(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน พฤศจิกายน ๒๕๓๘)

การรักษาชีวิตไว้เพื่อปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งจำเป็น




 

          เรื่องโดยย่อมีอยู่ว่าในสมัยพระพุทธกัสสป มีพระ ๗ องค์ ได้ตั้งสัจจะต่อกันว่า จะใช้วิริยะ ขันติ และสัจจะบารมี บำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ โดยใช้บันไดปีนขึ้นเขาชัน เพื่อไปภาวนาอยู่ในถ้ำ เมื่อขึ้นไปได้แล้วก็ทำลายบันไดนั้นเสีย ทุกท่านอธิษฐานว่า หากไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็ขอตายอยู่บนนั้น (คล้ายๆ กับสมเด็จองค์ปัจจุบันอธิษฐานจิตที่โคนต้นโพธิ์)

          วันแรก พระ ๑ องค์ บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ ก็เหาะไปบิณฑบาตนำอาหารมาเลี้ยงพระอีก ๖ องค์ แต่ทุกองค์ปฏิเสธอาหาร ยอมตายดีกว่าเสียสัจจะ

          วันที่ ๒ พระอีก ๑ องค์ บรรลุเป็นพระอนาคามีผล พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ ก็เหาะไปบิณฑบาตนำอาหารมาเลี้ยงพระอีก ๕ องค์ ทุกองค์ก็ปฏิเสธแบบวันแรก

          ในที่สุดอีก ๕ องค์ ก็เสียชีวิต เพราะขาดอาหาร ไปเกิดยังเทวโลก และพรหมโลก

          ในวันแรกพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ท่านสอนธรรมะกับพระอีก ๖ องค์ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การฉันอาหาร จุดประสงค์ก็เพื่อยังอัตภาพร่างกายให้คงอยู่ จิตที่อาศัยร่างกายอยู่จะได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม ให้บรรลุมรรคผลได้

          ๒. การบรรลุมรรคผลอยู่ที่จิต มิได้อยู่ที่กาย แต่ต้องอาศัยร่างกายเป็นฐานของการปฏิบัติธรรม

          ๓. การพ้นทุกข์ต้องพ้นทุกข์ที่จิต ไม่ได้พ้นที่กาย จิตต้องพ้นทุกข์ให้ได้ก่อนที่กายจะพัง มิใช่ให้กายพังก่อนแล้วจิตจะพ้นทุกข์ได้ (คำแนะนำทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นคำสอนที่ปราศอุปาทาน เพราะท่านหมดกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมแล้ว)

          ๔. การตายของกายไปแต่ละครั้ง ก็ไม่แน่ว่าอีกนานเท่าไหร่จึงจะได้มีโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก การเกิดแต่ละครั้งก็แสนยาก ยิ่งได้มาเกิดพบพระพุทธเจ้า พบพระพุทธศาสนา ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก จึงไม่สมควรทำร้ายหรือเบียดเบียนร่างกายด้วยการอดอาหาร สู้รักษาชีวิตไว้ปฏิบัติธรรมดีกว่า

          ๕. ร่างกายเมื่อถึงเวลาของมัน มันก็ตายเองโดยเราไม่ต้องไปเบียดเบียนเขา กายเขาไม่มีทางรอดอยู่แล้ว ซึ่งที่เราจะต้องพยายามทำให้รอด ก็คือจิตและอารมณ์ของเราต่างหาก

          ๖. กายกับจิตต่างต้องอาศัยกันและกัน หากร่างกายดีก็ทำให้อารมณ์จิตดี หากร่างกายไม่ดี มีเวทนาสูง ก็ดึงให้อารมณ์จิตไม่ดีตามไปด้วย ดังนั้น เราจึงต้องพยายามอย่าเบียดเบียนตนเอง (จิตตนเอง) และพยายามอย่าเบียดเบียนผู้อื่นด้วย (กายที่จิตอาศัยอยู่) จัดเป็นพรหมวิหาร ๔ ทั้ง ๔ ข้อ

          หลวงพ่อฤๅษี

          ๑. พวกเอ็งอย่าไปตำหนิพระทั้ง ๕ องค์ที่ไม่ยอมฉันอาหารว่าโง่ เพราะไม่รู้คุณค่าของชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในสมัยพุทธันดรนั้น เพราะพวกเอ็งยังโง่ยิ่งกว่าท่านทั้ง ๕ องค์ เพราะเวลานี้ท่านไปพระนิพพานกันแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่พวกเอ็งยังไม่ได้ไปนิพพานเลย

          ๒. อนึ่ง สมัยนั้นเพราะกฎของกรรมบังคับ วาระบรรลุธรรมมันยังไม่ถึง ทำอย่างไรๆ ก็บรรลุไม่ได้

 

กรรมฐานอยู่ที่จิต

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การนอนในท่า สีหไสยาสน์เป็นของดี แต่มิใช่ว่าจักต้องอยู่ในท่านั้นเสมอไป และที่คุณหมอคิดว่า ถ้าหากนอนอยู่ในท่าเดียวก็ทนไม่ไหว จักต้องพลิกเปลี่ยนท่าไปตามสภาวะของร่างกายบ้างนั้น เป็นการถูกต้องแล้ว ดูแต่การนั่งขัดสมาธิตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่นก็เช่นกันเป็นของดี แต่พึงเป็นเฉพาะบางเวลา ถ้าปวดถ้าเมื่อยก็เปลี่ยนท่านั่งได้ฉันใด การนอน สีหไสยาสน์ก็ฉันนั้น

          ๒. อย่าลืมกรรมฐานอยู่ที่จิต แต่จิตก็อาศัยอยู่ในกาย มิใช่กายจักอย่างไรไม่สำคัญ จะเอากรรมฐานอย่างเดียวนั้นก็ไม่ได้ ให้หาความพอดีของกายเอาไว้ด้วย ทุกๆ อิริยาบถของกาย พึงหาความเหมาะสมของความสบายของกายไว้ด้วย ถ้ากายถูกเบียดเบียน จิตก็พลอยถูกเบียดเบียนไปด้วย นี่เป็นอริยสัจ

          ๓. อนึ่ง การยืนนาน นั่งนาน นอนนาน เดินนาน เป็น อัตตกิลมถานุโยค ทั้งสิ้น ให้หาความพอดีของอิริยาบถ ๔ ไว้ด้วย

          ๔. สำหรับร่างกาย จักห้ามไม่ให้มันเสื่อมเลยนั้นไม่ได้ เพียงแต่เราคือจิตให้รู้จักหาอริยสัจ คือความเป็นจริงของร่างกายเอาไว้ด้วย ต้องรู้เท่าทัน และปฏิบัติในร่างกาย ความทุกข์ของร่างกายอันจักถูกเบียดเบียน ก็จักบรรเทาเบาบางลงไปด้วย

          ๕. ความพอดีของจิตก็มี ความพอดีของกายก็มี หาให้พบแล้วปฏิบัติตามนั้น

          ๖. เจ้าจักต้องไม่ลืมความจริงข้อนี้ การเจริญพระกรรมฐาน ต้องเข้าหาความจริงจึงจักเป็นของแท้ ให้เห็นกาย เห็นจิต เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง การเจริญพระกรรมฐานจึงจักได้ผล

          ๗. เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของกายสังขาร สัตว์ คน วัตถุธาตุ ก็พึงทำจิตอย่าให้มีความประมาทมากนัก สำรวจอารมณ์เข้าไว้เสมอ อย่าปล่อยอารมณ์ให้ฟูไปตามกิเลสมากนัก หมั่นนึกถึงความตายให้ถี่มากได้แค่ไหน ความประมาทก็จักน้อยลงแค่นั้น อย่าลืม รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน

 

วิธีตัดอารมณ์ปฏิฆะ (๒๕ พ.ย. ๓๘)

          ท่านพระ.... เมตตาแนะนำวิธีตัดอารมณ์ปฏิฆะให้ดังนี้

          ๑. การเอาจิตจับภาพพระเป็นกสิณนั้นเป็นของดี ท่านก็ทำอยู่เป็นปกติ แต่มีอารมณ์จิตเกาะตัววิปัสสนาอยู่เป็นปกติด้วย คือคิดและพิจารณาอยู่เป็นปกติ

          ๒. เมื่อถูกกระทบ หากจับภาพพระอยู่มักจะไม่ได้ผล คือเกิดอารมณ์ปฏิฆะเสียก่อนเสมอ แล้วจึงจะแก้ไข สู้ทรงอยู่ในวิปัสสนาญาณไม่ได้ ถูกกระทบแล้วเฉยๆ ลงตัวธรรมดาง่ายและรู้สึกสงสารผู้ที่แสดงความโกรธให้เห็น จะเป็นโดยวาจาหรือกายก็ตาม เห็นใจของเขาไฟลุกโซน เห็นแล้วสงสาร

          ๓. อารมณ์ปกติที่ทรงอยู่ คือ มรณานุสสติกับพระไตรลักษณ์ เห็นอะไรมันพังหมด เห็นความดับของร่างกายและวัตถุธาตุใดๆ ในโลกพังหมดด้านเดียว ใช้ปัญญาให้มาก ใช้สัญญาแต่น้อย (จุดนี้คือ อากิญจัญญายตนฌาน หรือ วิปัสสนาญาณข้อที่ ๒)

          ๔. เมื่อทรงอารมณ์ หรือคุมอารมณ์ของตนเอง แบบหลวงปู่หลุยแล้วรู้สึกว่าดี สามารถป้องกันการกระทบทั้งจากภายนอกและจากภายในได้ดี หลวงปู่หลุยท่านมีอุบาย ๒ อย่าง

               ๔.๑ ม้างกายจิตจะแยกกายออกเป็น ๓๒ ส่วน ๓๒ อาการอยู่เสมอ จนจิตชินเป็นฌานในการแยกกายกระทบกายคน กายสัตว์ เห็นเป็นอาการ ๓๒ หมดคนสัตว์หายไป

               ๔.๒ ใช้ไตรลักษณ์ฟอกจิตอยู่เสมอคุมจิตอยู่เสมอจะแก้ปัญหาได้ทุกชนิด หลวงปู่หลุยท่านว่าไตรลักษณ์ระงับกิเลสได้ทุกชนิด จนกระทั่งทำลายกิเลสได้ในที่สุด

          ๕. หลวงพี่ท่านจับภาพพระวิสุทธิเทพเป็นกสิณ เป็นสมถะภาวนา ส่วนการพิจารณาไตรลักษณ์อยู่เสมอเป็นวิปัสสนาภาวนา สรุปว่าท่านทำทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่เป็นปกติควบกัน แต่พยายามอยู่ในอารมณ์พิจารณามากกว่า เมื่อท่านทรงอารมณ์ของท่านได้อยู่เป็นปกติเช่นนี้ ท่านเลยตัดอารมณ์ โลภะ (ราคะ) และปฏิฆะได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ท่านสอบได้อยู่เสมอเมื่อถูกกระทบ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่