(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน ตุลาคม ๒๕๓๘)

พระธรรมที่พึงได้จากน้ำท่วมวัดท่าซุง

ในระหว่าง ก.ย.- ต.ค.๒๕๓๘




 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ใช้ อตีตังสญาณให้เป็นประโยชน์ว่า ในการประสบเคราะห์กรรมน้ำท่วมอย่างนี้ มิใช่จักประสบแต่เพียงชาตินี้ชาติเดียว น้ำท่วมอย่างนี้มีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เห็นแล้วจักได้รู้จักเข็ดหลาบกับทุกข์นี้ จักได้ไม่ต้องมาเกิดกันอีก

          ๒. เรื่องเคราะห์กรรมก็ต้องชดใช้กันไป แต่สภาวะทุกข์ใหญ่ที่ยังมาไม่ถึง ก็คือภัยแห่งสงครามใหญ่ สภาวะน้ำท่วมนี่แหละจักทำให้ทุกคนในวัดท่าซุง รู้จักเตรียมตัวรับสถานการณ์สงครามนั้นได้อย่างไม่ยากเย็น

          ๓. นี่แหละชีวิตของความเป็นมนุษย์ล่ะ ทุกคนหนีโลกธรรม ๘ ไม่พ้น หนีสัจธรรม ๕ อันมีการเกิดแล้วต้องแก่ ต้องป่วย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบ ต้องมีความปรารถนาไม่สมหวัง และที่สุดก็หนีความตายกันไม่พ้น หนีกฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอไม่พ้น ต่อไปก็ฝึกอารมณ์จิตให้คอยรับกับภัยสงครามอีก พยายามพิจารณาปัญหาทุกอย่างให้ลงตัวธรรมดาให้ได้ จิตก็จักไม่วิตกกังวลมาก

          ๔. เอาทุกอย่างมาเป็นกรรมฐานหมด โลกนี้ไม่เที่ยง มีความฉิบหายไปในที่สุด โลกนี้มีแต่ความทุกข์ หาสุขไม่ได้ แม้ เทวโลกและพรหมโลกก็ยังไม่สุขจริง เพราะก็ยังไม่เที่ยง ที่สุขจริงๆ คือแดนพระนิพพานเท่านั้น ทำทุกอย่างมุ่งจุดเดียว คือ ทำเพื่อพระนิพพาน

          ๕. จงโจทย์จิตตนเองไว้เสมอๆ ว่า ทำงานใดๆ ก็ตาม เราจักไม่หวังผลตอบแทน ไม่ทำเพื่ออวด เพื่อที่จักต้องเอาหน้า โดยคิดว่าสิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร ทำแล้วสบายใจก็จงทำไป เช่น ให้เห็นทุกข์จากการขับถ่ายในระหว่างน้ำท่วม ทุกชาติที่ประสบภัยน้ำท่วมก็ทุกข์อย่างนี้มาทุกชาติ นี่เพราะเราไม่รู้จักทุกข์ ไม่เข็ดในความทุกข์ จึงต้องเกิดมาประสบการณ์ทุกข์อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ในเมื่อชาตินี้เรารู้จักทุกข์ ก็จงเข็ดทุกข์ และจงวางทุกข์ อย่าเกาะทุกข์ให้จิตมันเศร้าหมองหรือหดหู่เป็นอันขาด ให้ทำใจคิดเสียว่าทุกข์ของขันธ์ ๕ อย่างนี้ จักมีกับเราเป็นชาติสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ขอไปพระนิพพานเมื่อนั้น

          ๖. อนึ่ง การรักษากำลังใจให้อยู่ในอารมณ์พระกรรมฐานนี้สำคัญมาก ให้คอยดูอารมณ์จิตของตนเองเข้าไว้ อย่าปล่อยกรรมฐานให้หลุดไปจากจิต จงคิดไว้เสมอๆ ว่าจักทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน คือ เจริญงานทางจิตให้มากขึ้น เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง แล้วจบลงที่ตัวธรรมดา เพราะทุกข์จริงๆ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ทุกชีวิตไม่มีใครที่จักล่วงทุกข์เหล่านี้ไปได้ ยกเว้นเจริญความดีให้ถึงที่สุด ไปพระนิพพานจึงจักพ้นทุกข์ไปได้

          ๗. ให้อดทนบ้าง ทนอดบ้างเป็นชาติสุดท้าย อย่าท้อถอย โดยเฉพาะทุกข์จากภาระของครอบครัว มันครอบงำเรามาทุกชาติ แต่ก็ไม่รู้จักเข็ด ไม่รู้จักจำ ไม่รู้จักทุกข์ มาชาตินี้ให้เข็ดกันเสียที แล้วจะได้รู้จักทุกข์-วางทุกข์-พ้นทุกข์กันเสียที

          ๘. อย่าไปประเมินค่าของทรัพย์สินที่เสียหายจากน้ำท่วม เพราะเป็นอารมณ์วิภวตัณหา ของที่เสียไปแล้วจักคิดให้มันกลับคืนมาใหม่ย่อมไม่ได้ มีลาภย่อมเสื่อมลาภเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาของกฎของกรรม และจงจำไว้อีกหลักหนึ่ง คือ ความสบายใจหาค่าประมาณไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสุข ความสงบของจิตที่อยู่ในพระธรรมคำสั่งสอนของตถาคต ไม่เบียดเบียนกาย-วาจา-ใจของตนเองและผู้อื่น นั่นแหละคือความสุขด้วยประการทั้งปวง

          ๙. เรื่องความขัดแย้ง ใครเขาจักขัดแย้งกับใครให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา คน ๒ คนอยู่ด้วยกัน จะห้ามขัดแย้งหรือกระทบกระทั่งกันย่อมไม่ได้ จงอย่าไปสนใจ เพราะทุกคนแม้พวกเจ้าเอง ก็ยังมีอารมณ์ปรุงแต่งกรรมอยู่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาของ การกระทบกระทั่งอารมณ์กัน และไม่สมควรเอาเรื่องเหล่านี้ไปเล่าต่อกับใครๆ เพราะไม่ทำประโยชน์ให้เกิดแก่ใครเลย รังแต่จักทำให้ความขุ่นข้องหมองใจเกิดขึ้นในจิตของผู้รับฟัง เป็นการสร้างความเบียดเบียนแก่ผู้อื่นด้วยทางมโนกรรมและวจีกรรม เรื่องเหล่านี้พึงจักคิดให้รอบคอบ หากพูดแล้วคนฟังไม่สบายใจก็พึงไม่พูด

          ๑๐. การบูรณะสถานที่ภายในวัด เป็นเรื่องของอนาคต แล้วให้ทำใจลงตัวธรรมดา คิดให้เป็น คิดให้ถูก หนทางอริยสัจ คือ ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงเท่านั้น นั่นแหละเป็นการเจริญมรรคผลนิพพาน ธรรมที่เกิดในโลกนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นอริยสัจ หรือล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น หาความสุขจริงๆ ในโลกนี้ไม่ได้ มีจุดเดียวที่มีความสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพาน ให้ทุกคนมุ่งหวังการกระทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน คือเจริญอริยสัจนี้ตามความเป็นจริง แล้วจักถึงจุดที่พ้นทุกข์ได้

 

ธรรมที่เกิดในโลกนี้ล้วนเป็นอริยสัจ

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การพิจารณาอริยสัจ ต้องพิจารณาให้ถึงที่สุดของความทุกข์ แล้วจักเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยาก กลับมามีขันธ์ ๕ ให้ต้องได้รับทุกข์อีก

          ๒. จิตจักวางทุกข์ เมื่อเห็นธรรมดาของการมีขันธ์ ๕ ก็ต้องพบทุกข์อยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

          ๓. เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบ ปรารถนาไม่สมหวัง การกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจนั้นเป็นทุกข์

          ๔. การมีขันธ์ ๕ ย่อมหนีไม่พ้นสภาวะเช่นนี้ เจ้าจงพิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่ายให้ถึงที่สุด แล้วจิตจักวางอารมณ์ที่เกาะติดร่างกาย เกาะติดทุกข์ไปได้ในที่สุด

          ๕. อย่าท้อใจ อดทนต่อสู้กับชีวิตไป ให้ถือว่าทนเป็นครั้งสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ไม่ขอกลับมามีภพชาติอีก ตั้งใจไปพระนิพพานจุดเดียว แล้วอย่าลืมควบคุมอารมณ์ อย่าให้ตกอยู่ในราคะ โทสะ โมหะ ให้มากนัก

          ๖. ใครเขาจักติจักว่าอย่างไรก็เรื่องของเขา ทำจิตของเราให้เป็นปกติก็แล้วกัน จิตปกติคือจิตสงบ ปราศจากอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่ากรณีใดๆ ไม่ถือเอามาเป็นสาระ ติดข้องอยู่ในอารมณ์ให้เห็นธรรมดาในคำที่เกิดขึ้น ถ้อยคำนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป หาสาระประโยชน์ อันใดมิได้

          ๗. เอาจิตรอดเข้าไว้เป็นประการสำคัญ โดยเฉพาะจิตของตนเองนั่นแหละเป็นหลักใหญ่ มิใช่ไปกังวลเรื่องจิตของใครอื่น จิตของเราคิดเป็นกุศลหรืออกุศลก็พึงรู้เข้าไว้ และพึงแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ถูกที่ควรด้วย

          ๘. และอย่าทิ้งการตรวจสอบอารมณ์ของจิตว่า เบียดเบียนตนเองหรือเปล่า เบียดเบียนผู้อื่นหรือเปล่า เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นหรือเปล่า ความสงบของอารมณ์จะสมบูรณ์แบบ ก็จักต้องไม่เบียดเบียนทั้ง ๓ ประการนี้

          ๙. ทำบุญเพื่อนิพพานก็ต้องทำจิตเพื่อนิพพานด้วย คือ ทำดีแต่ไม่ติดดี และรู้ว่าสิ่งไหนดี รู้ว่าสิ่งไหนไม่ดี แล้วไม่ทำอารมณ์ให้ไปเกาะทั้งดีและทั้งไม่ดี วางจิตให้อยู่ตรงกลางแบบสบายๆ นั่นแหละ คือ การทำจิตเพื่อพระนิพพาน

          ๑๐. ให้เห็นธรรมในธรรม เห็นจิตในจิต เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา พิจารณาไปให้ได้เป็นปกติ แล้วเจ้าจักพบความจริงใน สภาวะธรรมล้วนๆ อันไม่มีอันใดมาปกปิดนั่นแหละ จิตจักเห็นสภาพธรรม โดยปราศจากอารมณ์ปรุงแต่งธรรม จุดนั้นแหละจักทำให้เจ้ามีความสุขสงบของจิต

          ๑๑. การปฏิบัติหากหวังความคืบหน้าของจิต อย่าทิ้งหลักพิจารณาอริยสัจ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่