การกำหนดรู้อารมณ์
คือผลของการปฏิบัติ (คือ จิตตานุสสติ)

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอน โดยให้หลักไว้ดังนี้

          ๑. การรู้ว่าตนสอบตกก็ยังดี ดีกว่าคนที่สอบตกแล้วยังไม่รู้ตัวเองว่าสอบตก แถมยังคิดเข้าข้างตนเองว่า ตนเองสอบได้เสียอีก นี่ซิแย่

          ๒. การกำหนดรู้อารมณ์พึงทำไว้ให้ตลอดเวลา ไม่พึงเอาเวลาไปทำอย่างอื่น การกำหนดรู้อารมณ์ คือ ผลของการปฏิบัติ หรือนัยหนึ่งคือ จิตตานุสสติ

          ๓. จุดนี้เป็นหลักใหญ่ ให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย ถ้าไม่ทิ้งการกำหนดรู้อารมณ์ การเอาพระกรรมฐานมาแก้จริตย่อมใช้ได้ผล และจักเป็นผลทรงตัวที่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา

          ๔. ปฏิบัติจุดนี้ให้ดีๆ การสอบตกเป็นของธรรมดา ตกแล้วก็ตั้งต้นใหม่ เพราะหลักการของธรรมปฏิบัติ จักต้องรู้อารมณ์อยู่ตลอดเวลา ได้บ้างตกบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าพึงท้อใจเสียก่อนก็แล้วกัน และ ผลการสอบจักเป็นของจริงเมื่ออารมณ์ถูกกระทบกระทั่งอยู่แล้วนั่นเองมิใช่อยู่เฉย ๆ อย่างจิตสงบ ปราศจากการกระทบกระทั่งแล้วจักมานั่งคิดว่าเป็นของจริงนั้นไม่ได้

          ๕. แล้วอย่าลืมพิจารณาลงตรงจุดที่ว่ามันทุกข์ อะไรเกิดขึ้นเป็นที่ขัดข้องล้วนแต่เป็นความทุกข์ทั้งสิ้น นี่คืออริยสัจหรือกฎของกรรม จุดนี้อย่าทิ้งจากการพิจารณา

 

บุญบารมีเต็มเป็นอย่างไร

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การทำงานทางโลกต้องใจเย็น ๆ ค่อยเป็นค่อยไป การเจริญกรรมฐานก็เช่นกัน ค่อยๆ ทำอย่าหนักใจ สะสมบุญบารมีไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งข้างหน้าจักเต็มได้

          ๒. คำว่าบุญบารมีเต็ม คือ รักษาไว้ซึ่งกำลังใจให้เต็มอยู่ในการตัดสังโยชน์เป็นปกติ การทำงานทุกอย่างก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว มุ่งเอาทุกอย่างเป็น กรรมฐานเพื่อตัดสังโยชน์ได้ตามที่ปรารถนา อย่าไปมุ่งหวังสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้

          ๓. คนฉลาดเขาเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกรรมฐานหมด อย่างเจ้าทำงานซ่อมแซมบูรณะวิหารอยู่ก็พึงคิดว่า ที่เราต้องมาทำงานอยู่นี่ เพราะของเก่าที่คนในอดีตทำเอาไว้ดีแล้วมันพังลงตามกฎของธรรมดา งานที่เราทำก็เหมือนกัน ไม่ช้ามันก็ก้าวไปสู่ความเสื่อมและพังไปตามกฎธรรมดาเหมือนกัน นี่คือสัจธรรม ธรรมของโลกเป็นอย่างนี้ แม้แต่ร่างกายของเราก็เป็นอย่างนี้

          ๔. เราจักหลงเกาะสังโยชน์อยู่เพื่อประโยชน์อันใด พอใจหรือไม่พอใจในตัวบุคคล หรือไม่ช้าไม่นานร่างกายต่างคนต่างก็พังไป การยึดถือกายเขากายเราก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดได้ นี่เป็น สักกายทิฎฐิ ทั้งนั้น พิจารณาให้ดีๆ เถิด อุปมาอุปไมยเข้าไว้ให้จิตยอมรับสภาพความเป็นจริง อันเป็นกฎธรรมดาเสียให้ได้แล้ว จิตของเจ้าจักมีความสุข เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

 

บุคคลส่วนใหญ่มักชอบอารมณ์เดือดร้อนใจ

          สมเด็จองค์ปฐมทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อย่าสนใจกับจริยาของผู้อื่น ใครจักว่าอย่างไรก็เรื่องของเขา เขาจักคิดอย่างก็เรื่องของเขา ให้รู้ว่าเรื่องของเรา คือ การปฏิบัติอย่างไร ให้สามารถละซึ่งอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจให้หมดสิ้นไปเท่านั้น

          ๒. ไม่ต้องสนใจกับอารมณ์ความคิดของใคร ให้สนใจกับอารมณ์ความคิดของตนเอง (หลักการปฏิบัติธรรม จักต้องรู้อารมณ์ของตนอยู่ตลอดเวลา)

          ๓. จักพึงต้องกำหนดรู้เอาไว้เสมอๆว่า เวลานี้จิตกำลังคิดอะไรอยู่ ดีหรือเลว เป็น โลกียธรรมหรือ โลกุตรธรม นี่จักต้องกำหนดรู้

          ๔. อย่าเที่ยวปล่อยอารมณ์ให้ฟุ้งไปตามใจชอบ (นิวรณ์ครองจิต) จนวัน ๆ ไม่รู้ว่าขณะนี้จิตมีอารมณ์อะไร สุขหรือทุกข์สบายใจหรือเดือดร้อนใจ

          ๕. บุคคลส่วนใหญ่มักจักชมชอบอารมณ์เดือนร้อนใจ ทั้ง ๆที่เป็นอารมณ์ของความทุกข์ แต่ก็หาคนรู้หรือดูอารมณ์ของตนเองออกยาก เมื่อไม่รู้ว่าทุกข์เดือดร้อนใจ จึงเกาะทุกข์เกาะความเดือดร้อนใจอยู่ร่ำไป

          ๖. แต่ถ้าผู้รู้ก็จักพยายามละและปล่อยวางอารมณ์นั้นอยู่ตลอดเวลา ขอพวกเจ้าจงพยายามปฏิบัติให้ได้ตามนี้

 

ภาราหะเวปัญจักขันธา

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเพื่อนผม ซึ่งยังเป็นโสดไม่มีคู่ครองไว้ดังนี้

          ๑. เจ้านึกดีใจใช่ไหมที่ไม่มีคู่ครองหรือครอบครัว ให้เป็นปัญหาเช่นบุคคลอื่น (ก็รับว่าใช่)

          ๒. ภาราหะเวปัญจักขันธา ทุกข์อันใดจักมาเกินกว่าภาระที่มีต่อขันธ์ ๕ นั้นไม่มี อยู่คนเดียวก็ทุกข์คนเดียว ยิ่งอยู่หลายคนยิ่งเพิ่มทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

          ๓. การกอปรกิจ กาเมสุมิจฉาจารยิ่งเป็นทุกข์หนัก เพราะทุกข์เนื่องด้วยปัญหาครอบครัวแตกร้าวกันยังไม่พอ ต่อเมื่อตายกายแตกดับลงไปในภายหน้า จิตหรือ อาทิสมานกายจักต้องไปเสวยทุกข์อันแสนสาหัสในยมโลกีย์นรกต่อไป ซึ่งจักต้องลงนรกขุมใหญ่ก่อนแล้วผ่านนรกบริวาร ตามกฎของกรรมแห่งการละเมิดศีลนั้น

          ๔. ปุถุชนหลงอยู่ใน สักกายทิฎฐิ อย่างหนาแน่น หลงร่างกายว่าเป็นเราเป็นของเรา จึงเป็นเหตุให้มีการละเมิดศีลเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ทั้งในชาติปัจจุบัน และสัมปรายภพ แต่อย่าตำหนิเขาเลยนะ ที่เขาทำเช่นนี้เพราะอกุศลกรรมเข้าไปบังคับ เห็นกรรมชั่วคิดว่าดี จึงทำกรรมเช่นนั้นไป นี่เป็นธรรมดาของ โลกียชน

          ๕. เมื่อเห็นโทษของกาม เจ้าก็ยังจิตให้ออกจากกามโดยไว ที่ตรัสมานี้มิใช่กาเมเพียงสถานเดียว ตถาคตหมายถึง การติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ตัวสุดท้ายคือตัวที่จักต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอารมณ์ของจิตนี่แหละตัวสำคัญ แปรปรวนทุกวัน หาความเที่ยงไม่ได้ ทั้ง ๆที่เจ้าปรารถนาอยากจักคิดแต่สิ่งที่ดี มีธรรมที่เป็นสาระเป็นต้น แต่ธรรมารมณ์ก็ไม่วายเผลอไปเกาะติดธรรมที่ไร้สาระ คือ ความคิดชั่วเข้าจนได้

          ๖. กิเลสไม่ต้องไปละที่ตรงไหน ให้ละกันตรงที่จิต หรือควบคุมอารมณ์ความคิดให้ไปในทางที่ถูกที่ควรเท่านั้นเป็นพอ โจทย์จิตตนเองตลอดเวลาว่า นี่เจ้าอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญาหรือเปล่า กำหนดรู้อยู่ตามนี้ให้ตลอดเวลา การพลั้งเผลอย่อมมีอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าเจ้าไม่ละความเพียร กรรมฐานแก้จริตใช้ให้ถูก ก็ไม่มีอะไรยาก สำคัญที่ไม่ค่อยจักเอาจริงกัน ปล่อยจิตให้มีอารมณ์พลั้งเผลอ ไม่ได้กำหนดรู้อารมณ์อยู่ร่ำไป

          ๗. ถ้าแก้จุดนี้ไม่ได้ เจ้าก็ยังจักเอาดีในทางด้านการละอารมณ์ กามฉันทะและปฏิฆะไม่ได้ พึงจักรู้ตัวเข้าไว้ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง เวลานาทีที่ผ่านไป ชีวิตก็ใกล้ความตายเข้าไปทุกที ยังมัวแต่จักประมาทกันอยู่อีก หรือเตือนใจเสียใหม่นะ

          ๘. ลมหายใจเข้าแล้ว ไม่หายใจออกก็ตาย ลมหายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตาย ที่เจ้าจักต้องทำความเพียรละกิเลสแข่งกับความตายที่ใกล้เข้ามาทุก ๆ ขณะจิต คิดเอาไว้ตามนี้ให้เห็นตามความเป็นจริง ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วย ก่อนที่จักสายเกินไป

          ๙. เมื่อร่างกายตายแล้ว หากไม่จบกิจ ก็ไม่สามารถยับยั้งการไปสู่ภพสู่ชาติได้ การยังมีอารมณ์เกาะติดกามคุณ ๕ อยู่ จักไปพระนิพพานได้หรือ จักพ้นเกิดพ้นตายได้หรือ (ก็รับว่าย่อมไม่ได้)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่