พระธรรม

ในเดือน...กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. การวางทุกขเวทนาของร่างกาย จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ ๕ อย่างต่อเนื่อง มิใช่คิดบ้าง ไม่คิดบ้าง ความทรงตัวในการวางทุกขเวทนาก็ไม่มี จุดนี้จักต้องใช้กำลังใจอย่างหนัก ทำจริงๆ มิใช่ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ผลของการปล่อยวางขันธ์ ๕ ก็ไม่มี ประการสำคัญคือ ยอมรับนับถือในกฎของกรรม อาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็เนื่องด้วยกรรมปาณาติบาต แล้วเนื่องจากขันธ์ ๕ เป็นเครื่องรับรองกรรมนั้นๆ จงอย่าไปเพลินอยู่กับสุขหรือทุกข์ของขันธ์ ๕ ว่าเป็นอย่างนี้แหละ พิจารณาด้วยความเพียร อย่าให้ทุกข์หรือสุขมาตัดรอนปัญญาในการปฏิบัติธรรม เห็นทุกอย่างของขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง แล้วจิตจักปล่อยวางขันธ์ ๕ โดยมีพระรัตนตรัย และพระนิพพานเป็นที่พึ่งประจำจิตได้เด่นชัดขึ้น กฎของกรรมใดๆ ที่จักปรากฏแก่ขันธ์ ๕ จิตก็จักยอมรับได้โดยไม่หวั่นไหว จิตเป็นสุขด้วยการอบรมด้วยปัญญา ที่ยอมรับนับถือขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ความเข้มแข็งของจิตก็เกิดขึ้นมาก

          ๒. อย่าฝืนขันธ์ ๕ ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ว่ามันไม่เที่ยง เป็นปกติธรรมของขันธ์ ๕ จิตก็จักได้วางภาระขันธ์ ๕ ลงได้ตั้งแต่ยังไม่ตาย ซ้อมวางรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ด้วยปัญญา เห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง เห็นทุกอย่างเป็นปกติ อย่าคิดว่าขันธ์ ๕ ป่วยนั้นเป็นเรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวทนาเกิดขึ้นได้ก็เพราะรูปไม่เที่ยง รูปอันเกิดจากธาตุ ๔ อาการ ๓๒ มาประชุมกัน มีความเสื่อม มีความพร่องอยู่เป็นของปกติธรรม จึงเป็นปัจจัยให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นของธรรมดา แล้วรูปนี้ก็แก่ลงไป และมีความตายไปในที่สุด เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณอาศัยรูปอยู่ เป็นบ่อเกิดของความไม่เที่ยงอยู่เช่นกัน ถ้าเจ้าคิดว่าทุกข์ ก็พึงคิดว่าทุกข์อยู่อย่างนั้นตลอดไปหรือไม่ ก็เปล่าอีก ทุกข์นั้นเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เวทนา-สัญญา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณก็เช่นกัน เกิดขึ้น - ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น สัมผัสอันเกิดจากอายตนะก็เช่นกัน ถ้าจักลืมตาดูอยู่แต่อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดทั้งวันก็ไม่ได้ มีอันจำเป็นต้องเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ปล่อยให้อายตนะอื่นๆ แสดงธรรมเกิดขึ้น - ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ต่างกรรมต่างวาระ นี้เป็นปกติธรรมของขันธ์ ๕ จงยอมรับภาวะธรรมเหล่านี้ตามความเป็นจริง จิตจักเป็นสุขและวางภาระของขันธ์ ๕ ลงได้ตามความเป็นจริง แล้วจิตก็จักเข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย

          ๓. การปฏิบัติพระกรรมฐานให้มุ่งการแคบเข้ามา อย่าสนใจจริยาของผู้อื่น แล้วจักเหลือแค่กายกับจิตของตนเองเท่านั้น การรักษาศรัทธาและการสนทนาปฏิสันถารก็ดี ย่อมจักต้องมีในผู้ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาทุกคน นั่นเป็นเพียงหน้าที่เท่านั้นมิใช่เป็นการปฏิบัติ พอหมดหน้าที่ ก็หันมาพิจารณากายกับจิตของตนเองเท่านั้น แล้วจักพบหนทางพ้นทุกข์ได้ง่าย อย่าไปดูใจของคนอื่น ให้มุ่งดูจิตใจของตนเองจักได้ผลประโยชน์มาก ดูจิตของตนเองมากเท่าไหร่ ก็จักเป็นดีมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าหากมุ่งดูจิตผู้อื่น ผลเสียก็จักเกิดขึ้นมากเช่นกัน อารมณ์ของเจ้าเวลานี้ ยังมีความอึดอัดขัดข้องใจอยู่ (อารมณ์ปฏิฆะ) ให้เพียรปล่อยวางอาการทุกขเวทนาอันเกิดจากร่างกายป่วยเข้าไว้ให้มาก พยายามให้จิตยอมรับกฎของกรรม อย่าฝืน พร้อมทั้งพึงกำหนดอุปสมานุสสติ (นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์) ให้ตั้งมั่น จิตจักได้ไม่ประมาทในชีวิต ความตายสามารถที่จักเกิดขึ้นได้เสมอในทุกๆ ขณะจิต ตามวาระกฎของกรรม จงฝึกฝนจิตใจให้อย่ากลัว หรือหวาดหวั่นในความตาย ให้เห็นเป็นปกติธรรม การมีร่างกายก็เพื่อรอความตาย อันเป็นที่สุดของร่างกาย

          ๔. การพิจารณาเวทนาของร่างกาย ดูเวทนาที่เกิดขึ้น - ตั้งอยู่แล้วดับไป พิจารณาให้เห็นเวทนา ย่อมต้องมีเป็นของธรรมดาที่มีร่างกาย อย่าคับแคบใจ (อารมณ์ไม่พอใจ) ไปกับเวทนา ให้เห็นเป็นธรรมดา เมื่อชำระจิตใจไม่ให้ติดอยู่กับเวทนา เห็นเวทนานี้ไม่ใช่ของเรา ที่สุดแม้เวทนามีอยู่ก็เหมือนไม่มี เช่นเดียวกับการพิจารณารูป มีก็เหมือนไม่มีเช่นกัน เหล่านี้จักต้องใช้กำลังใจเข้าพิจารณาพอสมควร จึงจักเห็นเวทนาตามความเป็นจริง มองร่างกายด้วยจิตใจที่เป็นธรรม แล้วจักมีอารมณ์สบาย ไม่ฝืนร่างกาย ไม่ฝืนจิตใจ ทุกอย่างเป็นปกติธรรม ให้พิจารณาตัวปกติธรรมเอาไว้ให้ดี เมื่อจิตยอมรับนับถือธรรม แม้ความตายจักเข้ามาถึงร่างกายก็ยังเห็นเป็นธรรมดา อารมณ์หวั่นไหวก็จักไม่มี จิตยิ่งจักมั่นคงในพระนิพพานมากขึ้น ไม่คลอนแคลน พึงกำหนดพระนิพพานเข้าไว้ในจิตให้มั่นคง และจงอย่าได้มีความน้อยใจในชีวิต ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีชาติไหนเลยที่เกิดมาแล้วจักไม่มีความตาย ให้เห็นธรรมดา แล้วอย่ากลัวความตาย เนื่องจากเจ้าก็ได้ผ่านการเกิดการตายมาแล้วนับไม่ถ้วนชาติ ให้ตั้งใจการเกิดการตายในครั้งนี้ จักเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเรา ตายเมื่อไหร่มุ่งไปสู่พระนิพพานเมื่อนั้นภพใดๆ ไม่เป็นที่พึ่งปรารถนาอีก

          ๕. ทำอะไรให้รู้จักประมาณตน แล้วจักอยู่ได้อย่างสุขกาย - สุขใจได้พอสมควร ไม่ว่าอายุจักมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จักไม่มีปัญหาเบียดเบียนร่างกาย และจิตใจด้วยการประมาณตนนี้ ดูความไม่เที่ยงของร่างกาย แล้วให้ลงกฎของธรรมดาให้มาก จิตจักได้ไม่อึดอัดขัดข้องไปกับร่างกาย แล้วให้รู้จักเตรียมจิตเตรียมใจเพื่อการพร้อมที่จักรับความตายให้ได้ทุกเมื่อ จงอย่าได้มีความประมาทในชีวิต

          หมายเหตุ ในเดือนนี้ทรงตรัสสอนเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผม เรื่องการเจ็บป่วย (เวทนา) บ่อยๆ มีสาเหตุจากเพื่อนผมท่านอยู่ในวัยที่กำลังจะหมดประจำเดือน จึงทำให้ร่างกายมีอาการแปรปรวน เกิดทุกขเวทนาทางกายเป็นอย่างมาก เมื่อกายป่วย จิตที่อาศัยกายอยู่ก็ป่วยตามกาย เพราะกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรมยังอยู่ครบ จึงเป็นของธรรมดาของบุคคลในวัยจะหมดประจำเดือนจะต้องพบ อีกประการหนึ่งเพื่อนผมท่านอาศัยวัดอยู่คนเดียว ก็พยายามใช้ร่างกายตอบแทนวัด โดยการกวาดวัดตอนเช้ามือ ตอนสายก็ต้องทำงานซ่อมโบสถ์และวิหารเก่าของวัดแต่ผู้เดียวตลอดมา จนถึงปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ป่วยก็ยังต้องทำ งานมากแต่พักน้อยก็ตึงไป ไม่เดินสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) พระท่านก็เมตตาสงเคราะห์พระธรรมคำสั่งสอนเรื่องเกี่ยวกับขันธ์ ๕ (สัทธรรม ๕) ตามความเป็นจริง แล้วให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาของการมีร่างกาย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่