อารมณ์ฟุ้งซ่าน




          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐมทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่อง อารมณ์ฟุ้งซ่าน มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงอย่าท้อถอยในความเพียร ที่จักเรียนรู้อารมณ์ของจิตฟุ้งซ่านไปด้วยจริตอันใด ก็ให้รู้อยู่ว่าความฟุ้งซ่านนั้นมีจริง เนื่องด้วยเจ้ายังไม่ใช่พระอนาคามีผล จักตัดอารมณ์ฟุ้งซ่านเกี่ยวกับกามฉันทะ ความพอใจในขันธ์ ๕ ของท่านฤๅษีลงได้หรือตัดปฏิฆะ ความไม่ชอบใจในอารมณ์วิตกกังวลเหล่านี้ลงได้ อารมณ์เหล่านี้จึงเป็นเหตุให้จิตของเจ้าฟุ้งซ่านเป็นปกติ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะการคิดหักห้ามอารมณ์เช่นนั้นจักทำให้จิตเกิดความกลัดกลุ้ม ต้องค่อย ๆ ล่อหลอกอารมณ์ มันอยากฟุ้งซ่านก็ปล่อยมันไปบ้าง บางขณะเมื่อมันคิดจนพอ เจ้าก็จงจับเข้ามาสู่อานาปานัสสติกรรมฐาน ได้มากได้น้อยจงพอใจเท่าที่ได้ อย่าบังคับเอานานเป็นสำคัญ ต้องยึดเอาแต่จิตสบายไม่ดิ้นรนเป็นสุขเป็นสำคัญ จึงจักกล่าวได้ว่าการแก้จริตพอมีผล หมั่นทำไปเรื่อย ๆ เป็นการสะสมกำลังฌานในอานาปานัสสติกรรมฐาน ให้ทรงตัวทีละเล็กทีละน้อย นานเข้าก็จักเป็นกำลังใหญ่ได้

          ๒. อย่าใจร้อนเป็นอันขาด อานาปานัสสติเป็นของเย็น ยังอารมณ์ของจิตให้สงบ หากใจร้อนเร่งด่วนเข้า ก็ขัดกับหลักการปฏิบัติในอานาปานัสสตินี้

          อย่าลืมพรหมวิหาร ๔ ก็ดี อานาปานัสสติ ล้วนเป็นกรรมฐานเย็น หากเจ้าเข้าใจพระธรรม หรือกรรมฐานทุกหมวด ไม่ว่าจักเป็นสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม ทั้งหมดล้วนมุ่งสอนให้อารมณ์ของผู้ปฏิบัติสงบ-เยือกเย็นจากกิเลสทั้งสิ้น ซึ่งหมายความว่า เพื่อให้จิตเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันชาติ และในสัมปรายภพ ดังนั้นการมีอารมณ์ใจร้อน จึงขัดกับหลักการปฏิบัติพระธรรมคำสั่งสอนของตถาคตอย่างยิ่ง จุดนี้ต้องคิดและนำไปปฏิบัติให้ได้ด้วย การปฏิบัติกรรมฐานจึงจักมีผลตามที่ต้องการได้

          ๔. เพราะฉะนั้น เจ้าจึงพึงรู้จุดประสงค์ของการเจริญพระกรรมฐานด้วย เพื่อความสุขสงบเยือกเย็นของจิต ถ้าทำแล้วจิตรุ่มร้อนก็ผิดหลักการปฏิบัติ ดูอารมณ์ของตนเองไว้ให้ดี ๆ อย่าโทษอายตนะสัมผัสภายนอกว่าทำให้เราชั่ว ตัวสำคัญอยู่ที่จิตของเราตัวเดียว เพราะมันท่องเที่ยวอยู่ในอารมณ์โมหะ-โทสะ-ราคะมานาน จู่ ๆ จักให้รู้เท่าทันมันเลยก็แสนยาก ดูตัวอย่างการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็แล้วกัน จักเป็นวิริยาธิกะ ศรัทธาธิกา ปัญญาธิกะก็ตาม ต้องบำเพ็ญบารมีมานานเท่าไหร่ จึงจักพบกับความชนะอารมณ์ได้

          ๕. การบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ คือ การบรรลุพระอรหันต์ ชนะอารมณ์ของตนเองโดยไม่มีครูผู้สอนนั่นเอง เพระฉะนั้น ก่อนที่จักบรรลุผลในชาติสุดท้ายนั้น จิตก็ต้องท่องเที่ยวไปในภพชาติต่าง ๆ มาอย่างครบถ้วน เพราะจักได้นำไปสั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์ได้อย่างแท้จริง การไปในภพชาติต่าง ๆ นั้นได้ ก็อารมณ์โมหะ-โทสะ-ราคะของจิตพาไป

          ๖. ดังนั้น จุดนี้ขอให้พวกเจ้าคิดให้ดีๆ อาศัยจิตที่เคยปรารถนาพุทธภูมิเก่า ใยเลยจักไม่เกลือกกลั้วไปด้วยกิเลส ๓ กองนี้อย่างหนาแน่น จู่ ๆ จักใจร้อนตัดกิเลส ให้พินาศไปในพริบตา ย่อมเป็นไปไม่ได้ ขอให้พิจารณาจุดนี้ให้ดี ๆ ระงับอารมณ์ใจร้อนให้ลดน้อยลงไปบ้าง เมื่อเข้าใจก็จักเตือนเอาไว้แค่นี้

          ธัมมวิจัย เมื่อเอาพระธรรมคำสั่งสอนจุดนี้มาใคร่ครวญ ก็เกิดความเข้าใจหรือปัญญาดังนี้

          ๑. พระธรรมเป็นของเย็น โดยเฉพาะอานาปากับพรหมวิหาร ๔ อานาปาเป็นสมถะ ทำให้จิตสงบเป็นสุข พรหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์คิด ทำให้เกิดปัญญาเป็นวิปัสสนา

          ๒. การปฏิบัติให้เกิดผล ทั้งอานาปาและพรหมวิหาร ๔ ดูแล้วเหมือนทำได้ง่าย ๆ แต่พอปฏิบัติจริง ๆ แล้วมันง่ายนิดเดียวแต่ยากมากๆ ที่จะให้เกิดผลทรงตัว

          ๓. อุปมาอานาปาเหมือนพระอานนท์ และพรหมวิหาร ๔ เหมือนพระพุทธเจ้า เพราะในสมัยพระพุทธกาล ผู้ใดจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จะต้องผ่านหรือพบพระอานนท์ก่อนเสมอ ในการปฏิบัติหากใครจิตไม่สงบ จิตก็ไม่สามารถสัมผัสภาพพระพุทธเจ้าหรือเห็นพระองค์ได้ หากจิตสงบเป็นฌานจึงจะเห็นพระพุทธเจ้าได้

          ๔. หากใครทิ้งหรือไม่สนใจอานาปาแล้ว ยากยิ่งนักที่จะเอาดีได้ หรือไม่มีทางเอาดีได้ และผู้ใดทิ้งพรหมวิหาร ๔ ปัญญาในการตัดสินกิเลสก็ไม่มีทางเกิด เพราะพรหมวิหาร ๔ เป็นอาหารของศีล-สมาธิ-ปัญญา ซึ่งเป็นทางไปสู่พระนิพพาน

          ๕. ผู้ใดเจริญอานาปาได้ทรงตัว ผู้นั้นเท่ากับได้กรรมฐานอีก ๒๙ กองไว้ในจิตด้วย (ในกรรมฐาน ๔๐)

          ๖. สมถะ ๓ กองที่ทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต คือ ก)อานาปา ข) กายคตาและอสุภะ และ ค) มรณาและอุปสมานุสสติ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ และพระอรหันต์ทุกท่านก็ไม่ทิ้งตลอดชีวิต

          ๗. หากพรหมวิหาร ๔ เต็มและทรงตัว ก็จบกิจในพุทธศาสนา เพราะหมดอารมณ์เบียดเบียนตนเองแล้ว จึงไม่มีทางที่จะเบียดเบียนผู้อื่นได้ เท่ากับพ้นภัยตนเองแล้วเพราะภัยร้ายที่สุดของการปฏิบัติธรรม ก็คือ ภัยจากอารมณ์ของจิตตนเองทำร้ายจิตตนเอง เมื่อพระองค์บรรลุธรรมเป็นของพระพุทธเจ้า หนึ่งในสี่ที่พระองค์อุทาน (พุทธอุทาน) ก็คือสุขจริงหนอ เพราะหมดการเบียดเบียนตนเองแล้ว ซึ่งหมายถึง พรหมวิหาร ๔ เต็มนั่นเอง

          ความเย็นอันเกิดจากอานาปาและพรหมวิหาร๔ มีผล ๓ระดับ คือ

               ก) ระดับต้นได้ อธิศีล เพียรรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาจิตไม่ให้ทำผิดศีลอีกเป็นอัตโนมัติ หรือตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกได้ ทำให้พ้นความร้อน หรือพ้นทุกข์จากอบายภูมิ ๔ อย่างถาวร

               ข) ระดับกลางได้ อธิจิต เพียรรักษาอารมณ์ ๒ ของจิตคือราคะกับปฏิฆะ มิให้เกิดเมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัสทั้งภายนอก ๖ และภายใน ๖ ทรงตัวเป็นอัตโนมัติแบบตอนเพียรรักษาศีล มีผลทำให้พ้นความร้อนหรือพ้นทุกข์จากการเกิดมีร่างกาย หรือมีขันธ์ ๕ ในโลกมนุษย์ได้อย่างถาวร (ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ข้อแรกได้)

               ค) ระดับสูงได้ อธิปัญญา เพียรรักษาอารมณ์ ๓ คือ โมหะ-โทสะ-ราคะ มิให้เกิดเมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัส ๑๒ คือ ทั้งภายนอก ๖ และภายใน ๖ ทรงตัวเป็นอัตโนมัติ มีผลทำให้พ้นความร้อน หรือพ้นทุกข์จากการเกิดในโลกทั้ง ๓ คือ มนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลกอย่างถาวร (ตัดสังโยชน์ได้ครบทั้ง๑๐ ข้อ)

          จิตในระดับนี้ละเอียดมาก จึงขอยกเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มาอ้าง เพราะผมยังปฏิบัติไม่ถึง รู้เพียงแค่สัญญา อันเป็นอนิจจาหรือไม่เที่ยง-ไม่ทรงตัวอยู่เป็นปกติ จึงขอสรุปสั้นๆ ว่า

          แค่ตัดสังกายทิฏฐิว่าร่างกายหรือขันธ์ ๕ มันไม่ใช่เราไม่ใช่องเรา ก็จบกิจ

          แค่ตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ทรงตัวว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็จบกิจ

          แค่ละมานะทิฏฐิ หมดอารมณ์ถือตัวถือตน หรือติดสมมุติในโลก ก็จบกิจ

          แค่ละอารมณ์ฟุ้งซ่านหรือวิตกกังวลทุกสิ่งในโลกได้ทรงตัว ก็จบกิจ

          หมดสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ได้ทรงตัว ก็จบกิจ

          ผมก็ขอจบแค่นี้ เพราะยิ่งเขียนมากยิ่งมีโอกาสผิดพลาดได้มาก เนื่องจากอารมณ์จิตยังไม่ถึง จิตในจิต (จิตตานุปัสสนามหาสติ) และธรรมในธรรม (ธัมมานุปัสสนามหาสติ) หมายความว่า จิตเจริญแค่ไหน ย่อมรู้ธรรมได้แค่ระดับนั้น

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่