตนเอง แล้วทำตนเองคือกาย - วาจา - ใจให้ลุแก่อำนาจของความโกรธ - โลภ - หลง กล่าวได้ว่าแพ้ต่ออำนาจของความโกรธ - โลภ - หลง แต่เมื่อเพียรทำเพื่อเอาชนะความโกรธ - โลภ - หลง โดยไม่ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธ - โลภ - หลง ทั้งกาย - วาจา - ใจ นั่นแหละได้ชื่อว่าชนะใจตนเอง

                    ง) เรื่องการหลับ หรือความง่วงอยากจะนอน เพื่อนของผมท่านมีความรู้สึกอยากจะนอน คือ ง่วงอยู่เสมอ นอนไม่รู้จักพอ พระท่านก็ถามว่า กินมันรู้จักพอหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่พอ ทรงตรัสนั่นแหละเป็นธรรมดา กินแล้วอิ่ม ไม่นานก็หิวใหม่ นอนก็เช่นกัน อิ่มแล้วก็ง่วงใหม่ เป็นปกติธรรมดาของการมีร่างกาย จักไปมีอารมณ์พอใจ แล้วไม่พอใจเพื่อประโยชน์อะไร การพิจารณาธรรมทุกอย่างให้มาลงที่ขันธ์ ๕ แล้วจักหาความเป็นจริงพบได้ เพราะการมีขันธ์ ๕ ซึ่งประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน - น้ำ - ลม - ไฟ มีอาการ ๓๒ ล้วนไม่เที่ยง ทุกอย่างจึงไม่พ้นกฎธรรมดาของการมีร่างกาย

                    จ) เรื่องการแก้ไขอารมณ์พอใจกับไม่พอใจ พราหมณ์ถามปัญหานี้กับพระพุทธเจ้าว่า ควรจะแก้ไขอย่างไร มันเกิดอยู่เรื่อย ๆ ทรงแก้ให้ว่า “ให้พิจารณาตัดขันธ์ ๕ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของธรรมดา ให้เห็นความเกิด - ความดับแห่งธรรมนั้นๆ ขันธ์ ๕ เกิดแล้วก็ดับเป็นสันตติ พึงทำความเข้าใจในขันธ์ ๕ จึงจะละวางซึ่งขันธ์ ๕ ได้ คำว่าละ-วาง คือ จิตไม่ติดอยู่ในขันธ์ ๕ เห็นสภาวธรรมเกิด - ดับเป็นของธรรมดา อันได้ชื่อว่า ขณะจิตใดพิจารณาธรรมขันธ์แล้ว ปล่อยวางซึ่งอุปาทานขันธ์ ก็ชื่อว่าขณะจิตนั้นก็ถึงซึ่งนิพพะ คือ ดับความโกรธ - โลภ - หลงในอุปาทานขันธ์นั้นๆ อารมณ์จิตก็จักปักอยู่กับพระนิพพานเป็นปกติ เรียกว่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานในปัจจุบันธรรมนิพพานเดี๋ยวนี้ เป็นความมั่นคงของจิต มิใช่ไปหวังนิพพานเมื่อตายแล้ว หรือนิพพานในอนาคต ให้เพียรทำพระนิพพานให้เกิดขึ้นในปัจจุบันคือเดี๋ยวนี้ ขณะจิตนี้เสมอๆ อันเหมือนกับพิจารณาธรรมจนถึงนิโรธ หนทางดับทุกข์ ๑ ครั้ง จิตก็ถึงซึ่งพระนิพพาน ๑ ครั้ง ทำให้เกิดนิพพานในปัจจุบันธรรม อันเป็นอารมณ์ซึ่งพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านทรงอยู่ได้เป็นปกติธรรม ดังนั้น ถ้าบุคคลใดไม่รู้อารมณ์ ไม่รู้ไฟภายในอันเกิดขึ้นกับจิตของตน บุคคลผู้นั้นยากที่จักชำระจิตหมดจากกิเลสได้

          ๗. เรื่องเดรัจฉานวิชา หรือการปล่อยคุณไสย และวิธีแก้ไข ทรงตรัสว่า จงอย่าคิดว่าเราจักไม่เป็นศัตรูกับใคร แล้วจักไม่มีใครมาเป็นศัตรูกับเรา เบื้องหน้าต่อไปจักมีคนมุ่งร้ายหมายขวัญ การระมัดระวังตัวเอาไว้บ้างก็เป็นการดี เพื่อนผมท่านได้รับการบอกเล่าจากคณะถาวร ซึ่งมีกลุ่มคนวัยกลางคนประมาณ ๑๐ คน เป็นหญิงล้วน มาพักอยู่ที่ตึกอำนวยการบ่อย ๆ เมื่อวัดมีงาน เรื่องโดยย่อมีดังนี้ มีหญิงคนหนึ่งมีสามีและมีบุตร ๓ - ๔ คน ต่อมาถูกแม่ม่าย ทำเสน่ห์ แบบฝังรูปฝังรอย โดยหลอกเอารูปถ่ายภรรยาไปให้หมอเขมรทำเสน่ห์ สามีเลยหลงแม่ม่ายคนนั้นไปอยู่โคราช ภรรยาพยายามตามตัวและแก้ไข โดยไปหาหมอพระ หมอผีก็ไม่สำเร็จ ตามพบตัวก็จะถูกแม่ม่ายจะฟันเอา ต้องเผ่นกลับกรุงเทพฯ ในปีที่ ๔ ก็รู้วิธีการทำเสน่ห์ โดยการย้อนรอย เอารูปผู้หญิงแม่ม่ายที่ทำเสน่ห์ มาสวดบังสุกุลตาย (แบบที่หลวงปู่วัยท่านเคยบอกวิธีแก้คุณไสยไว้) แล้วพันด้วยสายสิญจน์ จากนั้นให้เอารูปถ่ายที่พันด้วยสายสิญจน์นั้น ไปฝังที่ทางสามแพร่ง ผลสามีคลายจากคุณไสยทันที ตอนถูกคุณไสยหน้าดำคล้ำ พฤติการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม วิธีของหลวงปู่วัย ท่านให้เขียนชื่อ-นามสกุล แล้วนั่งทับไว้ แล้วสวดบังสุกุลตาย ใช้อำนาจพุทธคุณได้ อาทิใช้น้ำมนต์บทรัตนสูตรอาบหรือรดก็แก้ได้ ถ้าหากมั่นใจในพลังอำนาจพระรัตนตรัย หรือว่าเพียงคาถาพุท - โธ อย่างมั่นใจก็แก้ไขได้ สุดแล้วแต่อำนาจคุณไสยเขาจักทำเอาไว้รุนแรงแค่ไหน คำว่ารุนแรง บางคนมุ่งร้ายทำให้เสียสติ บางรายมุ่งร้ายทำให้ถึงตายอย่างนี้เป็นต้น จงอย่าคิดว่าไสยศาสตร์จักสิ้นไปแล้ว หากแต่เดียรัจฉานวิชาอย่างนี้ยังคงมีอยู่ และมุ่งทำร้ายซึ่งผู้ที่ถูกตกเป็นเป้าหมายอยู่มิได้ขาด พึงระมัดระวังตัวเอาไว้ให้ดี การเข้ามาเป็นกำลังของพุทธศาสนา ย่อมเป็นเป้าหมายให้คนเหล่านี้เล่นงานอยู่ตลอดมา

          ๘. ร่างกายใครก็ไม่สำคัญเท่ากับร่างกายของตนเอง ให้ดูวาระจิตที่ผูกพันกับร่างกายของตนเองให้มากที่สุด ตัวห่วง - ตัวกังวลเกิดจากผูกพันร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ สอบจิตรงนี้ให้ดี จึงจักละคลายตัวกังวล - ตัวห่วงลงได้จากการพิจารณาขันธ์ ๕ โดยละเอียด ให้ดูจิตของตนเอง อย่าไปสนใจจิตของบุคคลอื่น พฤติกรรมดี - เลวของใคร ก็จงอย่าไปสนใจ ให้ดูกาย - วาจา - ใจของตนเอง แล้วเรื่องภายนอกให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั้งหมด อย่าเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดธรรมดา จิตใจก็จักเร่าร้อนด้วยคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นผิดธรรมดา จิตใจก็จักเยือกเย็น

          ๙. การทำงานให้เอาธรรมปัจจุบันเป็นเครื่องตัดสินใจ แล้วกระทำการงานนั้นไปโดยใคร่ครวญให้รอบคอบ เมื่อไม่มีตัวลังเลใจ มีความคิดเห็นว่า การงานนั้นสมควรแก่การที่จักกระทำในปัจจุบันธรรมนั้นๆ จิตก็จักเกิดความมั่นใจ ไม่ลังเลใจ ทำงานนั้นด้วยความสบายใจ จงอย่าแคร์คนอื่นให้มากนัก ให้ดูตามความเหมาะสม รักษาศรัทธาแต่เบียดเบียนตนเองก็ไม่ถูก ให้หามัชฌิมาให้เจอ แล้วจักรู้จักคำว่าพอไปเสียอย่างทุกอย่าง แม้จักหาตัวพอดีได้ยาก ก็จงอย่าละความเพียรที่ไม่พบตัวพอดีก็เนื่องจากขาดการพิจารณาที่ดี รู้จักอารมณ์ใจของตนเองน้อยไปหน่อย ให้ตั้งต้นศึกษาอารมณ์ใจของตนเองแล้ว จักก็การพิจารณาที่ละเอียดขึ้นและดีขึ้นได้

          ๑๐. จิตที่ติดอยู่ในปัจจุบันนี่แหละแก้ไขยากที่สุด มีความโดยย่อว่า เพื่อนผมท่านไปฟังสวดอภิธรรม งานศพญาติของท่านมีพระสวด ๔ องค์ ซึ่งเพื่อนผมท่านรู้จักดี โดยเฉพาะองค์แรกยังมีความดีไม่พอที่จะเป็นพระ แต่อาทิสมานกายของญาติท่านมาบอกว่า ตั้งแต่เขาทำบุญมาเพิ่งได้รับบุญเต็มที่วันนี้เอง ก็นึกสงสัยว่าเพราะเหตุใด พระท่านก็เมตตาตรัสสอนว่า “ผู้รับไม่บริสุทธิ์ สำหรับวันนี้ผู้รับบริสุทธิ์” ก็ยังสงสัยในปฏิปทาของพระองค์แรกอยู่ ทรงตรัสว่า “ปัจจุบัน บริสุทธิ์" คือ ในขณะปัจจุบันนี้ ท่านกำลังสวดอยู่ กรรมทั้ง ๓ ของท่านบริสุทธิ์" คือกาย - วาจา - ใจบริสุทธิ์ และตรัสต่อไปว่า “เวลาที่รับสังฆทานก็บริสุทธิ์ เพราะท่านไม่ได้รับเอาไว้เป็นส่วนองค์ เพื่อนผมเห็นญาติของท่านเป็นเทวดา ก็ถามว่าไม่อยากไปพระนิพพานหรือ เทวดาองค์นั้นตอบว่า อยู่บนสวรรค์มีแต่ความสุข สุขจนไม่อยากทำอะไร เรื่องไปพระนิพพานก็เลยไม่ค่อยได้คิด ก่อนตายมีเวทนาสูง เรียกว่าทุกข์เกินไป จึงทำให้ไปพระนิพพานไม่ได้ พระทรงตรัสว่า “ให้ศึกษาเข้าไว้ สมัยที่เขาป่วยหนักอยู่ความมั่นคงของจิตในพระนิพพานมีน้อย รู้อยู่ว่าพระนิพพานมีความสุข แต่ไม่เคยไป ไม่เคยสัมผัสว่าสุขแค่ไหน เคยฟัง เคยอ่านแต่ในหนังสือ เมื่อรู้ว่าร่างกายจักตายก็อยากจักไป กรรมมาตัดทุกขเวทนาเบียดเบียนหนัก จิตไปเกาะอยู่กับเวทนานั้น จึงเป็นเหตุให้จิตคลายจากอารมณ์อยากไปพระนิพพาน เมื่อร่างกายตาย จิตก็ไปเป็นเทวดาตามกำลังของบุญที่ทำเอาไว้สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อมาสู่สวรรค์มีความสุข สุขตรงนี้เป็นปัจจุบันธรรมที่เขาเสวยความสุขอยู่ ความอยากไปพระนิพพานก็คลายไปอีก เนื่องจากติดสุขอยู่ในปัจจุบันธรรม แต่สุขของสรรค์ที่เขาเจออยู่ขณะนี้ เขารู้สึกสุขจับใจเหลือเกิน เจ้าคงจักจำคำสอนได้ ในอดีตเคยสอนเอาไว้ว่า จิตที่ติดอยู่ในปัจจุบันนี่แหละแก้ไขยากที่สุด เพื่อผมท่านจำได้ว่ามี ลูกศิษย์หลวงพ่อท่านหนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจว่า มนุษยโลก - เทวโลก -พรหมโลกฉันไม่ติดแน่ ฉันอธิษฐานไม่ต้องการมันทุกวัน ฉันต้องการไปพระนิพพานจุดเดียว แต่ตรงนั้น พระท่านก็ชี้ให้เห็นว่า ท่านผู้นี้ยังหลงติดอยู่ในมนุษยโลกอยู่เต็มเปา ทั้งโกรธ - ทั้งโลภ - ทั้งหลง เป็นการติดอยู่ในปัจจุบันธรรม หรือปัจจุบันชาติ ทรงตรัสเสริมว่า ธรรมตรงนี้แหละเป็นจุดแก้ไขจิตของตนเอง ปัจจุบันธรรมตรงนี้คือ เวลาที่นักปริยัติจักต้องทำความรู้จักกับกาย - วาจา - ใจของตนเอง รักษาศีล - สมาธิ - ปัญญาให้พร้อมขึ้นมาได้ในธรรมปัจจุบัน นักปฏิบัติมีเวลาเดียวคือ ขณะจิตนี้เรียกว่าปัจจุบันธรรม ทำให้พร้อมทำให้ได้ มรรคผลนิพพานก็เกิดอยู่ในธรรมปัจจุบันนี้แหละ ในการปฏิบัติมีแต่เดี๋ยวนี้เดี๋ยวหน้าไม่มี แต่ในการปฏิบัติมิใช่เคร่งเครียด เพียงแต่สำรวมกาย-วาจา-ใจไม่ให้ประพฤติชั่ว ให้อยู่ในกรรมดี และมีจิตผ่องใสเท่านั้น (กรุณาอ่านธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม 3 เรื่องคิริมานนทสูตรประกอบ)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่