พระธรรม

ในเดือน...กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. หากกฎธรรมดาของร่างกายให้พบแล้วยอมรับ อะไรจักเกิดขึ้นกับร่างกาย ให้พิจารณาลงว่า กฎของกรรมบังคับให้เป็นอย่างนั้น แต่พึงพิจารณาให้เห็นทุกข์ เป็นการเข้าสู่อริยสัจ กฎของกรรมนั้นเที่ยงและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย เมื่อรู้แล้วก็จงอย่าไปฝืน ให้ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่

          พิจารณาให้เห็นถึงความเบื่อหน่ายและวางเฉยในขันธ์ ๕ ทุกอย่างให้พิจารณาลงในขันธ์ ๕ เพราะอาการเหนื่อยก็คือเวทนา และถ้าไม่มีรูปคือร่างกายเสียอย่างเดียว จักเอาเวทนามาจากไหน และถ้าไม่มีร่างกายเสียอย่างเดียว การทำงานอย่างนี้ก็ไม่มี ให้เห็นตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕ แล้วดูสภาวะของการแก่ของร่างกาย การเจ็บป่วยของร่างกาย พิจารณาให้เห็นเป็นปกติธรรมของร่างกาย แล้วที่สุดร่างกายนี้ก็เดินเข้าสู่ความตายเป็นธรรมดา ให้จิตยอมรับร่างกายตามความเป็นจริง แต่จุดนี้จิตจักต้องไม่มีความท้อแท้ และไม่มีคำว่าฝืนทน มีแต่ขันติอดทน วิริยะพากเพียร สัจจะตั้งใจไว้จริง ว่าจักทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน อารมณ์หนักใจจักไม่มีเลย ดังนั้น การพิจารณาบารมี ๑๐ จึงจำเป็นต้องทำอยู่เสมอ

          ๒. การปฏิบัติจักต้องดูอารมณ์จิต และแก้ไขอารมณ์จิตอยู่เสมอ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งในโลกเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เป็นปกติธรรม ทุกอย่างหาความทรงตัวไม่ได้ ให้ดูอารมณ์จิตที่โง่ ฝืนกฎของความเป็นจริง จิตมักจักคิดว่าเที่ยงอยู่เสมอ จักละกิเลสต้องหมั่นพิจารณาอารมณ์ของจิตเอาไว้เสมอ ๆ แล้วหมั่นแก้ไขอารมณ์ของจิตเอาไว้ด้วย จึงจักมีผลในการปฏิบัติ อาทิเช่น การทรุดโทรมย่อมเป็นไปตามปกติธรรมของร่างกาย ซึ่งไม่มีใครหนีกฎธรรมดานี้ไปได้ สักแต่ว่าต่างกรรมต่างวาระเท่านั้นเอง อย่าฝืนความจริงของร่างกาย แล้วให้ยอมรับด้วยจิตเป็นสุข สุขที่ว่ารู้แล้วร่างกายมันจักต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปข้างหน้า ตั้งใจเอาไว้เลยในทุก ๆ ขณะจิตว่า ร่างกายอย่างนี้จักไม่มีกับเราอีก พร้อมกับพยายามชำระจิต อย่าให้ไปเกาะอยู่กับเวทนาของร่างกาย การเยียวยารักษาจำเป็นต้องมี แล้วก็มีไปตามอัตภาพที่จักทำได้ แล้วจงอย่าไปทุกข์กับการรักษาเยียวยา ทำจิตให้โปร่งเข้าไว้ รักษาได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่าฝืนร่างกายให้มากจนเกินไป จักเป็นภัยให้เป็นโทษกับจิตในเบื้องหน้า ต้องรู้จักประมาณกำลังของร่างกายเอาไว้ด้วย จักไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง

          ๓. อย่าปล่อยปละละเลยในเรื่องของการพิจารณา อะไรผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะทั้ง ๖ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ให้นำมาพิจารณาเป็นกรรมฐาน คิดให้เป็นลงในอริยสัจ คือ ทุกข์ หรือเข้าสู่ไตรลักษณ์ก็ได้ อย่าสักแต่ว่าเห็นแล้วคิด แต่หาจุดลงไม่ได้ คิดไปเหมือนคนฟุ้ง พอเลิกคิดแล้วก็ลืมไปด้วย ปัญญาไม่เกิด ร่างกายทรุดโทรมแปรปรวนไป ก็เป็นปกติของร่างกาย ฝืนก็ฝืนไม่ได้ ยิ่งฝืนยิ่งทุกข์ ให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จิตจักได้ไม่ทุกข์ แล้วทำการเบื่อหน่ายในร่างกายนี้ไปเสียให้ได้ จักได้ไม่ต้องกลับมามีร่างกายอีก การวางเฉยของจิต ด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จักทำให้เข้าถึงอารมณ์สังขารุเบกขาญาณได้โดยง่าย

          ๔. การวางทุกขเวทนาของร่างกายมิใช่ของง่าย หากจิตของผู้นั้นยังไม่เข้าถึงมหาสติปัฎฐาน ๔ ตามความเป็นจริง จิตมีสติระลึกรู้อยู่เสมอว่า กาย-เวทนา-จิต-ธรรมนี้ เกิด-ดับ ๆ อยู่เป็นสันตติธรรมภายนอก (กายและเวทนาของกาย) กับสันตติธรรมภายใน คือ อารมณ์ของจิตกับธรรมะที่จิตรับสัมผัสรู้ได้ก็เกิด-ดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา ผู้รู้คือจิตหรือตัวเรา หากจิตยังไม่แจ่มใสพอ การเบื่อหน่ายร่างกายเกิดขึ้นก็จริงอยู่ แต่จิตยังมีอารมณ์มืด เพราะยังมีอารมณ์กังวลอยู่ (กังวลเรื่องกายกับเวทนาของกาย ยังหลงคิดว่ามันเป็นเรา เป็นของเราอยู่) ให้ทำใจสบาย ๆ ยอมรับกฎธรรมดาของร่างกาย ร่างกายเครียดจิตจงอย่าเครียดกับร่างกาย ต้องฝึกฝนอารมณ์ปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางทุกขเวทนาเข้าไว้ ซึ่งมิใช่ง่ายนักหรอก แต่ให้หมั่นทำ ค่อย ๆ เป็นไป แล้วจักรู้จักคำว่าละอุปาทานขันธ์ ๕ ได้อย่างแท้จริง

          ๕. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ ไม่ช้าไม่นานก็มีวิญญาณไปปราศแล้ว จงอย่าหวั่นไหวเมื่อนึกถึงความตาย ให้เห็นความตายเป็นเรื่องปกติธรรมของร่างกาย อาการใกล้ตายเป็นอย่างไรก็ให้กำหนดจิตรับสภาวะนั้นให้ได้ อย่าฝืนใจดิ้นรน เพราะไม่มีประโยชน์ในการดิ้นรน แม้จักดิ้นรนฝืนใจเพียงไร จิตก็ตกเป็นทาสของตัณหามากเท่านั้น เพราะฝืนกฎธรรมดาของร่างกาย ดูอารมณ์จิตให้ดี ๆ แล้วจงอย่าไปพอใจหรือไม่พอใจกับสภาวะปกติธรรมของร่างกาย จงดูอารมณ์มัชฌิมาปฏิปทาให้ดี จิตต้องประคองให้อยู่จุดนี้ให้ได้ แล้วเวลานั้นร่างกายหรือขันธ์ ๕ จักทุกขเวทนาขนาดไหน จิตก็เป็นสุข ต้องพยายามทำให้ได้ด้วย

          ๖. พิจารณาความเกิด-ความดับเอาไว้เสมอ ๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับไปอยู่เสมอ มีแต่จิตเท่านั้นที่ไม่เกิด-ไม่ดับ เห็นทุกอย่างเป็นกฎธรรมดา อย่าเอาจิตไปผูกพันกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลก พยายามปล่อยวางให้มากที่สุด มีชีวิตอยู่ก็ทำไปตามหน้าที่ แต่จิตอย่าไปผูกพัน ให้ตั้งใจทำให้ดีที่สุดเป็นชาติสุดท้าย ต่อไปงานเช่นนี้จักไม่เกิดขึ้นกับเราอีก ตั้งใจอยู่จุดเดียวคือเกาะพระนิพพาน การทำงานให้ดูความเหมาะสมว่าจักทำอะไรก่อนอะไรหลัง งานจึงจักลุล่วงไปได้ และจงอย่าทำงานด้วยความรีบร้อน เพราะจักทำให้งานมีแต่เสียกับเสียเท่านั้น ใจเย็น ๆ เข้าไว้ การปฏิบัติธรรมก็เช่นกันให้ใจเย็น การทำงานทางโลกหรือการทำงานทางธรรม ใจต้องเย็น ถ้าใจเย็นพิจารณาด้วยความรอบครอบแล้ว มรรคผลก็เข้าถึงได้ง่าย ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่